เรื่องราวของ “แจ็ค เดอะ ริปเปอร์” ฆาตกรผู้ลึกลับได้ทำให้กลุ่มนักสืบ นักทฤษฎี และนักสืบสมัครเล่นหลงใหลกับการไขปริศนามานานหลายปี รวมทั้งกลายเป็นแรงบันดาลใจให้ภาพยนตร์และซีรีส์เกี่ยวกับคดีนี้มากมาย
เหตุการณ์ฆาตกรรมในช่วง 70 วัน ระหว่างวันที่ 3 เมษายน ค.ศ. 1888 ถึง 13 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1891 ซึ่งคร่าชีวิตผู้หญิงไปอย่างน้อย 5 รายในย่านไวท์แชเพล กรุงลอนดอน ได้สร้างความตื่นตระหนกแก่ชาวลอนดอนในยุคนั้นเป็นอย่างมาก ด้วยสภาพของเหยื่อที่โดนทำร้ายอย่างโหดเหี้ยมทารุณจากฝีมือของ “นักเชือดแห่งไวท์แชเพล”

ในบรรดาทฤษฎีหรือสมมติฐานคาดเดาว่าใครกันแน่คือ แจ็ค เดอะ ริปเปอร์ มีอยู่ทฤษฎีหนึ่งที่ค่อนข้างแหวกแนว โดยชี้ว่า แท้จริงแล้ว แจ็ค เดอะ ริปเปอร์ น่าจะเป็นผู้หญิง โดยเฟรเดอริก แอบเบอร์ไลน์ หัวหน้าพนักงานสืบสวนในเวลานั้น ได้เสนอแนวคิดนี้ขึ้นมา หลังจากที่พยานคนหนึ่งยืนยันว่าเห็น แมรี เคลลี เหยื่อรายสุดท้ายยังมีชีวิตอยู่ ทั้งที่ ณ เวลานั้น เธอเสียชีวิตไปแล้ว ทำให้แอบเบอร์ไลน์ตั้งข้อสันนิษฐานว่า ฆาตกรอาจหลบหนีไปโดยสวมชุดและผ้าคลุมไหล่ของเหยื่อ
แอบเบอร์ไลน์ได้นำทฤษฎีนี้ไปเสนอต่อเจ้านายที่สำนักงานใหญ่สกอตแลนด์ยาร์ด แต่เจ้านายของเขากลับมองว่าเป็นเรื่องยากที่จะเชื่อว่าผู้หญิงจะสามารถก่อความรุนแรงได้ถึงขนาดนี้ อย่างไรก็ตาม ทั้งคู่เห็นตรงกันว่า หากฆาตกรเป็นผู้หญิงจริง ผู้ที่ทำอาชีพ “”หมอตำแย” หรือ “นางผดุงครรภ์” มีความเป็นไปได้มากที่สุดที่จะเป็นผู้ต้องสงสัย
นอกจากนี้ยังมีหลักฐานในที่เกิดเหตุที่บ่งชี้ว่า มีความเป็นไปได้ว่าฆาตกรจะเป็นผู้หญิง เช่น ไม่มีเหยื่อคนไหนถูกล่วงละเมิดทางเพศ เจ้าหน้าที่พบว่าในที่เกิดเหตุฆาตกรรมแอนนี่ แชปแมน เหยื่อรายหนึ่ง มีการจัดวางข้าวของส่วนตัวของเหยื่อไว้ที่เท้าในลักษณะที่เป็น “นิสัยผู้หญิง”
ส่วนในการฆาตกรรมรายอื่น ยังมีการตรวจพบกระดุมเล็ก ๆ สามเม็ดจากรองเท้าบูทของผู้หญิงใกล้กับร่างของเหยื่อที่ชื่อว่า แคเธอรีน เอ็ดโดวส์ และพบเศษเสื้อผ้าของผู้หญิงที่ไม่ใช่ของเหยื่อในกองเถ้าถ่านในเตาผิงของ แมรี เคลลี โดยร่างของเหยื่อรายนี้ถูกพบในสภาพเปลือย เสื้อผ้าของเธอถูกพับวางไว้บนเก้าอี้อย่างเรียบร้อย ซึ่งอาจเป็นไปได้ว่าเธอเปลือยกายเพื่อเตรียมตัวทำแท้งหลังจากว่าจ้างนางผดุงครรภ์ให้มาช่วย

