“ทีมข่าวอาชญากรรม” สอบถามสภาพปัญหาการสวมรอยทะเบียนราษฎรจากอดีตจนถึงปัจจุบัน กับนายอังศุเกติ์ วิสุทธิ์วัฒนศักดิ์ ผอ.กองกิจการอำนวยความยุติธรรม กรมสอบสวนคดีพิเศษ(ดีเอสไอ) แจงนิยาม“การสวมสิทธิคนตาย” หรือ“การสวมสิทธิทะเบียนราษฎร”ว่า ในอดีตจะเป็นกรณีมีคนตาย แต่ไม่มีญาติหรือครอบครัวแจ้งตาย หรือแจ้งแล้วแต่เจ้าหน้าที่(ผู้ใหญ่บ้าน)ในพื้นที่ไม่ได้แจ้งนายอำเภอ หรือญาติแจ้งเจ้าหน้าที่ มีการแจ้งต่อนายอำเภอ แต่นายอำเภอไม่ได้บันทึกข้อมูลเข้าระบบ ทำให้ชื่อคนตายยังมีอยู่ในทะเบียนราษฎร
กลุ่มใช้ช่องนี้ในทางทุจริต มักนำรายชื่อบุคคลที่ไม่มีความเคลื่อนไหวทางทะเบียนไปสวมสิทธิคนที่ไม่มีสถานะ หรือไม่มีคุณสมบัติได้รับสัญชาติ อาทิ ต่างชาติที่ประสงค์เป็นคนไทย โอกาสเดียวที่เป็นไปได้คือ แปลงสัญชาติซึ่งยุ่งยาก จึงเกิดขบวนการนำภาพใบหน้าของต่างชาติไปใส่ในชื่อ-สกุลของคนไทยที่ตายไปแล้วที่ไม่มีการแจ้งตาย และเน้นให้ข้อมูล“คนเป็น”กับ“คนตาย”ใกล้เคียงกันมากที่สุดคือ อายุไล่เลี่ยกัน เพศสภาพเดียวกัน ป้องกันการถูกจับผิด

อย่างไรก็ตาม ยุคหลังพบว่าขบวนการเหล่านี้ไม่สามารถหาข้อมูลใกล้เคียงคนตายมาใช้ได้เทียบเท่ากับคนเป็น จึงมีการ“ลักไก่”ใส่ข้อมูลไปก่อนแล้วค่อยแก้ไขภายหลัง เพื่อทำให้ใกล้เคียงกับข้อมูลของคนที่มาใช้สวมสิทธิมากที่สุด
สำหรับกลุ่มที่มักถูกสวมสิทธิคือ คนตาย ซึ่งนอกจากรายชื่อคนตายที่ไม่มีญาติไปแจ้งตายแล้ว ยังมีกลุ่มที่ไม่มีความจำเป็นต้องใช้บัตรประชาชนในราชอาณาจักร เช่น คนที่ไปพำนักต่างประเทศเป็นเวลานาน จนเป็นพลเมืองประเทศนั้น ๆ เมื่อไม่ได้กลับไทยก็ไม่มีความเคลื่อนไหว
ในอดีตยังมีกลุ่มพระภิกษุที่มักใช้“ใบสุทธิ”พระแทนบัตรประชาชน กลุ่มคนเปราะบาง กลุ่มคนพิการ กลุ่มผู้ด้อยโอกาสทางการศึกษา กลุ่มชาติพันธุ์ กลุ่มผู้ต้องราชทัณฑ์ เป็นต้น อย่างไรก็ตาม อดีตต่างจากปัจจุบัน เพราะการดำรงชีพขณะนี้ทุกคนได้รับสิทธิสวัสดิการจากรัฐ จึงต้องเชื่อมโยงข้อมูลทางทะเบียนราษฎรกับเลขบัตรประชาชน การสวมสิทธิคนตายนัยคือ การทุจริตอย่างหนึ่ง เป็นการพยายามนำเอาคนที่ไม่มีคุณสมบัติได้รับสัญชาติ มาสวมสิทธิแล้วนำไปใช้ประโยชน์

ในอดีตมีปัญหาคนไม่รู้ตัวว่ากำลังถูกสวมสิทธิ เพราะต่างพื้นที่ ต่างอำเภอ อาจทำธุรกรรมแตกต่างกัน แต่ปัจจุบันโอกาสสวมสิทธิเกิดขึ้น“ค่อนข้างยาก” เพราะบัตรประชาชนแต่ละคนมีเพียง 1 ใบ พร้อมกับเลข 13 หลักที่ติดตัวมาแล้ว
ทั้งนี้ เผยถึงเหตุผลการเปลี่ยนชื่อ-สกุล นอกเหนือเรื่องความเชื่อ-ความมงคล ยังมีในเชิงผิดกฎหมาย หรือเพื่อปกปิดอำพราง เรียกว่า“การหลบเลี่ยงตรวจสอบประวัติเดิม” เพราะการเปลี่ยนจะทำให้กลายเป็นอีกคน แม้เลข 13 หลักเป็นเลขเดิม แต่หลักคิดการเปลี่ยนก็เพื่อปกปิดจากบุคคลทั่วไป ที่ไม่รู้ว่าบุคคลนั้นเคยเป็นผู้มีคดีอาญามาก่อน
“เทียบการนำเสนอข่าวของสื่อ จะเสนอชื่อ–สกุลผู้ต้องหา แต่ไม่ได้เปิดเผยเลข 13 หลัก วิญญูชนทั่วไปย่อมไม่รู้ว่าบุคคลดังกล่าวแท้จริงเคยมีชื่อ–นามสกุลเก่าอะไรมาบ้าง หรือเคยมีคดีติดตัวหรือไม่”
นอกจากนี้ หากเป็นกรณีไปสวมสิทธิคนตาย โดยตัวเองก็มีเลข 13 หลักอยู่แล้ว แต่เมื่อไปสวมสิทธิคนตายก็จะได้ใช้ข้อมูลทะเบียนราษฎรคนตายแทน เรียกว่า“การฟอกตัว”

