การเมืองเปลี่ยนทำให้ “พรรคเพื่อไทย” กลายเป็นฝ่ายค้านอีกครั้งหลังศาลวินิจฉัยให้ “อิ๊งค์” แพทองธาร ชินวัตร หลุดจากตำแหน่ง “นายกรัฐมนตรี” ทำให้ “เพื่อไทย” ต้องปรับทัพทำหน้าที่ฝ่ายค้านทันที “คอลัมน์ตรวจการบ้าน” จึงต้องมาสนทนากับ “แม่บ้านพรรคเพื่อไทย” อย่าง “สรวงศ์” เทียนทอง เลขาธิการพรรคเพื่อไทย ถึงทิศทางการทำหน้าที่ฝ่ายค้านว่ามีแนวทางอย่างไรต่อไป เพราะการทำหน้าที่ฝ่ายค้านครั้งนี้ ก็ยังเดินคนละทิศทางกับพรรคประชาชน ที่มี  “หัวหน้าเท้ง” ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน เป็นผู้นำฝ่ายค้าน

โดย “สรวงศ์” เปิดประเด็นว่า ไม่เชิงต่างคนต่างเดิน แต่พรรคเพื่อไทยเคยออกแถลงการณ์ ขั้นแรกพรรคประชาชน โดยประธานวิปฝ่ายค้าน ได้มีข้อเสนอให้พรรคเพื่อไทยตั้งกรรมการประสานงานพรรคร่วมฝ่ายค้านเข้าไป 9 ที่นั่ง ช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมาได้นำเรื่องนี้เข้าสู่ที่ประชุมพรรค ซึ่งก็มีความเห็นที่หลากหลาย แต่ที่ประชุมมีมติว่า ไม่ขอเข้าไปมีส่วนร่วมในการทำงานของวิปฝ่ายค้านอย่างเป็นทางการ อย่างไรก็ตาม การทำงานของสภายังต้องมีการประสานงานกันอยู่แล้ว หน้างานจริง ๆ มีการพูดคุยตลอด โดยเฉพาะในประเด็นกฎหมายที่เป็นประโยชน์กับประชาชน จึงไม่ใช่ว่าแยกกันทำงานถึงขั้นนั้น

@จะใช้กลไกรัฐสภาตรวจสอบรัฐบาลอย่างไรบ้าง จะยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจหรือไม่?

เท่าที่วางแผนกันไว้ เราจะมีการอภิปรายนโยบายในวันที่รัฐบาลใหม่แถลงต่อรัฐสภา ซึ่งต้องมีการพูดคุยเรื่องการแบ่งเวลาในพรรคร่วมฝ่ายค้าน ฝ่ายรัฐบาล และ ส.ว. ทั้งหมดเป็นเรื่องที่ต้องตกลงกัน ส่วนเรื่องการอภิปรายไม่ไว้วางใจ ผมไม่แน่ใจว่า “อนุทิน ชาญวีรกูล” นายกฯ เอาข้อมูลจากไหนมาว่าพรรคเพื่อไทยจะยื่นทันที ทั้งที่รัฐบาลยังไม่ได้ทำงานเลย เรื่องนี้พรรคเพื่อไทย ยังไม่ได้ตกผลึกว่าจะยื่นเมื่อไหร่และเรื่องอะไร แต่หากมีการก้าวก่ายหรือทุจริตเกิดขึ้น เราจะยื่นแน่นอน ทำหน้าที่ฝ่ายค้านอย่างเต็มรูปแบบ

@4 เดือนหลังจากนี้พรรคเพื่อไทยเตรียมปรับทัพยังไงเพื่อกอบกู้ศรัทธาของพรรคคืนมา?

เรามองว่าวิกฤติคือโอกาส “แพทองธาร ชินวัตร” หัวหน้าพรรคบอกกับพวกเราว่า สิ่งที่ดีคือได้กลับมาดูแลบ้านตัวเอง เรากำลังจัดทัพทำงานให้เป็นระบบมากขึ้น สิ่งที่สมาชิกพรรคท้วงติงและเสนอแนะจะถูกนำเข้าที่ประชุมกรรมการบริหาร เพื่อปรับรูปแบบการทำงาน โดยเฉพาะการสื่อสารกับประชาชนที่ถือว่าเราอ่อนอยู่ สื่อหลักและสื่อออนไลน์มีอิทธิพลมากในปัจจุบัน วาทกรรมที่ถูกโจมตี เช่น ตระบัดสัตย์ เราต้องทำความเข้าใจและอธิบายกับประชาชนให้ชัดเจน นี่ไม่ใช่การแก้ตัว แต่เป็นการชี้แจงข้อเท็จจริง การเมือง คือ การเมือง แต่เราจะไม่เอาประชาชนมาเป็นเครื่องมือ

@หลายคนมองว่าหลังจากนี้เพื่อไทยจะเป็นพรรคระดับกลางมองอย่างไร?

หัวหน้าพรรคย้ำว่า จำนวนสำคัญ แต่คุณภาพก็สำคัญไม่แพ้กัน” การเมืองปัจจุบันเปลี่ยนไป ประชาชนให้ความสำคัญกับการสื่อสาร เราจะทำให้ดีที่สุด เพื่อพิสูจน์ว่า พรรคเพื่อไทยยังเป็นเสาหลักที่พร้อมบริหารประเทศ และพร้อมเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล หากประชาชนมอบความไว้วางใจ

@ขณะนี้เริ่มมีสส.ไหลออกจากพรรคเพื่อไทย จะมีวิธีมัดใจสส.ให้อยู่กับพรรคอย่างไร?

