ในเชิงการเมือง แม้ทุกอย่างจะบรรลุและลุล่วงไปได้ ภายใต้ MOA ระหว่างนายอนุทิน และ นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคฝ่านค้าน
แต่!! ในเชิงเศรษฐกิจ ที่ประชาชนคนไทยทั้งประเทศต้องฝากความหวังไว้กับรัฐบาลใหม่ คณะรัฐมนตรีใหม่ โดยเฉพาะ คณะรัฐมนตรีทางด้านเศรษฐกิจ
แม้…นายอนุทิน ได้ดึง “คนนอก” อย่าง “เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ“ เข้ามาเป็นว่าที่รมว.คลังคนใหม่ ดึง “อรรถพล ฤกษ์พิบูลย์” เข้ามาเป็นว่าที่รมว.พลังงานคนใหม่ รวมไปถึง “จตุพร บุรุษพัฒน์” ที่ยังคงนั่งเก้าอี้รมว.พาณิชย์ เหมือนเดิม
รวมถึงมี “คนใน” อย่าง “พิพัฒน์ รัชกิจประการ” ที่นั่งเก้าอี้รมว.คมนาคม รวมทั้ง “สุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล” รมว.ท่องเที่ยวและกีฬา หรือโควต้าพรรคร่วม อย่าง จ่าเอก ยศสิงห์ เหลี่ยมเลิศ เป็นรมว.อุตสาหกรรม และอีกหลาย ๆ คน ที่ต้องรอกระบวนการให้เสร็จสิ้น
ในเชิงของตัวบุคคล ซึ่งก็ต้องยอมรับว่า เป็นรมว.หน้าใหม่ป้ายแดง ที่มี “ดีกรี” ไม่ธรรมดา แต่ในการบริหารงาน ก็อย่างที่รู้กันว่าต้องเป็น “ปึกแผ่น” ทำคนเดียวหรือฉายเดี่ยวไม่ได้
แถม…ยังมี MOA เป็นตัวบังคับเรื่องเงื่อนไขเวลาในการยุบสภา เพื่อเลือกตั้งใหม่เข้าให้อีก นั่นหมายความว่า…ในห้วงเวลาจากนี้ไปอีก 8-9 เดือน ทีมเศรษฐกิจของรัฐบาลนายอนุทิน ต้องทำงานหนัก
อย่างน้อย ก็ต้องนำพาประเทศฝ่าคลื่นพายุสารพัดลูกนี้ไปให้ได้ เพราะอย่าลืมว่า… ตั้งแต่ปัญหาการเมืองปะทุขึ้นมา ชาวบ้านชาวช่องก็ถูกทอดทิ้งปล่อยให้ทำมาหากินแบบซังกะตาย พ่อค้าแม่ค้า รายเล็ก รายย่อย ต้องสิ้นเนื้อประดาตัว เพราะขายของไม่ได้ ไม่มีใครเดินตลาด เพราะไม่มีเงิน
ยังมีอีกหลายนโยบาย ที่กำลังทำอยู่เพื่อลดค่าใช้จ่ายให้กับประชาชนคนไทย อย่างค่ารถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสาย แม้จะเป็นคนในเมืองหลวง ก็ตาม แต่ก็อย่าลืมว่าประชาชนที่ทำมาหากินในเมืองหลวง ก็มีจำนวนไม่น้อย
การโยนเรื่อง “คนละครึ่ง“ กลับคืนมา ของพรรคภูมิใจไทย ก็ถือเป็นอีกหนึ่งกลยุทธ์ที่จะตีฟูความเชื่อมั่นให้กับคืนมา แม้เป็นนโยบายของรัฐบาลในอดีต
อย่าลืมว่า…ตั้งแต่รัฐบาลแพทองธาร ปิดประตู“แจกเงิน ดิจิทัลวอลเลต” เพราะมีอย่างอื่นที่ต้องดูแลมากกว่า ขณะที่เงินงบประมาณก็เหลืออยู่น้อย ความห่อเหี่ยวในใจคนไทย ก็เกิดขึ้นมาไม่น้อย แบบชนิดที่ทุกคนต้องหาทางอยู่ได้ด้วยตัวเองแบบ “อัตตาหิ อัตโนนาโถ“