นายอังศุเกติ์ เผยถึง กรณีต่างด้าวอยากได้สัญชาติไทย เพื่อทำธุรกิจต้องห้ามของต่างด้าวในประเทศว่า มีจำนวนมากทั้งยังเป็นธุรกิจที่ต้องใช้เงินจำนวนมาก จึงไม่ไว้วางใจคนทำแทน แม้มีกรณีใช้นอมินี ซึ่งปัจจุบันสบช่องรู้ว่ามีกระบวนการสวมสิทธิเพียงจ่ายเงินเจ้าหน้าที่บางกลุ่มที่อาศัยว่ามีหน้าที่คุมฐานข้อมูล เมื่อมีคนที่ไม่เคลื่อนไหวทางทะเบียนราษฎรระยะเวลาพอสมควร จะมีระบบปัดข้อมูลเข้าทะเบียนกลาง
พร้อมเผยกรณีน่าสนใจคือ การที่เจ้าหน้าที่ได้“สร้างตัวตน”คนขึ้นมาใหม่ในระบบ แผนประทุษกรรมนี้ดีเอสไอเคยสอบสวนเป็นคดีพิเศษเมื่อปี 58 เหตุเกิดที่จ.นครพนม มีการสร้างตัวตนขึ้นใหม่ถึง 300 รายชื่อ กระจายไปตามทะเบียนบ้าน บางส่วนเจ้าของเล่มทะเบียนก็ไม่รู้ตัว แต่บางส่วนยอมรับนำเข้ารายชื่อ 20-40 รายชื่อจริง เมื่อสร้างตัวตนเข้าสู่ทะเบียนก็เกิดการทำบัตรประชาชน และนำไปให้กลุ่มคนที่ต้องการใช้

ทั้งนี้ พื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคเหนือตอนบน มักเกิดกรณีสวมบัตรประชาชนมากที่สุด เพราะกลุ่มที่อยากได้สัญชาติไทย หรือกลุ่มไร้รัฐไร้สัญชาติอยู่ในพื้นที่จำนวนมาก แม้อยู่ไทยมานานก็ยังติดปัญหาไม่ผ่านการได้สัญชาติ กลายเป็นบ่อเกิดอาชญากรรม เพราะคนที่ไม่มีบัตรประชาชน ไม่มีสถานะ มักถูกกดขี่เป็นเหยื่ออาชญากรรมทั้งการใช้แรงงาน และค้ามนุษย์ แต่พอวันดีคืนดีอยากลืมตาอ้าปาก อยากมีสิทธิขั้นพื้นฐานก็เจอข้อเสนอสวมบัตร ซึ่งมีค่าใช้จ่ายสูงหัวละ 100,000 บาท
หากไม่มีเงินขนาดนั้นก็ต้องตกในวังวนอย่างการเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของขบวนการยาเสพติด การรับจ้างขนลำเลียง ขบวนการค้ามนุษย์ ขบวนการสแกมเมอร์ เป็นต้น การไม่มีสถานะ ถือว่ามี 2 มุม คือ เป็นได้ทั้งเหยื่อและอาชญากร
สุดท้าย นายอังศุเกติ์ เผยมาตรการป้องกันลำดับแรกต้องมองไปที่การจัดการฐานข้อมูลทะเบียนกลาง หรือคนที่ไม่มีความเคลื่อนไหว อาจต้องตรวจสอบติดตามเพิ่มเติมสำหรับรายชื่อข้อมูลของคนที่ตายแล้ว เช่น พิจารณานำข้อมูลจำหน่ายออกจากระบบไปเลยหรือไม่ และจะทำอย่างไรไม่ให้ข้อมูลของคนตายถูกนำไปใช้
“คงเป็นเรื่องของการบูรณาการฐานข้อมูลผู้เสียชีวิตระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อไม่ให้มีการสวมสิทธิ สวมทะเบียนราษฎร สวมบัตรประชาชนคนตาย และพัฒนาระบบเทคโนโลยีมาใช้ในการยืนยันตัวตน ป้องกันการสร้างตัวตนใหม่ เน้นย้ำเจ้าหน้าที่ให้ตระหนักและปฏิบัติตามระเบียบ รัดกุม ไม่เสี่ยงเกิดปัญหาภายหลัง”.
ทีมข่าวอาชญากรรม รายงาน



