ว่ากันว่าถ้าใครหยิบจับงานเขียนของ “สตีเฟ่น คิง” มาขึ้นจอยักษ์แล้วไม่สำเร็จ ก็ไม่ต้องไปทำอะไรกินแล้ว เพราะนิยายแต่ละเรื่องของเขานั้นล้วนมีความละเอียด ละเมียดละไม แฝงไปด้วยปรัชญาชีวิตมากมาย ไม่ว่าเนื้อหาจะสยองขนาดไหนก็ตาม ล่าสุดกับผลงานของ “ฟรานซิส ลอว์เรนซ์” หยิบจับเอา “The Long Walk ” งานเขียนลำดับที่ 6 ของ “สตีเฟ่น คิง” มาดัดแปลงก่อนจะบอกเล่าเรื่องราวของ “เกมเดินมรณะ” ที่มีทั้งมิตรภาพอันงดงาม ไปจนถึงความหดหู่ใจแบบสุดโต่ง

เรื่องย่อ The Long Walk
เรื่องราวเริ่มต้นขึ้นหลังจาก ประเทศอเมริกาหลังสงคราม ผู้คนอดยากปากแห้ง ยอมจำนนต่อเผด็จการทหารที่เข้ามาปกครอง ทุกปีจะมีการจัดการแข่งขันที่จะสะกดสายตาคนทั้งชาติ โดยจะให้วัยรุ่นชาย 50 คน ถูกคัดเลือกด้วยการจับสลากเพื่อแข่งขัน “เดินมาราธอนวัดใจ” มีการถ่ายทอดสดไปทั่วประเทศ พวกเขาต้องเดิน… และเดินต่อไป…จนกว่าลมหายใจสุดท้าย และหากเมื่อใดก็ตาม ความเร็วในการเดินช้ากว่า 3 ไมล์ต่อชั่วโมง แม้จะแค่ไม่กี่วินาที พวกเขาจะถูกเตือน และเมื่อครบสามครั้ง นั่นหมายถึงจุดจบ ผู้ชนะมีเพียงหนึ่งเดียวเท่านั้น ซึ่งจะได้รับรางวัลเป็น “…ทรัพย์สินมหาศาลเกินจินตนาการ และขอสิ่งใดก็ได้ที่ใจปรารถนา…”

ภายใต้การควบคุมของ “ผู้พัน” สุดเหี้ยม กฏคือตัวใครตัวมัน เมื่อ “เรย์ แกร์ราตี” เด็กหนุ่มท้องถิ่นก้าวสู่จุดปล่อยตัว เขาตระหนักถึงความจริงอันโหดร้ายนี้ แต่เมื่อเขาและเด็กหนุ่มคนอื่น ๆ ก้าวสู่เส้นทางที่เต็มไปด้วยความตาย ทุกคนเข้าร่วมการแข่งขันด้วยเหตุผลของตัวเอง ระหว่างทางพวกเขาค้นพบมิตรภาพที่งดงามโดยไม่คาดคิด ทุกย่างก้าวที่บีบหัวใจทำให้พวกเขาต้องเผชิญหน้ากับคำถามว่า

อะไรทำให้พวกเขายังก้าวต่อไป? อะไรที่ทำให้คนต่างหัวนอนปลายเท้าผูกพันเหมือนพี่น้อง? และพลังที่แท้จริงเกิดจากตรงไหน? แม้สายใยระหว่างผู้เข้าแข่งขันอาจจบลง แต่มันจะไม่มีวันถูกลืม เมื่อบีบให้ต้องเลือกระหว่างชัยชนะกับความปรารถนาที่จะพาทุกคนรอด เรย์จึงตระหนักได้ว่า สิ่งที่ท้าทายที่สุดของการแข่งขัน อาจไม่ใช่การก้าวไปข้างหน้าเพื่อชัยชนะ หากคือการใส่ใจซึ่งกันและกัน

จุดแข็ง ด้วยความที่ว่า มีคอหนังหลายท่าน เคยดู The Hunger Games รวมไปจนถึง squid game 1-2 มาก่อน อาจทำให้คิดไปว่า อารมณ์ของหนังเรื่องนี้ไม่น่าจะแตกต่างกันเท่าไหร่ แต่ความจริงแล้วมันต่างกันมาก แค่เฉพาะโทนของหนัง ก็มีความแตกต่างในหลายแง่มุมแล้ว “ฟรานซิส” เป็นผู้กำกับมากฝีมือ เขาหยิบจับเอารายละเอียดแยกย่อยมาใส่ไว้ในเรื่องนี้มากแต่ แต่ก็ยังใส่องค์ประกอบเฟรมภาพให้ดูหนาแน่นจนเกินไป ขณะที่บทตัวละครแต่ละตัว ดูมีพลังและมีความโดดเด่นเป็นตัวของตัวเอง สิ่งที่น่าชื่นชมมาก ๆ คือ การใส่เพลงประกอบที่คลอไปตลอดทั้งเรื่อง ช่วยส่งเสริมอารมณ์ในแต่ละฉากได้เป็นอย่างดี

อย่างไรก็ดี สิ่งที่น่าสนใจของเรื่องนี้ ก็คือ การใช้จิตวิทยาการเอาตัวรอด มาทำให้ผู้ชมรู้สึกอินไปกับหนัง ทำให้ผู้ชมรู้สึกอึดอัดไปพร้อม ๆ กับตัวละคร หนังแฝงไปด้วยมิตรภาพและการเติบโต บทสนทนาระหว่างเดินเท้า สะท้อนชีวิตวัยรุ่นที่มีภูมิหลัง และความหวัง เพราะพวกเขาต้องเอาตัวรอดจากอำนาจเผด็จการ เมื่อความตายอยู่แค่เอื้อม การกระทำเล็ก ๆ น้อย ๆ ของการช่วยเหลือหรือการปลอบโยนกันกลับมีความหมายอย่างยิ่ง

จุดอ่อน แทบทั้งเรื่องเป็นการเดินคุยกันไปมา ทำให้เกิดความเนือยค่อนข้างมาก จำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องตั้งใจและมีสมาธิในการรับชมมากกว่าปกติ นอกจากนี้ยังมีเรื่องของการปูเรื่องราวแบบสังคมดิสโทเปีย ซึ่งไม่ได้มีความละเอียด แต่กลับไปบอกเล่าประสบการณ์ของกลุ่มผู้เดินเป็นหลัก

4/5 สำหรับหนังแนว survival ที่แฝงไปด้วยจิตวิทยา การแสดงที่ทรงพลัง ตรึงอารมณ์ผู้ชม แนะนำว่าเรื่องนี้ไม่เหมาะกับคนอ่อนไหวง่าย หรือผู้ป่วยซึมเศร้า (เรทหนังอยู่ที่ น18+)

คอลัมน์ : ดูหนังกับหมี
โดย : แพนด้าอ้วน

ขอบคุณภาพและข้อมูลจาก สหมงคลฟิล์ม อินเตอร์เนชั่นแนล