เขตปลอดทหารบนคาบสมุทรเกาหลี ( ดีเอ็มซี ) เป็นผลพวงโดยตรงจากความตกลงสงบศึกระหว่างเกาหลีเหนือกับเกาหลีใต้ เมื่อปี 2496 เพื่อยุติการสู้รบของสงครามเกาหลีที่ยาวนานสามปี อย่างไรก็ตาม ข้อตกลงนี้ไม่ได้ยุติสถานะสงครามอย่างเป็นทางการ เพราะในทางนิตินัย ความขัดแย้งบนคาบสมุทรเกาหลียังคงดำเนินต่อไป
ดีเอ็มซีจึงกลายเป็นสนามรบทางจิตวิทยาและการทหาร ซึ่งมีตึงเครียดสูงที่สุดแห่งหนึ่งของโลก ความตึงเครียดนี้สะท้อนให้เห็นจากประวัติศาสตร์ของเหตุการณ์รุนแรงหลายครั้ง เช่น ความพยายามลอบสังหารประธานาธิบดีเกาหลีใต้โดยหน่วยคอมมานโดเกาหลีเหนือ เมื่อปี 2511 การค้นพบอุโมงค์ลับหลายแห่งที่สร้างขึ้นโดยเกาหลีเหนือเพื่อแทรกซึมผ่านดีเอ็มซี ระหว่างปี 2517 ถึง 2521 และการยิงปะทะโดยตรงระหว่างทหารทั้งสองฝ่าย เมื่อปี 2527
ปัจจุบัน ภูมิศาสตร์ของดีเอ็มซีถูกกำหนดโดยภัยคุกคามทางทหารที่รุนแรง เกาหลีเหนือยังคงจัดวางปืนใหญ่ส่วนใหญ่ไว้ใกล้แนวชายแดนนี้ ซึ่งผู้เชี่ยวชาญประเมินว่า 60% ของปืนใหญ่ทั้งหมดประจำการอยู่ในระยะไม่กี่กิโลเมตรจากแนวดังกล่าว เพื่อแสดงจุดยืนของการยับยั้งการรุกรานจากเกาหลีใต้
สงครามจิตวิทยาตามแนวดีเอ็มซีจึงเป็นการเล่นกับความเสี่ยงเชิงหายนะ ที่สามารถยกระดับความขัดแย้งไปสู่สงครามเต็มรูปแบบได้ภายในเวลาอันรวดเร็ว เนื่องจากพื้นที่แห่งนี้เป็น “ชนวน” ทางทหารซึ่งพร้อมปะทุ ตลอดเวลา
สงครามเสียงระหว่างเกาหลีเหนือกับเกาหลีใต้ตามแนวดีเอ็มซี เป็นหนึ่งในกลยุทธ์สงครามจิตวิทยาที่มีมาอย่างยาวนาน เกาหลีใต้ใช้ระบบลำโพงขนาดใหญ่เพื่อกระจายเสียงโฆษณาชวนเชื่อและข้อมูลต่าง ๆ เนื้อหาที่ส่งออกไปมีความหลากหลาย รวมถึงการเปิดเพลงเค-ป็อป ซึ่งเป็นสิ่งต้องห้ามในเกาหลีเหนือ ควบคู่ไปกับการส่งสารทางการเมือง และข่าวสารจากโลกภายนอก
วัตถุประสงค์เชิงยุทธศาสตร์ของการกระจายเสียงคือการบ่อนทำลายอุดมการณ์ของเกาหลีเหนือในระยะยาว การเผยแพร่ข้อมูลและวัฒนธรรมต่างประเทศ เช่น เพลงเค-ป็อป มีอิทธิพลทางจิตวิทยาอย่างมีนัยสำคัญ โดยมีบทบาทสำคัญในการปลูกฝังความปรารถนาที่จะออกไปเผชิญโลกภายนอก และทำให้ชาวเกาหลีเหนือ โดยเฉพาะทหารซึ่งประจำการตามแนวชายแดน ตระหนักว่า “สิ่งที่รับรู้มาตลอดไม่ถูกต้อง”

แม้มีเป้าหมายทางยุทธศาสตร์ที่ชัดเจน แต่ประสิทธิภาพทางเทคนิคของระบบลำโพงของเกาหลีใต้กลับเผชิญกับข้อจำกัดอย่างมาก ระบบเหล่านี้ถูกออกแบบมาเพื่อกระจายเสียงให้ได้ไกลถึง 10 กิโลเมตร โดยมีเป้าหมายให้ถึงเมืองแกซ็องของเกาหลีเหนือ ซึ่งมีประชากรเกือบ 200,000 คน