แม้ว่าทฤษฎีจะชี้ว่า ผู้ประกอบอาชีพนางผดุงครรภ์คือผู้ต้องสงสัย แต่ผู้ต้องสงสัยหญิงที่มีความเป็นไปได้มากที่สุดไม่ใช่นางผดุงครรภ์ เธอคือ แมรี เพียร์ซีย์ เกิดในปีค.ศ. 1866 เป็นคนติดเหล้า ไม่เคยทำงาน และเป็นโรคซึมเศร้า
ในปีค.ศ. 1890 หรือสองปีหลังจากเกิดเหตุการณ์ฆาตกรรมจากฝีมือแจ็ค เดอะ ริปเปอร์ เธอถูกตัดสินว่ามีความผิดในคดีฆาตกรรมหญิงสาวและลูกสาวของเธอ ซึ่งเป็นการฆาตกรรมสองศพที่มีลักษณะคล้ายคลึงกับการสังหารของ ริปเปอร์ โดยเหยื่อทั้งสองถูกปาดคอและถูกฆ่า
ระหว่างการพิจารณาคดีได้มีการระบุว่า แมรีตกหลุมรัก แฟรงก์ ฮอกก์ ซึ่งมีภรรยาชื่อฟีบีและลูกสาวคนหนึ่ง แมรีได้ชวนฟีบีและลูกมาดื่มชาที่บ้านของเธอในเขตลอนดอนเหนือ หลังจากนั้น เพื่อนบ้านก็ได้ยินเสียงกรีดร้อง เย็นวันนั้นศพของฟีบีถูกพบที่กองขยะในเขตแฮมป์สตีด กะโหลกศีรษะของเธอถูกทุบและศีรษะเกือบจะขาดจากลำตัว ส่วนร่างของลูกสาววัย 18 เดือนของฟีบีก็อยู่ใกล้ๆ กัน เมื่อตำรวจตรวจค้นบ้านของแมรี พวกเขาพบรอยเลือดกระเซ็นอยู่บนผนัง เพดาน กระโปรง ผ้ากันเปื้อน รวมทั้งมีดแกะสลัก เมื่อโดนสอบปากคำ เธอก็อ้างว่า เธอ “กำลังฆ่าหนู”
สุดท้ายแล้ว แมรี เพียร์ซีย์ ถูกตัดสินว่ามีความผิดและถูกแขวนคอเมื่ออายุ 24 ปีในวันที่ 23 ธันวาคม ค.ศ. 1890

หลังจากที่มีการใช้วิธีการทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีดีเอ็นเอเพื่อระบุตัวตนของนักเชื้อแห่งไวท์แชเพล การวิจัยที่ผ่านๆ มาก็เริ่มสนับสนุนทฤษฎีที่ว่าฆาตกรอาจเป็นผู้หญิง ทีมผู้เชี่ยวชาญด้านการจัดทำดีเอ็นเอโปรไฟล์ทีมหนึ่งได้รับอนุญาตให้เข้าถึงแฟ้มจดหมายของสกอตแลนด์ยาร์ดซึ่งเชื่อว่าถูกส่งมาจากฆาตกรในตำนานรายนี้
ท่ามกลางจดหมายปลอมหลายร้อยฉบับ มีจดหมายฉบับหนึ่งที่ประทับตราไปรษณีย์เดือนตุลาคม ค.ศ. 1888 ถูกส่งมาพร้อมกับชิ้นส่วนครึ่งหนึ่งของไตมนุษย์ถึง จอร์จ ลัสค์ ประธานคณะกรรมการเฝ้าระวังไวท์แชเพลในระหว่างเกิดเหตุฆาตกรรม ในจดหมายมีการพูดถึงการผ่าเอาไตของเหยื่อออกไป ซึ่งมีเพียงฆาตกรเท่านั้นที่จะรู้รายละเอียดนี้
ในปีค.ศ. 2006 ศาสตราจารย์ เอียน ฟินด์เลย์ หัวหน้าภาควิชาวิทยาศาสตร์สุขภาพที่สถาบันเทคโนโลยีเซาท์แบงก์ในออสเตรเลีย ได้ทำการเก็บตัวอย่างจากน้ำลายใต้ตราประทับและกาวของซองจดหมาย รวมถึงรอยเลือด เพื่อนำมาหาดีเอ็นเอ เขาเผยว่า “เทคโนโลยีของเราก้าวล้ำกว่าที่ตำรวจมีอยู่มาก เทคนิคทั่วไปต้องใช้เซลล์มนุษย์ 200-500 เซลล์เพื่อระบุตัวตน แต่ของเราต้องการเพียงเซลล์เดียว… และเราก็ได้ข้อมูลที่บ่งชี้ว่า เป็นไปได้อย่างมากที่ ริปเปอร์ อาจเป็นผู้หญิง”
อย่างไรก็ตาม แม้จะผู้เชี่ยวชาญและผู้เกี่ยวข้องจะลงความเห็นว่า จดหมายดังกล่าวนั้นมีความเป็นไปได้สูงสุดที่จะมาจากฆาตกรตัวจริง แต่ก็มียังมีผู้ที่ไม่เชื่อและเสนอความคิดว่า ทั้งจดหมายและชิ้นส่วนของไตที่ถูกส่งมานั้น เป็นเพียงการกลั่นแกล้งสนุกๆ ของนักศึกษาแพทย์คนหนึ่ง

จดหมายฉบับนี้ขึ้นต้นว่า “จากนรก” ตามด้วยข้อความว่า
“ถึงคุณลัสค์… ฉันส่งไตครึ่งซีกที่เอามาจากผู้หญิงคนหนึ่งให้คุณ ฉันเก็บไว้ให้คุณนะ ส่วนอีกซีกนั้น ฉันเอาไปทอดกินแล้ว อร่อยมากเลย ฉันอาจจะส่งมีดเปื้อนเลือดที่ใช้ผ่ามันออกมาให้คุณด้วย ถ้าคุณรออีกหน่อย…” และลงท้ายว่า “จับฉันให้ได้สิ คุณลัสค์”
ที่มา : mirror.co.uk
เครดิตภาพ : GETTY IMAGES, en.wikipedia.org



