งานสำคัญ “โค้ชวัง” ธวัชชัย ดำรงอ่องตระกูล คือต้องพาทีมชาติไทย ชุดอายุไม่เกิน 22 ปี คว้าเหรียญทองซีเกมส์ ครั้งที่ 33 ที่ไทยเป็นเจ้าภาพให้จงได้

เป็นเป้าหมายที่ ก้ำกึ่งๆ สำหรับวงการฟุตบอลไทย “แชมป์ซีเกมส์” บางยุคก็ง่ายเหมือนปอกกล้วยเข้าปาก ส่งชุด 2 ไปเล่นยังสบายๆ แต่บางยุคจะยาก ก็ย้าก ยาก

และถึงตอนนี้ เหรียญทองบอลชายมาครั้งล่าสุด ปี 2017 ในยุค “โค้ชโย่ง” วรวุธ ศรีมะฆะ เป็นโค้ช

“โค้ชวัง” เข้ามารับหน้าที่ต่อจาก ทาคายูกิ นิชิกายะ เพิ่งผ่านงานแรกศึกอาเซียน ต่อด้วยคัดเอเชีย ยิงประตูช่วงทดเวลา ชนะ มาเลเซีย เลยได้เข้ารอบ

ปัญหาของทีมชาติไทย ในซีเกมส์หนนี้ ที่ทำให้โจทย์ที่ลำบากแล้ว ยิ่งลำบาก คือแข่งไม่ตรงฟีฟ่าเดย์ และไทยลีกก็สรุปว่าไม่หยุดแข่งให้

นั่นหมายความว่า ทีมชาติ ต้องไปขอนักเตะแต่ละสโมสร นโยบายเบื้องต้นคือ ขอให้ทุกสโมสร ปล่อย 1-2 คน

ทีนี้ ไอ้ “1-2 คน” ต่อทีมเนี่ย มันเป็นข้อตกลงเรื่อง “จำนวน” ไม่ใช่ “คุณภาพ”

สมมติ “เจ้า A-B” เล่นดีมาก ทีมชาติอยากได้คนนี้ ส่งเรื่องไป แต่สโมสรบอก เฮ้ย ต้องเก็บไว้ใช้ เอาไอ้ “E-F” ไปแล้วกัน

มันก็ไม่ได้ช่วยอะไรกับทีมชาติ

นั่นทำให้ถึงตอนนี้ เหลือเวลาอีก 2 ฟีฟ่าเดย์ ในการเตรียมทีม โค้ชวัง ต้องไปตกผลึกแล้วว่า จะได้ใครมาเล่นในซีเกมส์บ้าง ก็ต้องยึดเอาชุดนั้นเป็นหลักไปเลย ถึงจะไม่ได้ที่ดีที่สุด ก็ต้องทำใจ เอาเท่าที่ได้แล้ว ดีกว่าไปหวังลมๆ แล้งๆ เสียเวลา

นั่นคือหนึ่งในเหตุผลว่า ในคัดเอเชีย ไม่มี เอราวัณ การ์นิเยร์

ฟีฟ่าเดย์ต่อไป ต้นเดือน ต.ค. เห็นว่ากำลังดีล “กาตาร์” มาอุ่นเครื่อง แต่ถ้าไม่ได้ ก็ต้องเลือกทีมในไทยลีก

จากนั้นจะมีโปรแกรมอีกทีช่วงฟีฟ่าเดย์เดือน พ.ย. เป็นการลองทีมรอบสุดท้าย

เบื้องต้น จบจากแคมป์ฟีฟ่าเดย์ เดือน พ.ย. จะปล่อยนักเตะราวๆ 5 วัน แล้วเรียกเข้าแคมป์ซ้อมเตรียมซีเกมส์ทันทีเลย ในวันที่ 24 พ.ย.68

ส่วนฟุตบอลชายซีเกมส์ นั้น ถ้าเป็นไปตามกำหนดการ ทีมไทยจะเตะนัดแรกวันที่ 3 ธ.ค.68

ตอนนี้ถือว่าเข้าด้ายเข้าเข็มเข้ามาทุกทีแล้ว โค้ชวัง ต้องทำงานหนัก ทั้งปรับจูนนักเตะ ซึ่งเห็นได้ชัดว่า ศึกคัดเอเชีย แม้จะสมหวัง แต่ก็เหนื่อยหนัก สะบักสะบอม ลุ้นกันถึงอึดใจสุดท้าย แม้จะเล่นในบ้านก็ตาม

