“ทีมข่าวอาชญากรรม”สอบถามเบื้องหลังความเปลี่ยนแปลงนี้กับ พล.ต.ต.โชติวัฒน์ เหลืองวิลัย ผบก.สส.บช.น.  เผยว่า หากเทียบกับช่วง 4-5 ปีที่ผ่าน บัญชีม้าส่วนใหญ่มีลักษณะนำคนไทยที่เปิดบัญชีไปอยู่ต่างแดนไว้สแกนใบหน้า  กระทั่งโอนซื้อขายเงินดิจิทัล ซึ่งชัดเจนว่าเป็นการทำอยู่นอกประเทศ แต่ปัจจุบันด้วยปัจจัย เช่น การปิดด่านเข้า-ออกชายแดน รายได้ที่ลดลง การหาคนเดินทาง การข้ามแดนที่ยากขึ้น บัญชีม้าถูกจับเยอะ สำนักงานตำรวจแห่งชาติซีลด่านตรวจ ทำให้บัญชีม้าเปลี่ยนแปลง

“บริเวณท่าขี้เหล็ก ชเวก๊กโก ของเมียนมา  หรือ คิงส์ โรมัน ยังมีแก๊งคอลฯอยู่ แต่ไม่สะดวกเหมือนเดิม เพราะบัญชีม้าถูกอายัดเป็นล้านบัญชี เป็นผลให้เดิมแก๊งคอลฯทำทั้งเรื่องบัญชี การเงิน แต่ปัจจุบันแยกชัดเจน อาจมีการแบ่งผลประโยชน์ แก๊งคอลฯ 70 %  แก๊งฟอกเงิน 30 % ยกตัวอย่าง แก๊งคอลฯหลอกได้ 100 บาท แก๊งฟอกไปกดเงิน 100 บาท มาส่งแก๊งคอลฯ70 บาท”

พล.ต.ต.โชติวัฒน์ ฉายภาพการปรับตัวของบัญชีม้า จากฐานที่อยู่ประเทศเพื่อนบ้าน ย้ายมากทม. ตามเมืองหลวงที่มีห้างสรรพสินค้า ที่สะดวกครบครัน ทั้งธนาคาร ศูนย์อาหาร ร้านกาแฟ โดยแฝงตัวไปกับคนพลุกพล่าน ก่อนหน้านี้สำนักงานตำรวจแห่งชาติตรวจสอบพบกลุ่มบัญชีม้าที่เดิมทำอยู่ต่างประเทศได้ย้ายเข้ามากทม. และพื้นที่ตำรวจภูธรภาค 1 ทั้งจ.นนทบุรี  ปทุมธานี และในพื้นที่จ.ขอนแก่น โคราช  เชียงใหม่  ใช้หัวเมืองใหญ่เป็นจุดถอนเงิน โอนครั้งละมาก ๆ

“บางเคสใช้เวลา 3 วัน ถอนเงิน 24 ล้านบาท สำหรับเคสที่กำลังทำอยู่ พบมีคนจีนเข้าประเทศไทยทุกวัน เข้ามา 3 วัน เปิดบัญชีแล้วออก มีการทำธุรกรรมเสร็จภายใน 3 วัน ซื้อซิมการ์ด 1 วัน เปิดบัญชี 1 วัน และมีเงินโอนเข้ามา มีเคสหนึ่ง เปิดทั้งหมด 15 บัญชี เจ้าของเป็นคนจีนทั้งหมด ถอนเงินออกรวม 106 ล้านบาท จากตู้เอทีเอ็มและหน้าเคาท์เตอร์ ซึ่งมีการขอศาลอนุมัติหมายจับไว้”

