หลังจากฉายไปกว่าสัปดาห์ The Smashing Machine หรือ ตำนานเครื่องจักร สังเวียนเดือด ก็ยังทำรายได้ไม่เข้าเป้า ตัวหนังทำเงินไปได้เพียง 10 กว่าล้านเหรียญ (เฉพาะในสหรัฐ) ทั้งที่ความจริงหนังควรทำรายทะลุไปกว่า 100 ล้านเหรียญถึงจะคุ้มทุน The Smashing Machine เป็นหนังจากค่าย A24 สร้างมาจากเรื่องจริงของ “มาร์ก เคอร์” นักสู้ MMA/UFC ถ่ายทำด้วยกล้อง 16 มม. บางส่วน 70 มม. รวมถึงกล้อง VHS

เรื่องย่อ The Smashing Machine เมื่อ “มาร์ก เคอร์” (รับบทโดย ดเวย์น จอห์นสัน หรือ เดอะร็อค) นักสู้ MMA/UFC เจ้าของฉายา “เครื่องจักรสังหาร” กำลังมีปัญหาเกี่ยวกับการติดยาแก้ปวด (opioid addiction)รวมไปถึงความสัมพันธ์ที่ซับซ้อนกับ “ดอน สเตเปิลส์” (รับบทโดย เอมิลี่ บลันท์) แฟนสาวของเขา และนี่คือเรื่องราวชีวประวัติที่สำคัญของผู้บุกเบิกกีฬาต่อสู้มือเปล่าในยุค 1990

จุดแข็ง การดำเนินเรื่องที่เรียบง่ายไม่มีอะไรสลับซับซ้อนดูชิลๆ เพลิน ๆ จนบางจังหวะมีแอบเนือย แม้จะเป็นหนังแนวกีฬาแต่กลับหลีกเลี่ยงขนบธรรมเนียมของภาพยนตร์กีฬาแบบดั้งเดิม (anti-Rocky) คือไม่มีฉากฝึกซ้อม แต่กลับมุ่งเน้นไปที่การต่อสู้นอกสังเวียน มากกว่าการแข่งขันชิงแชมป์ที่ยิ่งใหญ่ ขณะที่การต่อสู้ในสังเวียนถูกถ่ายทำอย่างเรียบง่าย แต่ก็ยังมีความดุดันพอสมควร

การแสดงของ เดอะร็อค คือ “เดอะเบส” ว่ากันว่า นักมวยปล้ำหนุ่มผู้นี้มีค่าตัวอยู่ที่ประมาณ 20 ล้านเหรียญสหรัฐต่อเรื่อง โดยมีบางเรื่องที่สูงถึง 50 ล้านเหรียญสหรัฐ อย่างเช่นเรื่อง Red One ที่ทำลายสถิติค่าตัวสูงสุดในประวัติศาสตร์ภาพยนตร์ ดังนั้น “เดอะร็อค” จึงถูกทุกฝ่ายจับตามองว่า จะพลิกบทบาทนักแสดงสายห้าวบ้าดุดัน ให้กลายเป็นความดราม่าชีวิตได้มากน้อยแค่ไหน

ผลปรากฏว่า เมื่อหนังถูกนำไปฉายในเทศกาลภาพยนตร์เวนิส ได้เรียกเสียงปรมมือยาวนานกว่า 15 นาที พร้อมเสียงวิพากษ์วิจารณ์ว่า “เดอะร็อค” มีความสามารถด้านงานการแสดงไม่แพ้ใครในแวดวงฮอลลีวูด โดยเฉพาะคำวิจารณ์ของ “คริสโตเฟอร์ โนแลน” ที่ระบุว่า การแสดงของ “เดอะร็อค” น่าเหลือเชื่อและสุดยอด เป็นหนึ่งในการแสดงที่ดีที่สุดในรอบหลายปี

จุดอ่อน ปัญหาของ “บทหนัง” ที่ขาดความเชื่อมโยงแนบแน่น ดำเนินเรื่องด้วยการแสดงเหตุการณ์ชีวิตหนึ่ง ไปอีกเหตุการณ์หนึ่ง เช่น การต่อสู้ที่ยากลำบาก การติดยา การบำบัด ความสัมพันธ์ที่ยุ่งเหยิง และถึงแม้ “เดอะร็อค” จะแสดงได้ดี แต่บทบาทก็ยังขาดมิติ ที่จะทำให้ผู้ชมเข้าใจในตัวตนและแรงจูงใจที่แท้จริง อีกทั้งการดำเนินเรื่องมีความคล้ายคลึงกับ สารคดีต้นฉบับปี 2002 มากเกินไป จนดูเหมือนเป็นการทำซ้ำแบบเฟรมต่อเฟรม

3/5 กะโหลก สำหรับหนังแนวชีวประวัติบุคคลสำคัญ ที่บอกเล่าเบื้องหลังความยิ่งใหญ่ของนักสู้คนMMA/UFC สะท้อนให้เห็นว่าชัยชนะบนสังเวียนอาจแลกมาด้วยความพ่ายแพ้ในชีวิตจริง และการต่อสู้ที่แท้จริงคือการเผชิญหน้ากับความอ่อนแอและความบกพร่องของตัวเอง.

คอลัมน์ : ดูหนังกับหมี
โดย : แพนด้าอ้วน

ขอบคุณภาพและข้อมูลจาก A24