โอเค ฝนมีส่วนแหละ แต่ก็ต้องยอมรับว่ายังต้องปรับไม่น้อย จะมาหวังใช้หัวใจนำทางเป็นหลักไม่ได้

จากชิงแชมป์อาเซียน ได้ที่ 3 มาสู่คัดเลือกเอเชีย ที่เข้ารอบตามเป้า ผ่านมาแล้ว 2 แคมป์ สำหรับ ยุคโค้ชวัง ก็ถือว่ายังผ่านมาได้ด้วยดี ถึงจะไม่เพอร์เฟ็คต์ก็ตาม ตามธรรมดา ของบอลเพิ่งปรับ และในยุค นิชิกายะ ก็ตุปัดตุเป๋ไปพอสมควร

เหลือเวลาอีก 2 แคมป์ ที่จะต้องเอาให้เข้าที่ให้ได้มากที่สุด

นอกจากนี้ อย่างที่ว่า นอกจากปรับเรื่องของทีมแล้ว ก็ต้องเดินหน้าเจรจาขอนักเตะจากสโมสรด้วย

ตรงนี้ก็ต้องฝากถึงสโมสรว่า ถึงเวลาต้องช่วยกัน โดยไม่คิดเล็กคิดน้อย “ฉันปล่อยแล้ว ทีมโน้นปล่อยไหม” กลัวเสียเปรียบ ได้เปรียบ

กระแสทีมชาติไทย คือ “หัวแหวน” ของฟุตบอลไทย ถ้าผลงานทีมชาติไทยไม่ดี ย่ำแย่ มันส่งผลถึงภาพรวมของวงการ รวมทั้งไทยลีก

แล้วกับ ซีเกมส์ ใครอย่าคิดว่า กะอีแค่ระดับอาเซียนนะ

ก่อนแข่งคิดแบบนี้กันทุกที กะอีแค่ซีเกมส์ แต่ถึงเวลาแข่ง กระแสมาแรงทุกครั้ง สปอตไลต์จับจ้อง ลุ้นกันจะเป็นจะตาย

แล้วย้ำว่าสิ่งสำคัญ คือ

1.เราไม่ได้แชมป์มา 8 ปีแล้ว

2.นี่เป็นการเล่นในบ้าน เตะในประเทศไทย

การเป็นเจ้าภาพซีเกมส์ของไทย สำหรับฟุตบอลชาย ที่ไทยไม่ได้แชมป์ คือปี 1959 กับ 1967

นับจากนั้น การเป็นเจ้าภาพ 4 ครั้ง 1975, 1985, 1995, 2007

ไทย ไม่พลาดเหรียญทองเลย

สรุปคือครั้งสุดท้ายที่เป็นเจ้าภาพ แล้วไม่ได้เหรียญทอง ต้องย้อนไปปี 1967 หรือ 58 ปีที่แล้ว

ไม่ได้โกง แต่การเป็นเจ้าภาพต้องทำทุกอย่างให้ได้เปรียบ หรืออย่างน้อย “ไม่เสียเปรียบ”

นอกจากพลังเชียร์แล้ว การจัดการต่างๆ ต้องเอื้ออำนวย

โดยเฉพาะสนามแข่งขัน

ซีเกมส์ หนนี้ มีข่าวว่า รอบแรกจะจัด 3 จังหวัด เชียงใหม่, กรุงเทพ, สงขลา

เคยมีกระแสว่า รอบแรกของกลุ่มไทย จะไปลงสงขลา เพื่อปลอบใจที่ไม่ได้จัดคิงส์คัพ

หวังว่าจะไม่เป็นความจริง และเชื่อว่าจะไม่เป็นเช่นนั้น

ถึงเกมจะน้อยลง จากระบบแบ่ง 3 กลุ่ม มีเวลาว่างมากขึ้น แต่มีความจำเป็นอะไรต้องตัดทอนกำลังของตัวเอง แทนที่จะไปตัดกำลังคู่แข่ง

ถึงเดินทางเครื่องบิน แต่การขนของ ย้ายของ ไม่ใช่ง่ายๆ เสียเวลาพักผ่อน กระทบเวลาซ้อม รีคัฟเวอรี่

กลุ่มของทีมชาติไทย ต้องจัดที่ราชมังคลากีฬาสถาน ต้องปักหลักกันที่นี่ถึงรอบชิงฯ

หรือถ้าจะไปสงขลา ก็ต้องไปแข่งที่สงขลาจนถึงรอบชิง

อย่าให้ไทยย้ายไปย้ายมาเด็ดขาด

ตัดกำลังของตัวเอง โดยไม่ใช่เรื่องเลย.

วุฒินล บุญวานิช