ที่สำคัญ!! การแจกเงินดิจิทัล วอลเลต ที่แปลงวิธีการไปก่อนหน้านี้ ก็ไม่ได้รู้สึกว่าจะเป็นพายุหมุนเศรษฐกิจ แต่กลับกลายเป็นว่า เป็น ไฟไหม้ฟาง มากกว่า เพราะพรึ่บเดียวแล้วก็หายวับ แทบไม่มีผลต่อเศรษฐกิจด้วยซ้ำ
จึงไม่ต้องแปลกใจว่าก่อนหน้านี้ จึงมีกระแสเรียกร้อง “ลุงตู่” ให้กลับมา เพราะต้องการโครงการ “คนละครึ่ง” มาช่วยปลอบประโลมจิตใจที่เหี่ยวแห้ง
ดังนั้น… การที่พรรคภูมิใจไทยโยนโจทย์ในเรื่องของคนละครึ่ง ในเวลานี้ ก็ถือว่าเป็นการเรียกคะแนนเสียงได้ไม่น้อย เพราะเป็นช่วงจังหวะที่พอดิบพอดี แถมเงินงบประมาณที่จะทำ ก็มีเตรียมพร้อมอยู่แล้ว เพราะในงบประมาณรายจ่ายปี 2569 มีเงินกระตุ้นเศรษฐกิจอยู่แล้ว 25,000 ล้านบาท
นั่นหมายความว่า… เมื่องบประมาณ ปี 69 ที่จะเริ่มต้นในวันที่ 1 ต.ค.นี้ มีผลบังคับใช้ตามกฎหมาย รัฐบาลชุดใหม่ก็สามารถเดินหน้าได้ทันที
ด้วยระบบ ที่มีอยู่แล้ว ประชาชนคุ้นเคย และใช้เป็นกันอยู่แล้ว เพราะใช้กันมาแล้วถึง 5 รอบ ผ่านแอปพลิเคชั่น “เป๋าตัง” ขณะที่พ่อค้าแม่ขาย ก็มีแอป “ถุงเงิน” ที่สามารถเดินหน้าต่อเนื่องได้ โดยอาจใช้เวลาปรับปรุงไม่ถึง 30 วัน หากนโยบายรัฐบาลชัดเจน
ที่ผ่านมาหน่วยงานด้านเศรษฐกิจ ต่างสรุปผลของโครงการคนละครึ่งออกมาในทิศทางเดียวกันคือสามารถทำให้เศรษฐกิจดีขึ้น 0.3-0.5% ต่อปี และยังทำให้เกิดการหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจ 1.3-1.5 เท่า
แม้โครงการนี้ต้องใช้เงินงบประมาณ 3-4 แสนล้านบาท และกลายเป็นภาระทางการคลัง แต่ก็เป็นมาตรการเฉพาะหน้าที่ ได้ผลจริง และเห็นผลจริง
เพราะ…ทำให้เกิดการจับจ่ายจริงและทันที โดยมีผู้เข้าร่วมโครงการมากกว่า 26-27 ล้านคน มีมูลค่าการใช้จ่ายสะสมจากโครงการรวมกว่า 3-4 แสนล้านบาท
ขณะเดียวกันยังช่วยดึงให้การบริโภคในประเทศ ที่คิดเป็นสัดส่วนกว่า 50% ของจีดีพี นั้นฟื้นตัวเร็วขึ้น ที่สำคัญยังช่วยพยุงธุรกิจรายย่อยและชุมชน ซึ่งมีร้านค้าลงทะเบียนกว่า 1.3-1.4 ล้านราย ส่วนใหญ่เป็นร้านอาหารเล็ก ๆ และร้านโชห่วย ที่แม้สุดท้ายแล้ว บรรดาร้านค้าหลายรายยอมไม่เข้าร่วมโครงการ เพราะกลัวการเสียภาษี
เอาเป็นว่า … จะอย่างไรก็ตาม หากเวลานี้ไปถามชาวบ้านว่า ต้องการโครงการคนละครึ่ง หรือต้องการรัฐธรรมนูญใหม่ ? เชื่อเถอะ “คนละครึ่ง” มาวิน!!
……………………………………….
คอลัมน์ : เศรษฐกิจจานร้อน
โดย “ช่อชมพู”



