กรณีนิติบุคคลต่างประเทศ ซึ่งจดทะเบียน เป็นสำนักงานภูมิภาคของบริษัทข้ามชาติในประเทศ ไทย ตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยการขอตั้งสำนักงานภูมิภาคของบริษัทข้ามชาติ พ.ศ. 2535 ลงวันที่ 24 มีนาคม พ.ศ. 2535 และตามประกาศกรมสรรพากร เรื่อง ภาษีเงินได้และภาษีมูลค่าเพิ่ม สำหรับสำนักงานภูมิภาคของบริษัทข้ามชาติที่กระทำกิจการในประเทศไทย ลงวันที่ 25 สิงหาคม พ.ศ. 2535 นั้น
1. สำนักงานภูมิภาคของบริษัทข้ามชาติ มีหน้าที่ต้องจัดทำบัญชีตามกฎหมายว่าด้วยการบัญชี จึงพึงต้องมีรายการบัญชีต่าง ๆ ที่จำเป็นครบถ้วนตามมาตรฐานการบัญชี หรือหลักการบัญชีที่รับรองทั่วไป ดังนั้นหากสำนักงานภูมิภาคของบริษัทข้ามชาติซื้อคอมพิวเตอร์ หรือทรัพย์สินอย่างอื่น สำนักงานภูมิภาคของบริษัทข้ามชาติ ย่อมมีหน้าที่ต้องบันทึกทรัพย์สิน และคำนวณหักค่าสึกหรอและค่าเสื่อมราคา เช่นเดียวกับสาขาของบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายของต่างประเทศและประกอบกิจการในประเทศไทยตามมาตรา 66 แห่งประมวลรัษฎากร
2. ตามที่สำนักงานบัญชีแจ้งว่า ห้ามมิให้สำนักงาน ภูมิภาคของบริษัทข้ามชาติมีทรัพย์สินในบัญชี ในงบจะมีแต่ค่าใช้จ่ายเท่านั้น เป็นความเข้าใจที่คาดเคลื่อนไปมาก
โดยทั่วไป สำนักงานภูมิภาคที่กระทำกิจการในประเทศไทยให้บริการต่าง ๆ แก่สำนักงานใหญ่ เพื่อทำหน้าที่ติดต่อประสานงานและกำกับการดำเนินงานของสาขาและหรือบริษัทในเครือที่ตั้งอยู่ในภูมิภาคเดียวกันแทนสำนักงานใหญ่ โดยมิได้ให้บริการแก่ผู้อื่นเลย และสำนักงานภูมิภาคดังกล่าวได้รับเงินอุดหนุนจากสำนักงานใหญ่เฉพาะเพื่อเป็นค่าใช้จ่ายของสำนักงานภูมิภาคที่กระทำกิจการในประเทศ ไทยเท่านั้น
อย่างไรก็ตาม หากสำนักงานภูมิภาคที่กระทำกิจการในประเทศไทยดังกล่าว ให้บริการแก่ผู้อื่นหรือบริษัทในเครือ ไม่ว่าการให้บริการนั้นจะมีค่าตอบแทนหรือไม่ก็ตาม ถือว่าสำนักงานภูมิภาคดังกล่าวประกอบกิจการในประเทศไทย และมีหน้าที่ต้องนำรายได้ที่ได้รับจากการให้บริการทุกประเภทมารวมคำนวณกำไรสุทธิเพื่อเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลตามประมวลรัษฎากรและกรณีดังกล่าวเข้าลักษณะเป็นบริการที่อยู่ในบังคับต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มตามมาตรา 77/2 (1) แห่งประมวลรัษฎากร ทั้งนี้ ตามข้อ 2 ของประกาศกรมสรรพากร เรื่อง ภาษีเงินได้และภาษีมูลค่า.