อย่างไรก็ตาม ผลการตรวจสอบเมื่อปี 2560 ระบุว่า การกระจายเสียงจากลำโพงตามแนวชายแดนของเกาหลีใต้ครอบคลุมรัศมีไกล 7 กิโลเมตร แต่ส่วนใหญ่ได้ยินไกลไม่เกิน 5 กิโลเมตร หมายความว่า เสียงยังดังไม่ถึงเมืองแกซ็องตามที่รัฐบาลและกองทัพเกาหลีใต้ตั้งใจไว้
ทั้งนี้ ประสิทธิภาพที่ต่ำกว่ามาตรฐานนี้เกิดจากปัจจัยภายนอกและข้อจำกัดภายในหลายประการ ปัจจัยทางกายภาพและสิ่งแวดล้อม เช่น ลักษณะทางภูมิศาสตร์ของภูเขาตามแนวชายแดน รวมถึงลำโพงโต้กลับที่เกาหลีเหนือติดตั้งไว้เพื่อรบกวนคลื่นเสียง ทำให้การส่งเสียงทำได้ยากขึ้น นอกจากนี้ อุณหภูมิ ความชื้น และภูมิประเทศ ก็ส่งผลกระทบต่อการเดินทางของเสียงอย่างมาก
ยิ่งไปกว่านั้น การดำเนินการสงครามจิตวิทยาของเกาหลีใต้ถูกจำกัดโดยหลักการประชาธิปไตยของตนเอง เกาหลีใต้แทบไม่เคยเปิดลำโพงในช่วงเวลาที่เสียงเดินทางได้ไกลที่สุด เช่น ช่วงเช้าตรู่หรือกลางคืน เนื่องจากกังวลว่า เสียงจะรบกวนประชาชนซึ่งอาศัยอยู่ในพื้นที่ใกล้เคียง ข้อจำกัดดังกล่าวหมายความว่า เกาหลีใต้ต้องต่อสู้กับสงครามเสียงโดยมีข้อจำกัดที่สูงกว่าเกาหลีเหนือ ซึ่งไม่จำเป็นต้องเผชิญกับข้อจำกัดด้านสิทธิพลเมือง
ความขัดแย้งด้านประสิทธิภาพนี้นำไปสู่ข้อพิพาทภายในของเกาหลีใต้เอง มีการสืบสวนคดีความเรื่องการทุจริตและการไม่ได้มาตรฐานของอุปกรณ์ลำโพง แม้ศาลยกฟ้องคดีโดยระบุว่าปัจจัยด้านสิ่งแวดล้อมมีผลกระทบมากเกินไป แต่ความจริงที่ว่าประสิทธิภาพของลำโพงต่ำกว่าที่โฆษณาไว้ แสดงให้เห็นว่า “สงครามเสียง” มีความสำคัญเชิงสัญลักษณ์เพื่อแสดงถึงความแข็งกร้าวทางทหาร มากกว่าการแทรกซึมทางจิตวิทยาในวงกว้าง โดยมีผลกระทบหลักจำกัดอยู่แค่ทหารแนวหน้าของเกาหลีเหนือเท่านั้น
ยุทธวิธีซึ่งสร้างความตึงเครียดมากที่สุดตอนนี้ คือการใช้บอลลูนเพื่อส่งวัตถุข้ามพรมแดน นักเคลื่อนไหวส่วนใหญ่เป็นอดีตผู้แปรพักตร์ ซึ่งดำเนินการส่งใบปลิวต่อต้านรัฐบาลเปียงยางมานานหลายทศวรรษ และเพื่อส่ง “สิ่งต้องห้าม” เข้าไปในเกาหลีเหนือ

ในเดือนก.ย. 2566 ศาลรัฐธรรมนูญเกาหลีใต้ยกเลิกกฎหมายฉบับปี 2563 ที่กำหนดโทษทางอาญาสำหรับการส่งใบปลิวข้ามพรมแดน ต่อจากนั้น การเคลื่อนไหวของกลุ่มผู้แปรพักตร์ในการส่งบอลลูนที่เพิ่มมากขึ้น ทำใหเเกาหลีเหนือตอบโต้ด้วยการใช้ยุทธวิธี “บอลลูนขยะ” คือการที่เกาหลีเหนือส่งบอลลูนหลายพันลูกซึ่งบรรจุของเสีย สิ่งปฏิกูล และขยะ ให้ลอยข้ามพรมแดนไปยังเกาหลีใต้
