ก็เรียกได้ว่า...เสี่ยหนู–อนุทิน ก็รักษาคำพูดตามแบบฉบับ “ชายอกสามศอก” ของแท้ของจริง ซึ่งก็เป็นการส่งสัญญาณให้กับสังคมไทย ได้รับรู้รับทราบกันชัดๆ ไป แบบไม่ต้องรออะไร
ขณะที่บรรดาภาคธุรกิจ ก็จะได้ตัดสินใจได้ทันที ว่าต้องทำอะไร ไม่ต้องมานั่งรอว่า รัฐบาลจะอยู่ถึงเมื่อใด จะมีนโยบายอะไรจากรัฐบาลออกมาอีก หรือพูดง่าย ๆ ก็จะได้รู้กันชัดเจนไปเลยว่าบรรดาภาคเอกชน ต้องตัดสินใจอย่างไร
ระหว่างนี้ก็คงต้องรอพิสูจน์ผลงานของรัฐบาลเสี่ยหนู ว่านโยบายใน 4 ด้าน ทั้ง 15 ข้อ จะเดินหน้าตอบโจทย์ประชาชนคนไทยได้มากน้อยเพียงใด
เป็นที่รู้ดีกันอยู่แล้วว่า ด้วยข้อจำกัดในเรื่องของเวลา ที่มีเพียงน้อยนิดไม่ถึง 1 ปี ที่รัฐบาลเข้ามาขัดตาทัพ เพื่อให้ประเทศชาติเดินหน้าไปต่อได้ แต่ในเมื่อลงแรงลงมือขออาสาเข้ามา ก็ต้องโชว์ฝีมือให้เห็นกันถ้วนหน้า
ส่วนอะไรที่แอบแฝง หรือเคลือบแคลงอะไรกันอยู่ ในเชิงการเมือง ก็ว่ากันไป เพราะสุดท้ายแล้วระบอบประชาธิปไตย ก็จะเป็นอย่างนี้ไปเรื่อยๆ จะพัฒนาไปเรื่อยๆ จนถึงจุดที่ใช่ ซึ่งก็ไม่มีใครบอกได้ว่าเมื่อไหร่?
อย่างที่บอก…ประเทศไทยในเวลานี้เต็มไปด้วยปัญหาสารพัด ซึ่งไม่ใช่เพิ่งเกิด แต่เกิดขึ้นมานานแล้ว ระยะเวลาไม่ถึง 1 ปี รัฐบาลเสี่ยหนู ก็ไม่สามารถจะแก้ไขอะไรได้มากนัก
โดยเฉพาะอย่างยิ่งปัญหาเรื่องความเสี่ยงทางด้านการคลัง ที่พูดง่ายๆ ก็คือ รัฐเก็บรายได้ได้น้อย แต่รายจ่ายกลับมีมากมายสารพัด สุดท้ายก็นำมาสู่การปรับมุมมองของสถาบันจัดอันดับจากต่างประเทศ
ทั้ง“ฟิทช์ เรทติ้งส์“ที่ปรับมุมมองไทยจากระดับมีเสถียรภาพ ลดเหลือเป็นเชิงลบ แต่ยังคงอันดับเครดิตประเทศไว้ที่ “บีบีบี+” ทั้ง“มูดีส์ อินเวสเตอส์ เซอร์วิส“ ที่ก็ปรับลดมุมมองไทยมาก่อนหน้านี้ และจะทบทวนเครดิตประเทศอีกครั้งในเดือนต.ค.นี้ เช่นกัน
หรือจะเป็น“เอสแอนด์พีโกบอล เรทติงส์” ที่ได้เข้ามาเก็บข้อมูลด้านเศรษฐกิจ จากหน่วยงานด้านเศรษฐกิจ ทั้งคลัง แบงก์ชาติ รวมถึงสภาพัฒน์ เพื่อเตรียมประกาศในเดือนพ.ย.นี้
หลักใหญ่ใจความของสถาบันจัดอันดับเหล่านี้ ต่างมีมุมมองไปในทิศทางเดียวกัน จากเศรษฐกิจที่ชะลอตัว จากหนี้ครัวเรือนที่ยังสูง รวมไปถึง ความไม่แน่นอนทางการเมือง
ด้วยอายุของรัฐบาลที่มีวาระปฎิบัติงานอยู่เพียง 4 เดือน อาจก่อให้เกิดความไม่แน่นอนต่อทิสทางการดำเนินนโยบานของรัฐบาลในอนาคต ที่สำคัญ การเปลี่ยนแปลงรัฐบาล ได้ทำให้การเดินหน้าเข้าสู่การทำงบประมาณแบบสมดุล ยิ่งล่าช้าออกไปอีก
