ระบบ “Entry/Exit System” หรือ “อีอีเอส” จะกำหนดให้พลเมืองจาประเทศนอกอียูทุกคน ลงทะเบียนข้อมูลส่วนบุคคล รวมถึงลายนิ้วมือ และรูปถ่ายใบหน้า เมื่อพวกเขาเดินทางเข้าสู่พื้นที่เชงเกนเป็นครั้งแรก ซึ่งหมายถึงประเทศสมาชิกอียูทั้งหมด ยกเว้นไอร์แลนด์ และไซปรัส รวมถึงไอซ์แลนด์ นอร์เวย์ สวิตเซอร์แลนด์ และลิกเตนสไตน์


การรวบรวมข้อมูลจะดำเนินอย่างค่อยเป็นค่อยไปที่จุดผ่านแดน และจะมีการบังคับใช้อย่างเต็มรูปแบบภายในวันที่ 10 เม.ย. 2569 ซึ่งทำให้อียูมั่นใจว่า จะไม่มีการรอคิวที่ชายแดนเป็นเวลานาน


ระบบอิเล็กทรอนิกส์ใหม่นี้ จะยกเลิกข้อกำหนดการประทับตราหนังสือเดินทางด้วยตนเอง ที่ชายแดนภายนอกของอียู และสร้างบันทึกดิจิทัลที่เชื่อมโยงเอกสารการเดินทางกับข้อมูลระบุตัวตน โดยใช้ข้อมูลไบโอเมตริกซ์


อียูต้องการปรับปรุงการบริหารจัดการพรมแดนภายนอกให้ทันสมัย ป้องกันการอพยพที่ผิดกฎหมาย ปราบปรามการโจรกรรมข้อมูลประจำตัว และระบุตัวผู้พำนักเกินเวลา ซึ่งระบบอีอีเอสจะตรวจสอบว่า ผู้ที่เดินทางเข้ามาในอียูโดยไม่มีวีซ่า ปฏิบัติตามกฎระเบียบการพำนักสูงสุด 90 วัน ภายในระยะเวลา 180 วันหรือไม่


อนึ่ง ผู้ที่เดินทางมาถึงเขตเชงเกนเป็นครั้งแรก จะต้องสแกนหนังสือเดินทาง ลงทะเบียนลายนิ้วมือ และสแกนใบหน้า ขณะที่การเดินทางออก จะมีการตรวจสอบรายละเอียดของผู้เดินทาง กับฐานข้อมูลของอีอีเอส เพื่อยืนยันการปฏิบัติตามกฎระเบียบเกี่ยวกับระยะเวลาพำนัก และลงทะเบียนออกเดินทาง ส่วนการเดินทางครั้งถัดไป จะใช้เพียงการพิสูจน์ยืนยันใบหน้าด้วยข้อมูลไบโอเมตริกซ์เท่านั้น


สำหรับเด็กที่มีอายุต่ำกว่า 12 ขวบ จะต้องลงทะเบียนในระบบอีอีเอสเช่นกัน แต่ใช้แค่รูปถ่ายอย่างเดียว และนักเดินทางทุกคนไม่ต้องเสียค่าธรรมเนียมใด ๆ ให้กับระบบดังกล่าว


ทั้งนี้ อียูมั่นใจว่าการใช้งานระบบอีอีเอส จะไม่ทำให้เกิดการชะงักงันอย่างมีนัยสำคัญ อีกทั้งเจ้าหน้าที่ชายแดนจะสามารถระงับการตรวจสอบเป็นเวลาสั้น ๆ ได้ หากการดำเนินการใช้เวลานานเกินไป


อย่างไรก็ตาม รัฐบาลสหราชอาณาจักร แนะนำให้นักเดินทางเผื่อเวลาสำหรับการเดินทางมากขึ้น เมื่ออียูเริ่มใช้ระบบใหม่ ขณะที่สมาคมการขนส่งทางถนน (อาร์เอชเอ) ระบุเสริมว่า ผู้เดินทางเข้าประเทศสมาชิกอียูอาจต้องรอนานขึ้น ในช่วงเวลาที่มีคนพลุกพล่าน
บททดสอบครั้งสำคัญคือ การเดินทางในช่วงวันหยุดอีสเตอร์ ปี 2569 ตามด้วยช่วงฤดูร้อน ซึ่งหลายครอบครัวจะเดินทางเข้าสู่อียูเป็นครั้งแรก หลังกลุ่มนำระบบอีอีเอสมาใช้อย่างเป็นทางการ.


เลนซ์ซูม

เครดิตภาพ : AFP