เป็นช่วงเวลาสำคัญของรัฐบาลใหม่ที่นำโดย นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย ที่ต้องเดินหน้าการทำประชามติแก้ไขรัฐธรรมนูญ ตามMOAที่ได้ให้ไว้กับพรรคประชาชน หลังศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยมาแล้ว ดังนั้นเมื่อรัฐบาลแถลงนโยบายต่อรัฐสภาเสร็จ ก็สามารถเริ่มต้นกระบวนการเดินหน้าได้ทันที ถือเป็นก้าวแรกของการปฏิรูประบบการเมืองที่สังคมจับตา ถึงความพยายามผลักดันให้เกิดรัฐธรรมนูญใหม่มีจุดประสงค์ เพื่ออะไรกันแน่ และมีความสำคัญอย่างไรแล้วใครได้ประโยชน์ ใครเสียประโยชน์ แก้รัฐธรรมนูญไปแล้วประชาชนได้อะไร “คอลัมน์ตรวจการบ้าน” จึงต้องมาสนทนากับ ดร.สติธร ธนานิธิโชติ ผู้อำนวยการสำนักนวัตกรรมเพื่อประชาธิปไตย สถาบันพระปกเกล้า มาวิเคราะห์ถึงเรื่องดังกล่าว
โดย“ดร.สติธร” เปิดประเด็นว่า ความพยายามนี้มีเค้าลางมาตั้งแต่ปี 2562 แต่เริ่มจริงจังหลังเลือกตั้งปี 2566 เนื่องจากประชาชนจำนวนมากเห็นว่ารัฐธรรมนูญปี 2560 มาจากรัฐประหารและมีกลไกสืบทอดอำนาจ กระบวนการทำประชามติ ในตอนนั้นก็ไม่เปิดกว้างให้มีการวิพากษ์วิจารณ์ของคนเห็นต่าง แต่ก็มีคนอีกกลุ่มที่มองว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้ไม่ได้มีปัญหาอะไร

@ มีการพูดว่า รัฐธรรมนูญ 60 เป็นฉบับปราบโกงจัดการนักการเมือง หากมีการแก้ไขจะเป็นไปเพื่อประโยชน์ตัวเองหรือไม่
มี 2 ส่วน ส่วนหนึ่งตอนเขียนรัฐธรรมนูญฉบับนี้เจตนารมณ์ก็เพื่อ “ปราบโกง” มีการออกแบบกลไกตรวจสอบเข้มงวด เพื่อป้องกันนักการเมืองใช้อำนาจในทางที่ผิด แต่อีกส่วนรู้สึกว่า กลไกที่เข้มงวดนั้นใช้อย่างเป็นธรรมหรือไม่ หลายครั้งเกิดข้อสงสัยว่า เมื่อฝ่ายหนึ่งทำผิดกลับถูกลงโทษ แต่เมื่ออีกฝ่ายทำผิดกลับไม่ถูกแตะต้อง นำไปสู่ข้อครหาว่า กลไกตรวจสอบถูกใช้เป็น “นิติสงคราม” เป็นเครื่องมือทางการเมือง โดยเอาคนออกจากตำแหน่ง ทำลายคู่แข่งทางการเมืองมากกว่าการปราบโกงจริงๆ
@ ถือว่ามีความชัดเจนแล้วว่าแก้รัฐธรรมนูญใช่หรือไม่
วันนี้ต้องบอกว่ายังไม่แก้แน่นอน แต่จะได้ทำประชามติถามประชาชนแน่นอน โดยถาม 2 ข้อคือ 1.ประชาชนจะเห็นชอบให้มีการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่ กับข้อที่ 2 คือรูปแบบวิธีการ คือการเขียนหมวด 15/1 ขึ้นมา เพื่อเป็นตุ๊กตาให้ประชาชนเห็น แล้วประชาชนจะเห็นด้วยหรือไม่ ซึ่งหมวด 15/1(ที่มาของสภาร่างรธน.คือ สสร.) นั้นไม่ใช่ร่าง แต่เป็นสิ่งที่ต้องเอาไปผ่านกระบวนการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญหมวด 15 ผ่านสภาผู้แทนราษฎร ถึงได้มาเป็นคำถามข้อที่ 2 ซึ่งถ้าประชาชนเห็นชอบทั้ง 2 ข้อ แปลว่าเราได้เดินหน้าจัดทำรัฐธรรมนูญแน่หลังเลือกตั้ง ตอนนั้นถึงจะเรียกว่า “นับหนึ่ง”
“วันนี้ที่ต้องนับหนึ่งคือการแก้ไขรายมาตรา โดยเพิ่มหมวด 15/1 ให้ได้ก่อนแล้วค่อยเอา 15/1 นี้ไปถามประชาชนในข้อ 1 และข้อ 2 ที่จริงไม่ต้องมี 15/1 ก็สามารถถามข้อ 1 ได้ แต่เขาอยากประหยัดงบฯ เลยถามพร้อมกัน”

@ ในระยะเวลา 4 เดือน การแก้ไขรัฐธรรมนูญจะไปได้ไกลแค่ไหน
จะไปถึงแค่ 15/1 ที่ต้องเอาให้เสร็จก่อน หากจะแสดงความจริงใจ รัฐบาลก็ต้องเสนอก่อน ซึ่งเขามีโมเดลสสร.อยู่แล้ว ก็เหมือนของปี 40 เมื่อเสนอแล้ว พรรคอื่นจะเสนอมาประกบเข้าวาระ 1 ถ้ารับหลักการร่างใดร่างหนึ่ง หรือจะรวมร่างกันก็ไปเข้าสู่วาระ 2 ตั้งกรรมาธิการเรียบร้อย เข้าวาระ 3 รายมาตรา และสรุปจบ
ถ้าผ่านก็ได้โมเดลสสร.ไว้ถามประชามติประชาชน ถ้ารีบทำก็ทันใน 4 เดือน ถ้าเสนอสัปดาห์หน้าเลยยิ่งดี วาระที่ 1 สามารถผ่านได้ในเดือนต.ค. ส่วนพ.ย.-ธ.ค.ก็ลุยกรรมาธิการให้สำเร็จ แล้วเดือนม.ค. 2569 ก็ไปผ่าน วาระ 2 วาระ 3 ก็ทันยุบสภา วันนี้เข้าใจว่ารัฐบาลน่าจะรอพ.ร.บ.ประชามติที่แขวนอยู่ให้ประกาศใช้โดยสมบูรณ์ก่อนแล้วค่อยเดินหน้าต่อเนื่อง
@ ถ้าเขย่าโมเดลของแต่ละฝ่าย มองว่าแบบไหนถึงจะมีความสมดุล
พอเขย่าแล้วสุดท้ายมุมที่เหมือนกันคือ อยากให้ประชาชนมีส่วนร่วมทางใดทางหนึ่ง สองมีแนวโน้มว่าจะมีตัวแทนเชิงพื้นที่ของสสร. อาจเป็นจังหวัด หรือภาค หรือ 3 คือ เห็นตรงกันว่า การร่างรัฐธรรมนูญนั้นเป็นเรื่องเชิงเทคนิค ต้องมีผู้เชี่ยวชาญเข้ามาช่วย แต่เข้ามาระดับไหน ส่วนเนื้อหาสาระของรัฐธรรมนูญที่จะแก้ไขนั้นเก็บไว้คุยกันทีหลัง เพราะจะออกแบบคนมาร่างได้ยาก จะมีความระแวง ดังนั้นวันนี้ต้องเอาคนร่างให้ได้ก่อน จะได้ไม่ต้องมาทะเลาะกันเหมือนที่ผ่านมา

@ ที่พูดกันว่าไม่แตะ หมวด 1 หมวด 2 จะทำให้การแก้รัฐธรรมนูญสะดุดหรือไม่
