ขณะเดียวกันบรรดาคณะรัฐมนตรีภายใต้ปีกของนายกฯแพทองธาร ก็มีอันต้องพ้นจากตำแหน่งไปด้วยเช่นกัน ซึ่งก็เป็นไปตามรอยของนายเศรษฐา ทวีสิน อดีตนายกรัฐมนตรี ที่เคยเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 14 ส.ค. 2567 ที่ผ่านมา
จากนี้ไป…ก็ต้องรอดูกระบวนการทางการเมืองกันต่อไปว่านายกรัฐมนตรีคนที่ 33 จะใช่ นายชัยเกษม นิติสิริ ไพ่ใบสุดท้ายของพรรคเพื่อไทยหรือไม่?
หรือนายใหญ่จะโดน “หักหลัง” เปลี่ยนขั้ว เพื่อเปลี่ยนข้างไปจับมือ ดันนายกฯคนใหม่ชื่อ “อนุทิน ชาญวีรกูล“ หรือเปล่า?
ทั้งหลายทั้งปวงเหล่านี้ คงต้องใช้เวลาอีกสักนิด เพื่อรอให้ “ฝุ่น“ ที่กำลังตลบอบอวลอยู่ในเวลานี้ ต้องจางหายกันไปก่อน เพราะสารพัดปัญหาใหญ่ยังรออยู่ข้างหน้าอีกมากมายมหาศาล
อันดับแรก…ก็เป็นเรื่องของ ร่าง พ.ร.บ.งบประมาณ 2569 ที่แม้ว่าในเวลานี้เข้าสู่การพิจารณาในชั้นของวุฒิสภา ไปแล้วก็ตาม แต่กระบวนการ ก็ยังคงต้องรอกระบวนการทำงาน เพื่อให้งบประมาณ 3.78 ล้านล้านบาท ออกมาบังคับใช้ให้ทันวันที่ 1 ต.ค. 2568 หรือในอีก 1 เดือนจากนี้
หากการเมืองไม่เปลี่ยนขั้ว ไม่เปลี่ยนข้าง พรรคเพื่อไทย ยังสามารถครองเก้าอี้รัฐบาลเสียงข้างมาก หรือเสียงปริ่มน้ำ เพื่อเดินหน้าตั้งคณะรัฐมนตรีชุดที่ 65 ไว้ได้เหมือนเดิม โครงการเรือธง ที่ปักหมุดไว้ ก็อาจไม่มีปัญหา
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง โครงการรถไฟฟ้า 20 บาททุกสาย ที่ประชาชนส่วนหนึ่งกำลังรออยู่ แม้ในยกแรกจะต้องเลื่อนออกไปจากเป้าหมายเดิมในวันที่ 1 ต.ค.นี้ ออกไปก่อนก็ตาม
หรือจะเป็น โครงการหวยเกษียณ ที่รัฐบาลเพื่อไทย เดินหน้ารุกหนักมาก จนทุกอย่างสำเร็จ รอตัดริ้บบิ้นอย่างเป็นทางการในไตรมาสสุดท้ายของปีนี้ ที่ก็ต้องมาลุ้นกันว่าจะได้ไปต่อหรือไม่
เช่นเดียวกับ โครงการแก้หนี้ครัวเรือน ที่รัฐบาลพยายามออกสารพัดมาตรการออกมาเพื่อสะกัดกั้นปัญหาหนี้สารพัด เพราะอย่าลืมว่าเวลานี้หากนับรวมเรื่องของหนี้ครัวเรือนรวมไปกับหนี้นอกระบบ ที่มีอยู่จริงไม่ได้มะโน รวมกันแล้วก็ทะลุเพดานที่กำหนดหรือเกินกว่า 100% ของจีดีพีไปแล้ว
หรือแม้แต่กระบวนการของรัฐบาล ที่ต้องการดึง “เงินใหม่” ที่มีอยู่ทั่วโลก ในรูปแบบต่าง ๆ เพื่อมาเป็นฟันเฟืองใหม่ในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยให้ขับเคลื่อนต่อไปได้
โดยเฉพาะ… การผลักดันโครงการ “ทัวริสต์ ดิจิทัล เพย์” ที่รัฐบาลจะเปิดทางให้ชาวต่างชาติที่ถือเงินดิจิทัล นำมาแปลงเป็นเงินบาทผ่านระบบอีมันนี่ เพื่อนำมาใช้จ่ายในประเทศไทย
อย่าลืมว่า เวลานี้เงินดิจิทัล หรือคริปโทเคอร์เรนซี่ มีมากกว่า 4 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ในตลาดโลก ถ้าสามารถผันแปรเพียงเสี้ยวเดียว หรือเพียงแค่ส่วนหนึ่ง เข้ามาหมุนเวียนในไทยได้ ก็ทำให้ฟันเฟืองที่สะดุดไหลลื่นต่อไปได้
หรือแม้แต่เรื่องเงินทุนใหม่ ในตลาดโลก ที่มีอยู่จำนวนไม่น้อย หากถึงเข้ามาลงทุนในอุตสาหกรรมเป้าหมายหรืออุตสาหกรรมใหม่ของไทย ก็เป็นการปูทางให้เศรษฐกิจไทยเดินหน้าไปต่อได้
หรือแม้แต่เรื่องของกระบวนการเดินหน้าผลักดันเรื่อง “ดีลภาษีทรัมป์” ที่ยังคาราคาซังอยู่ โดยเฉพาะการยกเว้นภาษีให้กับสินค้าสหรัฐ ที่ยังต้องการ “หัวหอก”ในการขับเคลื่อนให้ต่อเนื่อง
ไม่เพียงเท่านี้!! ยังมีอีกมากมายหลายโครงการ ที่อยู่ในมือของรัฐบาล ซึ่งก็ปฏิเสธไม่ได้ว่า หากตกไปอยู่ใต้อำนาจของรัฐบาลใหม่ ที่ไม่ใช่พรรคเพื่อไทย อะไร ๆ ก็คงสะดุดหน้าหงาย
ซึ่งก็ไม่ใช่เรื่องแปลก…ที่ภาคเอกชนจะหวาดระแวงสารพัดว่า สิ่งที่นำเสนอให้รัฐบาลเร่งแก้ไขอาจสะดุด เพราะต้องรอรัฐบาลใหม่ ที่ยังไม่รู้ว่าจะมาเมื่อใด
แต่!!สิ่งหนึ่งที่สะท้อนให้เห็นชัดเจน ก็คือ การเมืองไทยนั้นไร้เสถียรภาพ ที่ปฎิเสธไม่ได้ว่าย่อมกระทบต่อเศรษฐกิจที่กำลังเผชิญวิกฤติอยู่แล้ว
ด้วยปัญหาเหล่านี้ ได้กลายเป็นเงื่อนไขสำคัญ ที่กำลังบั่นทอนความศรัทธาในระบบการเมืองไทย ให้ตกต่ำไปเรื่อย ๆ ที่ตราบใดปัญหาไม่ได้รับการแก้ไข ก็ยิ่งกลายเป็นเรื่องที่น่าห่วง
สุดท้ายแล้ว ก็คงต้องรอลุ้นกันต่อไปว่า อนาคตการเมืองไทยจะเข้าสู่วังวนเดิม ๆ หรือก้าวไปข้างหน้าเพื่อหาทางออกที่ดีกว่า แต่…คนที่ช้ำที่สุดก็หนีไม่พ้นคนไทยทั้งประเทศนั่นแหล่ะ!
……………………………………….
คอลัมน์ : เศรษฐกิจจานร้อน
โดย “ช่อชมพู”