อย่างไรก็ตาม เมื่อเข้มงวดกับคนจีน ก็มีการเปลี่ยนบัญชีม้ามาเป็นคนไทย จากอดีตเป็นบัญชีส่วนตัว แก๊งคอลฯจะใช้คำพูดสวยหรูว่าจะแบ่งค่าตอบแทนให้ 5-10 %  เช่น เงินผ่านบัญชี 1 ล้านบาท ได้ 5 หมื่นบาท แต่ความจริงได้มากสุด 1,000-2,000 บาท  

ก่อนต่อมาเปลี่ยนเป็นบัญชีม้ารูปแบบ“นิติบุคคล” และมีตราประทับ ผลการจับกุมไม่นานมานี้พบตราประทับกว่า 10 บริษัท ใช้สร้างความน่าเชื่อถือว่ามีการประกอบธุรกิจและเลี่ยงการตรวจสอบจากธนาคาร ถอนเงินโดยไม่ต้องสแกนหน้า พฤติกรรมการถอนลักษณะเดียวกันเพียงแต่ใช้คนไทยแทนคนจีน ที่เพิ่มเข้ามาคือเปลี่ยนเงินซื้อ USDT โอนเงินไปบัญชีผู้รับผลประโยชน์เข้าระบบ Binance P2P  แปลงเงิน ซึ่งพบบัญชีม้าเหล่านี้โอนเข้าบริษัทซื้อ-ขายทองคำออนไลน์ ลักษณะซื้อทองคำครั้งละ 100-200 บาท  ซื้อรถยนต์ ซื้ออสังหาริมทรัพย์

เรื่องนี้ พล.ต.ต.โชติวัฒน์ ย้ำว่าคนไทยได้เงินไม่คุ้มกับโทษ เพราะต้องถูกจับจากการตกเป็นหนึ่งในขบวนการฟอกเงินให้แก๊งคอลฯ และการฉ้อโกง มีโอกาสรับโทษเท่ากับ“ตัวการ” หรือ บอส  โดยเฉพาะบอสคนจีนที่ส่วนใหญ่อยู่ต่างประเทศ แต่เมื่อมีการให้ยืมใช้บัญชีก็รับโทษเท่ากันในข้อหาเดียวกัน  เช่น บางบัญชีใช้หลอกเหยื่อกว่า 40 คน ก็รับโทษต่างกรรมต่างวาระไป

“บางคนถูกโพสต์หางานทำ แรก ๆ คิดว่าไปแค่สแกนหน้า มีเงินผ่านบัญชีได้เงิน 5,000 บาท เห็นได้เงินง่าย แต่คุณไม่รู้ว่าผู้เสียหายที่เกิดในประเทศไทยมีเท่าไหร่ เฉพาะในกทม.อาจมากกว่า 7 หมื่นคดี และคุณคือหนึ่งในขบวนการบัญชีม้าทำให้ความผิดมันสำเร็จ”

พร้อมฝากย้ำผู้ที่คิดจะขายบัญชี หรือเป็นหนึ่งในแก๊งคอลฯทั้งโอนเงินผ่านบัญชี รับจ้างหิ้ว-ซื้อทองคำ รับจ้างซื้อรถ เป็นนอมินี หรือการรับโอนเงินต่าง ๆ ไปยังบุคคลผู้รับผลประโยชน์ ต้องรับโทษในข้อหาร่วมกันฉ้อโกงประชาชน ร่วมกันฟอกเงิน แม้จะได้ค่าตอบแทน แต่ไม่ได้ตามที่ตกลงกันไว้

“อาจได้ผลประโยชน์เพียง 0.001 % เท่านั้น ซึ่งน้อยมากเมื่อเทียบกับความเสียหายของคนไทยที่ถูกหลอกอีกเป็นล้านคน บางรายหมดเนื้อหมดตัว และคิดสั้น ต้องกู้หนี้ยืมสิน เมื่อเหยื่อเดือดร้อนก็มาแจ้งความ ต้องถูกตำรวจตามจับกุม” พล.ต.ต.โชติวัฒน์ ทิ้งท้าย.

ทีมข่าวอาชญากรรม รายงาน