พอถึงเวลา หมวด 15/1 ถ้าเขียนขึ้นมาได้ แล้วประชาชนลงประชามติเห็นด้วย ถูกประกาศใช้ หมวดนี้ สุดท้ายจะถูกกำกับด้วยมาตรา 255 ของหมวด 15 เดิม ซึ่งเป็นตัวกำหนดว่า จะเขียนรัฐธรรมนูญอย่างไรก็ตาม จะต้องไม่เปลี่ยนแปลงรูปแบบการปกครอง รูปแบบรัฐ ซึ่งคลุมมาตรา 1 มาตรา 2 ของรัฐธรรมนูญฉบับนี้ แปลว่าหมวด 1 หมวด 2 แก้ได้แค่ปลีกย่อย ส่วนสาระสำคัญที่เป็นหลักการนั้นแก้ไม่ได้ รูปแบบของรัฐถึงอย่างไรประเทศไทยต้องเป็นรัฐเดี่ยว เป็นราชอาณาจักรหนึ่งเดียวแบ่งแยกไม่ได้ มาตรา 2 ประเทศไทย ต้องเป็นประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ดังนั้นหาเหตุผลไม่เจอเลยว่าจะไปแตะหมวด 2 อย่างไร จึงไม่ต้องกังวล ถึงเวลาได้ สสร. เป็นใครก็ตามแล้วจะมาแก้หมวด 1 หมวด 2 ไม่ได้ ยื่นศาลรัฐธรรมนูญ ตีความเมื่อไหร่ก็ตก
“4 เดือนนี้ ผมรู้สึกว่ารัฐบาลใจถึง จะมีคำถาม ข้อ2 ด้วย จากเดิมคิดว่ามีแค่ข้อที่ 1 ได้ก็บุญแล้ว ถ้าใจสู้ใจถึงก็ลุย เพราะ ข้อ 2 มันใช้เวลา ตั้งง่าย แต่กระบวนการไม่ใช่ว่าอยู่ ๆ อยากจะตั้งแล้วเอาโมเดลอะไรไปถามประชาชนก็ได้ ถ้าไปถามก็ไม่มีผลในการบังคับ ต้องผ่านกลไกรัฐสภา มาตรา 256 ให้ครบถ้วนก่อน ซึ่งใช้เวลา”
@ 4 เดือนกับการผลักดันแก้ไขรัฐธรรมนูญส่งผลต่อความนิยมของพรรคการเมืองอย่างไร
ส่งผลแน่นอน 4 เดือนนี้จะเป็นบทพิสูจน์ว่าแต่ละฝ่ายมีความตั้งใจขนาดไหน และสุดท้ายประชามติที่กำหนดทำพร้อมการเลือกตั้ง ซึ่งมีเวลาราวๆ 2 เดือนนั้น จุดยืนและท่าทีของพรรคการเมืองต่างๆ จะมีความสำคัญมาก เพราะวันที่ประชาชนเข้าคูหาเขาไม่ได้กาแค่พรรค กับคนเท่านั้น แต่ต้องลงประชามติด้วย ช่วง 2 เดือนนั้น คำถามเกี่ยวกับประชามติจะถูกถามจากพรรคการเมืองในทุกเวทีว่า มีจุดยืนอย่างไร เห็นด้วยหรือไม่ กับการมีรัฐธรรมนูญใหม่ทั้งฉบับ เห็นด้วยหรือไม่กับสสร.
ถ้ากระแสประชาชนอยากให้แก้รัฐธรรมนูญใหม่ทั้งฉบับ พรรคไหนที่แสดงท่าทีตอบสนองได้เข้มแข็งมากกว่า ก็มีโอกาสได้เสียงจากประชาชน พรรคการเมืองต้องเตรียมคำตอบให้ชัด อยากแก้ใหม่เพราะอะไร รัฐธรรมนูญ 60 ไม่ดีอย่างไร ทุกพรรคต้องมีคำตอบ
@ ฝากถึงทุกฝ่ายต่อการแก้รัฐธรรมนูญอย่างไร
วันนี้ทุกฝ่ายต้องเห็นร่วมกันก่อนว่า การจัดทำรัฐธรรมนูญจำเป็นจริงๆ อยากให้ประชาชนเป็นเจ้าของรัฐธรรมนูญจริงๆ และทำให้บรรยากาศมีลักษณะเชิญชวนคนในสังคมอยากเข้ามามีส่วนร่วมในกระบวนการตั้งแต่ต้น อย่าให้ประชาชนรู้สึกว่าเป็นเรื่องไกลตัว.



