ชายวัย 75 ปี ชาวต่างชาติ ผ่านการฉายรังสีและฉีดยากดฮอร์โมนเพื่อรักษามะเร็งต่อมลูกหมาก โรคสงบดี แต่สิ่งที่เปลี่ยนไปคือ “ความรู้สึกเป็นชาย” ที่หายไป เขายังอยากใช้ชีวิตอย่างใกล้ชิดกับคนรักได้เหมือนเดิม คำถามคือ จะเริ่มต้นฟื้นฟูอย่างไร? ชาวต่างชาติรายหนึ่ง เข้ารับการรักษามะเร็งต่อมลูกหมากระยะเฉพาะที่ด้วยการฉายรังสี (External Beam Radiation Therapy) ร่วมกับ ยาฉีดกดฮอร์โมนเพศชาย (LHRH agonist) เป็นแนวทางมาตรฐานเพื่อควบคุมโรคอย่างมีประสิทธิภาพ หลังจบการรักษาได้ประมาณสองเดือน เขากลับมาพบแพทย์ด้วยสีหน้าเศร้าเล็กน้อย “ผมไม่มีความรู้สึกอยากเลยครับ อวัยวะเพศก็ไม่แข็งตัวอีก” แต่เขาไม่ได้กังวลเรื่องโรคแล้ว แต่อยากได้ “ชีวิต” กลับคืนมา
ทำไมรังสีรักษาจึงกระทบสมรรถภาพทางเพศ การฉายรังสีสามารถทำลายเซลล์มะเร็งได้ดี แต่ก็อาจทำลายเส้นประสาทและหลอดเลือดรอบต่อมลูกหมากที่เกี่ยวข้องกับการแข็งตัวของอวัยวะเพศด้วย ยิ่งเมื่อใช้ยากดฮอร์โมนเพศร่วมด้วย ระดับเทสโทสเตอโรนในเลือดจะลดลง ทำให้ความต้องการทางเพศหายไปชั่วคราว ภาวะนี้จึงพบได้บ่อยในผู้ที่ผ่านการรักษามะเร็งต่อมลูกหมาก ทั้งแบบผ่าตัดและฉายรังสี
ยาทาดาลาฟิล (Tadalafil) ช่วยได้อย่างไร หนึ่งในวิธีที่ใช้บ่อยและปลอดภัยคือ ยาทาดาลาฟิลซึ่งช่วยเพิ่มการไหลเวียนเลือดไปยังอวัยวะเพศ ทำให้แข็งตัวได้ดีขึ้น ยานี้มี 2 วิธีใช้คือ ขนาด 20 มิลลิกรัม รับประทานเฉพาะเวลาต้องการ (ก่อนกิจกรรมทางเพศ 30–60 นาที) ขนาด 5 มิลลิกรัม รับประทานทุกวัน เพื่อคงระดับยาในร่างกาย เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการความพร้อมสม่ำเสมอ บางคนอาจสงสัยว่า “ถ้าทานขนาด 20 มิลลิกรัมทุกวันได้ไหม?” คำตอบคือ ไม่แนะนำ เพราะเป็นขนาดที่สูงเกินไปสำหรับการใช้ประจำ อาจทำให้เกิดอาการข้างเคียง เช่น ปวดศีรษะ หน้าร้อนวูบวาบ ปวดหลัง หรือมึน
ศีรษะได้
อาการข้างเคียงที่อาจพบ ปวดศีรษะ หน้าร้อนวูบวาบ คัดจมูก ปวดกล้ามเนื้อหลัง แน่นท้องหรือท้องอืด โดยทั่วไปจะเป็นเพียงชั่วคราวและหายได้เอง หากมีอาการรุนแรง เช่น การมองเห็นพร่ามัว หรืออวัยวะเพศแข็งค้างนานเกิน 4 ชั่วโมง ควรรีบพบแพทย์ทันที.
ศ.เกียรติคุณ น.ท.ดร.นพ.สมพล เพิ่มพงศ์โกศล
รพ.รามาธิบดี คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล



