เมื่อวันที่ 20 เม.ย. ที่รัฐสภา สมาชิกวุฒิสภาภาคเหนือที่นำโดยนายมังกร ศรีเจริญกูล สมาชิกวุฒิสภา (สว.) จาก จ.น่าน แถลงเรื่องวิกฤติฝุ่นพีเอ็ม 2.5 ในภาคเหนือ ว่า จากการลงพื้นที่เห็นว่าการทำงานของเราทุกวันนี้ยังไม่มีประสิทธิภาพแม้จะใช้งบประมาณลงไปเกือบพันล้านบาท แต่กลับได้เสียงสะท้อนจากหน้างาน คือ 1.ความสัมพันธ์ระหว่างหน่วยงานที่เข้าไปจัดการทั้งมหาดไทย อาสาสมัคร อุทยาน และหน่วยงานทหาร 2.งบประมาณไม่ทั่วถึง จึงอยากให้เพิ่มค่าโอทีให้เจ้าหน้าที่ให้เพียงพอ 3.อุปกรณ์เครื่องพ่นลมที่ขณะนี้พังไปกว่าครึ่งหนึ่ง แต่กลับไม่มีงบประมาณสำหรับการดูแลรักษา 4.ราคาน้ำมันแพง ในพื้นที่จึงต้องการเครื่องทุ่นลมแบบไฟฟ้า และ 5.การประกาศปิดป่า ทำให้ชาวบ้านได้รับความเดือดร้อน ฉะนั้น รัฐบาลต้องมีทางออกให้ชาวบ้านว่าในช่วงที่ปิดป่า จะชดเชยหรือมีอาชีพอื่นใดให้ชาวบ้านทำแทน
ด้าน น.ส.มณีรัฐ เขมะวงศ์ สว.จาก จ.เชียงราย กล่าวว่า ขณะนี้ จ.เชียงราย กำลังเผชิญกับปัญหามลพิษข้ามพรมแดน ทั้งฝุ่นพิษและน้ำปนเปื้อน ซ้ำเติมสุขภาพ เศรษฐกิจชุมชน และวิถีชีวิตของชาวเชียงรายอย่างมาก หลายจังหวัดในภาคเหนือต้องเผชิญวิกฤติที่อยู่ในระดับสีแดงหรือสีม่วงเข้มเป็นระยะเวลากว่า 2 เดือนแล้ว จากสถิติต้องอยู่กับฝุ่นในค่าที่เกินเกณฑ์มาตรฐาน 3-4 เดือนต่อปี และมีแนวโน้มรุนแรงขึ้นทุกปี ย้ำว่าการแก้ไขปัญหาฝุ่นพีเอ็ม 2.5 ต้องเริ่มจากการจัดการที่ต้นตอของปัญหา ซึ่งเป็นปัญหาระดับโครงสร้างที่ต้องอาศัยกฎหมายเฉพาะที่ครอบคลุม เพื่อจัดการมลพิษทางอากาศอย่างเป็นระบบ จึงขอให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) ผลักดันร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) อากาศสะอาด เข้าสู่การพิจารณาในวันที่ 13 พ.ค. นี้ เพื่อคืนสิทธิขั้นพื้นฐานให้ประชาชนได้มีอากาศสะอาดที่ยั่งยืน เพราะลมหายใจของประชาชนรอไม่ได้
ขณะที่ พ.ต.ท.สง่า ส่งมหาชัย สว.จาก จ.ลำปาง กล่าวว่า ตนได้นำคณะทีมงาน สว. พบประชาชนและกรรมาธิการลงพื้นที่ดูงานตลอด ตนไม่ได้นิ่งนอนใจ แต่ได้พยายามศึกษาการป้องกัน ตนคิดว่างบประมาณไม่เพียงพอ จึงระดมชาวบ้านเกือบ 20 ครัวเรือนไปช่วยกันจัดแนวไฟป่า ซึ่งสามารถทำแนวป้องกันไฟป่าได้ 10 กิโลเมตร ตนได้เสียสละเงินเดือนครึ่งหนึ่งตั้งแต่เริ่มเป็น สว. ให้กับมูลนิธิเพื่อนำไปช่วยเหลือชาวบ้าน จึงขอชี้แจงว่าตนทำงานตลอด ไม่ได้อยู่นิ่งดูดาย
ด้านนายประหยัด จตุพรพิทักษ์กุล สว. จาก จ.เชียงใหม่ กล่าวว่า ขณะนี้มีมาตรการและนโยบายจากส่วนกลาง โดยเฉพาะอย่างยิ่งนโยบายห้ามเผาเด็ดขาดแบบเหมารวม ซึ่งคนในชุมชนเขตป่าบางส่วนยังมีวิถีชีวิตที่ต้องใช้ไฟ แบบไร่หมุนเวียน วันนี้ (20 เม.ย.) นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย จะลงพื้นที่ จ.เชียงใหม่ แล้วจะเห็นความเดือดร้อนของประชาชน กลับมาก็ควรแสดงจุดยืนให้ชัดเจนประกาศว่าจะนำร่าง พ.ร.บ.อากาศสะอาด กลับมาพิจารณาหรือไม่ อย่างไรก็ตาม ตนมองว่าปัญหาใหญ่อีกหนึ่งปัญหาที่เกิดขึ้น คือเรื่องการบริหารภาครัฐเรื่องการกระจายอำนาจการบริหารเพื่อนำไปสู่การแก้ไขปัญหาอย่างยั่งยืน
ขณะที่นางกัลยา ใหญ่ประสาน สว. จาก จ.ลำพูน กล่าวว่า ตนขอยกโมเดลของ จ.ลำพูน ในการแก้ปัญหาไฟป่า โดยคนในชุมชนที่มีการเตรียมการตลอดทั้งปี มีทั้งเครื่องมือสื่อสารและกล้องวงจรปิด คอยสอดส่องดูแลตลอดเวลา ซึ่งตนอยากเรียกร้องให้มีการดูแลเรื่องสวัสดิการหรือค่าตอบแทนให้แก่ชาวบ้านและอาสาเหล่านี้
“เรายังมีความหวังกับประเทศไทย แต่ไม่ใช่การบริหารแบบเดิม จะต้องเป็นการกระจายอำนาจและปลดล็อกเรื่องการใช้งบประมาณ ต้องให้คนที่อยู่ในพื้นที่สามารถซื้อสิ่งที่จำเป็นเป็นประโยชน์ และสามารถทะลุทะลวงแก้ปัญหาได้อย่างแท้จริง การที่ไม่ให้ประชาชนเข้าป่า ก็เท่ากับว่าท่านกำลังทำให้เจ้าหน้าที่ของรัฐเข้าป่าเพื่อไปตายอย่างเดียว เพราะสู้กับไฟไม่ได้แน่นอน แต่ถ้าให้ประชาชนเข้าไปมีส่วนร่วม แม้แต่คนที่จะเข้าไปจุดไฟ เขาก็จะเข้าไปจับให้ท่านเอง” นางกัลยา กล่าว.



