“ธี่หยด” แฟรนไชส์ภาพยนตร์สยองขวัญที่สร้างมาตรฐานใหม่ให้กับวงการหนังผีไทย ด้วยการผสมผสานตำนานพื้นบ้าน เข้ากับบรรยากาศบ้านเมืองในยุคก่อนและป่าที่น่าสะพรึงกลัวได้อย่างยอดเยี่ยม การกลับมาในภาคที่ 3 จึงเป็นที่จับตาอย่างยิ่ง ว่าภาพยนตร์จะสามารถรักษาความขลัง และขยายความสยองขวัญออกไปได้ไกลกว่าเดิมหรือไม่? โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อมีการปรับเปลี่ยนทีมผู้กำกับ ซึ่งถือเป็นความท้าทายที่สำคัญที่สุดของภาพยนตร์เรื่องนี้

เมื่อ “คุ้ย ทวีวัฒน์” ผู้กำกับ ธี่หยด 1 และ 2 ซึ่งกำหนดมาตรฐานความสยองแสนสนุกเอาไว้สูงลิบ และตัวเขาเองก็ยอมรับเองว่า หมดไอเดียกับการมาสานต่อภาค 3 แล้ว ไม่รู้จะเล่าอะไรแล้ว!! ถ้าจะให้ทำจริง ๆ คงต้องใช้เวลาตกตะกอนอีก 2-3 ปี แต่เมื่อ เมเจอร์ และ ช่อง 3 กำหนดเอาไว้ว่า ธี่หยด 3 ต้องฉายเดือนตุลาคมปีนี้ ด้วยงานที่รัดตัวสุด ๆ ทางผู้กำกับคุ้ยจึงต้องขอถอนตัว ทำให้ ธี่หยด 3 ต้องใช้ผู้กำกับคนใหม่ “แป๊ป-ณฤทธิ์ ยุวบูรณ์” ที่เดิมเป็นโปรดิวเซอร์ของหนังธี่หยด 1-2 และภาค 3 ก็ยังคงเป็นโปรดิวเซอร์แต่พ่วงตำแหน่งผู้กำกับไปด้วย ถือเป็นการผันตัวมากำกับหนังเป็นครั้งแรก และได้ “ต้อม-ธนเดช ประดิษฐ์” มาช่วยกำกับด้วยอีกหนึ่งแรง
การเปลี่ยนตัวผู้กำกับถือเป็นดาบสองคมที่น่าสนใจ ในด้านหนึ่งย่อมเกิดความเสี่ยงที่สไตล์และจังหวะความหลอนอันเป็นเอกลักษณ์ของ “ธี่หยด” อาจจะเปลี่ยนไป แต่ในอีกด้านหนึ่ง นี่ก็เป็นโอกาสให้แฟรนไชส์ได้ “ฉีดเลือดใหม่” ด้วยวิสัยทัศน์ที่สดใหม่ ทำให้เรื่องราวไม่ซ้ำรอยเดิม และสามารถขยายมิติความสยองออกไปได้กว้างขึ้น

หน้าที่สำคัญที่สุดของภาพยนตร์ คือการสานต่อตำนานเสียง “ธี่หยด” ให้ยังคงความน่ากลัว และเป็นแกนหลักของเรื่องราว ซึ่งต้องยกความคาดหวังไปที่ “สรรัตน์ จิรบวรวิสุทธิ์” ผู้เขียนบทภาพยนตร์ ที่ต้องมั่นใจว่าโครงเรื่องยังคงมีความแข็งแกร่ง และเชื่อมโยงกับเรื่องราวที่ปูไว้ได้อย่างแนบเนียน
ธี่หยด 3 ยังคงมีเสาหลักที่แข็งแกร่งอย่าง “ณเดชน์ คูกิมิยะ” (ยักษ์) การกลับมาของเขา เป็นเครื่องรับประกันถึงพลังในการขับเคลื่อนอารมณ์ของเรื่องได้อย่างหนักแน่น บทบาทของเขาจะต้องแบกรับความกดดันที่เพิ่มขึ้น จากการเผชิญหน้ากับความชั่วร้ายที่ไม่สิ้นสุด