การตอบโต้ลักษณะนี้เรียกได้ว่า เป็นการการตอบโต้แบบ “อสมมาตร” คือการใช้ยุทธวิธีที่เน้นการดูถูกเหยียดหยาม แทนยุทธวิธีทางข้อมูลซึ่งซับซ้อนกว่า แต่การแสดงออกแบบนี้ของเกาหลีเหนือเป็นการยอมรับโดยปริยายว่า เกาหลีเหนือไม่มี “สินค้าทางวัฒนธรรม” หรือข้อมูลน่าดึงดูดใจพอที่จะตอบโต้เกาหลีใต้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ การคุกคามทางอุดมการณ์ผ่านสื่อและวัฒนธรรมจึงเป็นจุดอ่อนเชิงยุทธศาสตร์ของรัฐบาลเปียงยาง
ขณะเดียวกัน ดีเอ็มซี ยังเป็นสนามรบของสงครามสัญลักษณ์ที่ใช้โครงสร้างทางกายภาพเป็นเครื่องมือในการโฆษณาชวนเชื่อ หมู่บ้านคีจอง-ดง ในฝั่งเกาหลีเหนือ ซึ่งเป็นหนึ่งในสองชุมชนที่ได้รับอนุญาตให้ตั้งอยู่ในเขตปลอดทหาร ตามข้อตกลงสงบศึกสองครามเกาหลี ได้รับการขนานนามว่า “หมู่บ้านสันติภาพ” สำหรับเกาหลีเหนือ
หมู่บ้านแห่งดังกล่าวได้รับการก่อสร้างในช่วงยุคทศวรรษ 1950 โดยมีอาคารคอนกรีตหลายชั้นทาสีสดใสพร้อมระบบไฟฟ้าสว่างไสว หลังคาของบ้านทุกหลังในหมู่บ้านคีจอง-ดง มีสีฟ้าสดและผนังสีขาว จึงมองเห็นได้อย่างชัดเจนจากฝั่งเกาหลีใต้ และอีกนัยนึงคือเจตนาของเกาหลีเหนือ เพื่อสร้าง “ภาพลวงตา” ของความรุ่งเรืองทางเศรษฐกิจ
อย่างไรก็ตาม การตรวจสอบอย่างละเอียดบ่งชี้ว่า อาคารเหล่านี้เป็นเพียง “เปลือกคอนกรีต” ที่ขาดหน้าต่างกระจกและแม้กระทั่งห้องภายใน การเปิด-ปิดไฟตามเวลา และการมีเจ้าหน้าที่เพียงเล็กน้อยคอยกวาดถนนเปล่า ๆ เป็นเพียงการรักษาภาพลวงตาของกิจกรรม หมู่บ้านคีจอง-ดง กลายเป็นอีกหนึ่งสัญลักษณ์ของความล้มเหลวในการโฆษณาชวนเชื่อของรัฐบาลเปียงยาง ซึ่งพึ่งพาการสร้างโครงสร้างทางกายภาพเพื่อแสดงความรุ่งเรืองในยุคของการสอดแนมทางเทคนิค
อีกหนึ่งตัวอย่างของสงครามสัญลักษณ์ระหว่างสองเกาหลีคือ “สงครามเสาธง” ในช่วงทศวรรษ 1980 เกาหลีใต้เริ่มก่อน ด้วยการสร้างเสาธงสูง 100 เมตร ในหมู่บ้านแดซอง-ดง เกาหลีเหนือตอบโต้ด้วยการสร้างเสาธงปันมุนจอม ภายในหมู่บ้านคีจอง-ดง ซึ่งงมีความสูง 160 เมตร และเคยติดอันดับเสาธงสูงที่สุดในโลก
แม้เป็นการลงทุนที่ไร้ประโยชน์ในทางปฏิบัติของทั้งสองประเทศ แต่แสดงถึงความสำคัญทางจิตวิทยาของการแสดง “ความยิ่งใหญ่” และ “ความเหนือกว่า” ของแต่ละฝ่าย
จนถึงปัจจุบัน ยุทธการสงครามจิตวิทยาตามแนวดีเอ็มซีบนคาบสมุทรเกาหลี แสดงให้เห็นว่า ความตึงเครียดที่เกิดขึ้นมีความซับซ้อน โดยเกาหลีเหนือและเกาหลีใต้ต่างใช้ยุทธวิธีที่หลากหลาย แต่ไม่สามารถบรรลุประสิทธิภาพตามที่ต้องการได้ทั้งหมด.
ภัทราพร ไพบูลย์ศิลป
เครดิตภาพ : AFP, GETTY IMAGES