อย่าลืมว่าที่ผ่านมา รัฐบาลทำงบประมาณแบบขาดดุลติดต่อกันมานานถึง 21 ปี ซึ่งการทำงบสมดุลครั้งสุดท้ายเกิดขึ้นเมื่อปี 48 สมัยรัฐบาลนายทักษิณ ชินวัตร
ในเวลานั้น งบประมาณแบบสมดุล อยู่ที่ 1.2 ล้านล้านบาท ทั้งด้านรายรับและด้านรายจ่าย แต่!!! จากนั้นเป็นต้นมา ไม่ว่าใครเข้ามาเป็นรัฐบาล ก็ต้องกู้เงินมาพัฒนาประเทศ โดยล่าสุด ในปี 69 รัฐบาลก็ทำงบประมาณแบบขาดดุล ที่ 8.6 แสนล้านบาท
งบที่ขาดดุลในแต่ละปี เป็นเพราะมีรายจ่ายที่มาก โดยเฉพาะงบประมาณทางด้านบุคคลากร ที่ในแต่ละปีมีมากกว่า 20% ขณะที่รายได้ก็หาได้น้อย ด้วยภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัว
แถมปีงบประมาณ 68 ที่กำลังจะสิ้นสุดในอีกไม่กี่ชั่วโมงข้างหน้านี้ เผลอๆ การจัดเก็บรายได้ อาจหลุดเป้าหมายเอาดื้อๆ ด้วยซ้ำไป ซึ่งก็ไม่เกินความคาดหมาย
ขณะที่สภาพัฒน์เอง ก็มาเปิดความจริงให้เห็นว่า ตลอดการขับเคลื่อนแผนพัฒนาชาติฉบับที่ 13 ตั้งแต่ปี 2566 ที่ผ่านมา จนถึงเวลานี้ ได้ขับเคลื่อนโครงการและแผนงานต่าง ๆ ไปแล้วกว่า 9,132 โครงการ รวมเป็นเงินกว่า 3.37 ล้านล้านบาท
แต่… ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นกลับยังไม่เป็นไปตามที่ต้องการอย่างเป็นรูปธรรม!
ด้วยเพราะการจัดสรรเงินงบประมาณลงไปเฉลี่ยปีละกว่า 1 ล้านล้านบาทนั้น งบประมาณกว่า 50% กลายเป็นค่าใช้จ่ายด้านการประกันสุขภาพถ้วนหน้า การรักษาพยาบาล สวัสดิการสังคม และการศึกษา
ขณะที่อีก 18% เป็นการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานทั่วไป เช่น ถนน ซึ่งเป็นงานประจำตามปกติ ขณะที่ภาคเกษตร มีการจัดสรรสัดส่วนประมาณ 10% หรือหลักแสนล้านบาทต่อปีเท่านั้น
ไม่เพียงเท่านี้ นับตั้งแต่แผนฯ 10 เป็นต้นมา หรือตั้งแต่ปี 2550 ปรากฎว่าจีดีพีของไทย เติบโตต่ำกว่า 5% มาโดยตลอด แม้ผ่านพ้นช่วงวิกฤติมาแล้วก็ตาม
ที่น่าสนใจ คือข้อเสนอของสภาพัฒน์ 5 ข้อ ที่ต้องเร่งยกเครื่องเพื่อแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างของประเทศอย่างเร่งด่วน ทั้งการกิโยตินกฎหมายกฎระเบียบที่เป็นอุปสรรค การแก้ปัญหาการทุจริตที่ฝังรากลึก กระบวนการยุติที่ล่าช้า
รวมไปถึงการส่งเสริมในเรื่องของประชาธิปไตย และการบริหารจัดการภาครัฐ ที่มีขนาดใหญ่เกินไป มีกฎระเบียบมากเกินไป ขาดนวตกรรม ไม่สามารถตอบสนองการพัฒนาในภาพใหญ่
สารพันปัญหาเหล่านี้ เชื่อเถอะ ไม่ว่ารัฐบาลไหน? ก็ไม่สามารถแก้ได้โดยเร็ว เพราะปัญหานั้นฝังรากลึก และเมื่อมาผนวกรวมเข้ากับ “การเมือง” เข้าด้วยแล้ว ก็ได้แต่ทำใจ ก็เท่านั้น!!
……………………………………….
คอลัมน์ : เศรษฐกิจจานร้อน
โดย “ช่อชมพู”