นอกจากนี้ การรวมตัวของนักแสดงที่คุ้นหน้าคุ้นตาจากภาคก่อน อย่าง ‘จูเนียร์’ กาจบัณฑิต ใจดี (ยศ), ‘เฟรนด์’ พีระกฤตย์ พชรบุณยเกียรติ (ยอด), ‘เดนิส’ เจลีลชา คัปปุน (หยาด), ‘นีน่า’ ณัฐชา เจสสิก้า พาโดวัน (ยี่), ‘เฟรช’ อริศรา วงษ์ชาลี (แม่บุญเย็น), ‘ปลาย’ ปรเมศร์ น้อยอ่ำ (เฮียฮั่ง), ‘แฉะ’ องอาจ เจียมเจริญพรกุล (จ่าปพันธ์) และ ‘ครูออม’ มานิตา ชอบชื่น (ผีชุดดำ) ก็ทำให้คนดูรู้สึกคุ้นเคยกับหนัง เหมือนได้กลับมาเจอเพื่อนเก่าคนเดิม
เติมความระทึกขวัญด้วยนักแสดงชุดใหม่ที่มาสร้างสีสัน อย่าง ‘แพรว’ เฌอมาวีร์ สุวรรณภาณุโชค (ยะขิ่น), ‘แก๊ป’ จักริน ภูริพัฒน์ (กองมู), ‘เพียว’ ดวงใจ หิรัญศรี (แม่เฒ่า), ‘โซเฟีย’ ทิพปภา ภาสิริรัตนกุล (มิเอ) และ ‘น้ำมนต์’ พัสมนตร์ สุภณเดชพงศ์ (พอวา)

“ธี่หยด 3” เล่าเรื่องราวหลังเหตุการณ์ร้ายผ่านไป ครอบครัวตัว ย. ได้กลับมามีชีวิตปกติสุขอีกครั้ง ยักษ์ เริ่มนึกถึงการกลับไปเป็นทหาร แต่แล้วเรื่องที่ไม่คาดคิดก็เกิดขึ้น เมื่อ ยี่ น้องสาวคนเล็กโดนจับตัวไปโดยพวกผีที่ยักษ์ไม่เคยพบเจอมาก่อน ครั้งนี้ยักษ์และจ่าปพันธ์ต้องรีบออกเดินทางตามหายี่กลับมา ก่อนที่เรื่องเลวร้ายจะเกิดขึ้น แต่การเดินทางครั้งใหม่นี้จะพาพวกเขาไปเจอกับจุดเริ่มต้นของความสยองเกินคาดเดา ผ่านหนทางสุดลึกลับและอันตรายกว่าที่เคย
หนังภาคนี้คือปฐมบทของธี่หยด มีเรื่องราวที่มาที่ไป บอกว่าทำไมผีชุดดำจึงมาเป็นผีชุดดำ ภาคนี้จะได้เห็นการเดินทางของยักษ์และกลุ่มน้องๆ กับจ่าปพันธ์ ในการเดินทางไป “บ่องสะโหนดเบียง” สถานที่ลึกลับ เพื่อเข้าไปช่วยยี่ ขณะที่เดินทางก็ไปเจออีกว่า ทำไมผีชุดดำถึงกลายเป็นผีชุดดำที่โหดร้าย ทำไมผีชุดดำถึงต้องไปคุกคามเขาที่ด่านมะขามเตี้ย เรื่องราวจะเหมือนเดินทางเพื่อไปหายี่ ในอีกทางหนึ่งก็เหมือนเดินทางไปเจอเรื่องราวของผีชุดดำ
หนังมีองค์ประกอบทุกอย่างที่จะประสบความสำเร็จ ไม่ว่าจะเป็นชื่อเสียงของแฟรนไชส์ พลังดาราที่แข็งแกร่ง และความเชื่อมั่นที่ผู้ชมมีต่อหนังผีสัญชาติไทยที่ทำเงินได้มหาศาล