ผมว่าจริงๆก็มีแกว่ง สิ่งที่เกิดขึ้นกับพรรคเราไม่ได้เกิดขึ้นครั้งแรก เกิดขึ้นบ่อยครั้งและซ้ำซาก การจะทำความเข้าใจกับ สส.ก็สำคัญ เรายังยืนยันว่า ให้เกียรติในการตัดสินใจ เราทำดีที่สุดในฐานะพรรคการเมือง แต่ด้วยความแฟร์ของพรรคการเมืองขอให้บอกกัน อย่าเป็นอีแอบ ถ้าคิดว่าใจไม่ได้อยู่แล้วบอกมาชัดเจนเราก็เข้าใจซึ่งกันและกัน คนที่ไปโหวตให้ “อนุทิน” ผมคุยเกือบทุกคน แต่ละคนมีเหตุผลของตัวเอง ซึ่งเรารับฟัง ส่วนหนึ่งเป็นข้อบกพร่องของการทำงานพรรคที่อาจไม่ได้สื่อสารกับเขาชัดเจนในอดีต เป็นสิ่งที่ต้องมาแก้ไข

@แคนดิเดตนายกฯยังเป็นคนตระกูลชินวัตรอีกหรือไม่ และจะส่งครบ 3 รายชื่อหรือไม่?

ส่งครบ 3 ชื่อแน่นอน และไม่จำเป็นต้องเป็นคนตระกูลชินวัตร จริงๆไม่ใช่สิ่งที่ทุกคนพูดว่าทำไมต้องเป็นชินวัตรด้วย ไม่เกี่ยว เราเอาคนที่เหมาะสม คนที่สามารถเรียกความเชื่อมั่นไม่ใช่เฉพาะในประเทศ แต่ต้องดูบริบททั่วโลกด้วยว่าไปถึงไหนแล้ว คนที่จะมาเป็นผู้นำหรือแกนนำของพรรค รวมถึงแคนดิเดตนายกฯของพวกเรา ถ้าพี่น้องประชาชนให้ความเชื่อมั่น เราก็ต้องคัดสรรอย่างเต็มที่

@ จะแก้ข้อกล่าวหาว่าพรรคเพื่อไทยเป็นของตระกูลชินวัตรไม่ใช่ของประชาชนจริงๆอย่างไร?

การเมืองทุกวันเปลี่ยนไป มองไปทุกพรรคการเมืองมีเจ้าของหมด ไม่ต้องปฏิเสธ คำว่าเจ้าของคืออะไร เจ้าของคือคนที่บริหาร แต่ทุกพรรคการเมืองจะต้องเสนอตัวให้ประชาชนได้เลือก จะบอกว่าพรรคเพื่อไทยเจ้าของคือชินวัตรไม่ใช่ เจ้าของคือ 10 กว่าล้านเสียงที่เลือกเรามา จะมาบอกว่าพรรคเพื่อไทยมีเจ้าของ ไม่ใช่ พรรคเพื่อไทยเสนอตัวให้พี่น้องประชาชนเลือก และพี่น้องประชาชน 10 กว่าล้านเสียงเลือกเราเข้ามานั่นคือเจ้าของพรรคตัวจริง

@ จะฟื้นคะแนนนิยมพรรคเพื่อไทยอย่างไรเพราะที่ผ่านมาเป็นรัฐบาลแต่ไม่สามารถผลักดันนโยบายเรือธงได้สำเร็จ?

อย่างแรกเรื่องผลงาน ผมมั่นใจ เพราะผมเป็นสส.เขต และสิ่งที่เราไปพูดกับพี่น้องประชาชนไว้ ว่าพรรคเพื่อไทยทำงานด้วยความยากลำบากพอสมควรที่ผ่านมา ครั้งนี้เป็นการทำงานแบบพรรคร่วม เป็นรัฐบาลผสม และไม่ได้ดูแลกระทรวงหลักเท่าไหร่ อันไหนที่เราดูแลกระทรวงหลักผมมั่นใจว่าผลงานออก อะไรที่เป็นของพรรคร่วมก็ดูเอาตามที่พวกเราได้เห็น

ส่วนเรื่องปัญหาชายแดนเป็นปัญหาที่เรื้อรังมานาน ผมเป็น สส.ชายแดน และทุกครั้งที่เราได้มีโอกาสเข้ามาทำงาน เรามีการเสนอในสิ่งที่เราทำได้ แต่ต้องเข้าใจว่าทุกอย่างเปราะบางพอสมควรในการพูดถึงเรื่องเขตแดน  ในเมื่อสถานการณ์เป็นแบบนี้ ผมคนหนึ่งยืนยันว่า วิกฤติเป็นโอกาสในการผลักดันสิ่งที่เป็นปัญหามายาวนานให้หมดสิ้นไป แต่ต้องเข้าใจว่า การเป็นผู้แทนราษฎรในเขตชายแดน และการเป็นรัฐบาลที่ต้องดูแลคนทั้งประเทศ  ผมได้รับเสียงทั้งสองฝ่าย เรายืนบนฐานเอาประเทศเป็นหลัก ไม่ใช่แค่จุดๆเดียว ถ้าคนทั้งประเทศมองว่าต้องปิดก่อนแล้วเยียวยาผู้ประกอบการ นี่คือสิ่งที่เราพยายามทำ ผมเสนอในที่ประชุมครม.เรื่องการเยียวยา มีการลงพื้นที่ดูเรื่องการเยียวยา สิ่งต่างๆเหล่านี้เราดำเนินการอยู่ แต่พอเกิดอุบัติเหตุแบบนี้ ผมยังเป็นสส.จะเป็นปากเป็นเสียงให้กับชาวบ้านทั้งสองฝ่าย.

คลิกอ่านบทความทั้งหมดได้ที่นี่