แต่ต้องยอมรับตามตรงว่า ธี่หยด 3 ทำได้ต่ำกว่าความคาดหวังในหลายๆ ด้าน การขาดผู้กำกับที่กำลังอยู่ในช่วงขาขึ้นอย่าง “คุ้ย ทวีวัฒน์” แล้วเลือกใช้โปรดิวเซอร์มาถ่างขาควบตำแหน่งผู้กำกับไปด้วยนั้น ไม่เวิร์คเท่าที่ควร!! แม้จะพยายามไปดึง ต้อม-ธนเดช มาช่วยแล้ว แต่ก็ไปไม่ถึงมาตรฐานอันสูงลิบที่ถูกตั้งเอาไว้
แม้ทีมผู้กำกับใหม่จะมอบสไตล์การนำเสนอที่แปลกใหม่และทันสมัยขึ้น ตัวละครใหม่ๆ ที่เพิ่มเข้ามา รวมทั้งองค์ประกอบทางความเชื่อที่กว้างขึ้น พร้อมขยายขอบเขตเรื่องราวให้กว้างไกลยิ่งกว่าเดิม แต่มันสนุกสู้ 2 ภาคแรกไม่ได้ ความรู้สึกแบบ Folk Horror หรือการหลอนจากบรรยากาศที่ค่อยๆ คลืบคลาน และชวนขนหัวลุก หายไป ถูกแทนที่ด้วยจังหวะ Jump Scare และฉากแอ็กชันที่เร้าใจมากขึ้น ซึ่งเป็นทั้งข้อดีและข้อเสีย ข้อดีคือหนังไม่น่าเบื่อ แต่ข้อเสียคือความรู้สึก “หลอนลึก” ที่เป็นลายเซ็นของแฟรนไชส์ถูกลดทอนลงไป
ทางทีมนักแสดงที่ทำได้อย่างยอดเยี่ยม และเป็นเสาหลักที่ประคองภาพยนตร์ 2 ภาคแรกเอาไว้ โดยเฉพาะ ณเดชน์ คูกิมิยะ ในบท “พี่ยักษ์” ต้องบอกว่า แบกหนังทั้งเรื่องเอาไว้บนบ่า โดยมีจ่าปพันธ์คอยช่วยแบกด้วย ขณะที่น้องเล็กอย่าง นีน่า ก็มาช่วยแบกเล็กๆ น้อยๆ รวมทั้งนักแสดงบทผีทั้งหลาย แต่นักแสดงหลักคนอื่นๆ ถือว่าน่าผิดหวัง ‘จูเนียร์’ กับ ‘เฟรนด์’ ซึ่งถูกยกขึ้นมาให้มีบทบาทสำคัญมากขึ้นในภาคนี้ ทว่า แจ้งเกิดไม่สำเร็จ ไม่ว่าจะด้วยอะไรก็ตาม ทั้งบทที่ไม่ส่งเท่าที่ควร การแสดงที่โดนกลบและแย่งซีนโดย ณเดชน์ จ่าปพันธ์ นีน่า และเหล่าผี ทั้งคู่จึงเป็นได้แค่ตัวละครที่เดินทางมาเพื่อให้ผีเล่นงาน และให้พี่ยักษ์คอยไปช่วยเท่านั้น

ขณะที่ “แพรว” เฌอมาวีร์ กับ “แก๊ป” จักริน ซึ่งแสดงเป็น 2 ตัวละครใหม่ที่เพิ่มเข้ามาในภาคนี้ การปรากฎตัวของทั้งคู่มาแบบอยู่ๆ ก็โผล่มาเลย แถมจะไปเสี่ยงตายด้วย ก็ยอมไปแบบไม่มีปี่ไม่มีขลุ่ย จึงทำให้ผู้ชมไม่สามารถรู้สึกอินกับ 2 ตัวละครนี้ได้เลย ทั้งๆ ที่มีบทบาทสำคัญมาก หากผู้กำกับจะยอมใช้เวลากับ 2 ตัวละครนี้ให้มากขึ้น ก็จะทำให้เราอินกับทั้งคู่ได้มากขึ้น
ส่วนตัวรู้สึกว่าหนังสั้นไปนิด ความยาว 1 ชั่วโมง 44 นาที ไม่เพียงพอจะทำให้หนังไปถึงจุดที่ควรอยู่ได้ จะสร้างให้ยาวถึง 2 ชั่วโมง ก็คงไม่มีใครว่าอะไร ซึ่งอีก 16 นาทีที่เพิ่มขึ้นมา อาจทำให้หนังมีความสมบูรณ์และสนุกกว่านี้
4/5
โดยรวมแล้ว “ธี่หยด 3” ยังคงเป็นหนังที่ดูสนุก ไม่เสียยี่ห้อแฟรนไชส์นี้ แม้หนังจะขาดความสมบูรณ์ในหลายๆ จุด ไม่เหมือน 2 ภาคแรกที่แทบจะไร้ที่ติ แต่แค่เข้ามาดู ณเดชน์ ที่กล้ามใหญ่มาก และซิกแพ็คของ ‘แก๊ป’ จักริน ก็ไม่ธรรมดา ซึ่งน่าจะทำให้สาวๆ ฟินไปตามๆ กัน รวมกับความสนุกในการผจญภัยป่าบ่องสะโหนดเบียง ที่เต็มไปด้วยเหล่าภูติผีปิศาจ ไหนจะต้องเจอกับบอสผีตัวใหม่ และบอสผีตัวเก่าจะกลับมาอีกไหม? แค่นี้ก็บันเทิงคุ้มค่าตั๋วแล้ว ยังมีเอ็นเครดิตที่ห้ามพลาดดูเด็ดขาด กับการปรากฎตัวของหญิงสาวปริศนา ที่จะมาแบบเต็มๆ ในหนังภาคต่อไปอย่างแน่นอน ซึ่งยังไม่ชัวร์ว่าจะเป็น ธี่หยด 4 หรือหนังภาคแยก
หมีเช



