ทั้งนี้ ตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา “สมเด็จแม่แห่งปวงไทย” ทรงมีบทบาทสำคัญยิ่งทั้งทางตรงและทางอ้อมในการส่งเสริมดนตรีและศิลปะการแสดงไทย ศิลปะการแสดงพื้นบ้าน ให้ดำรงคงอยู่คู่แผ่นดินไทย ทรงมีพระเมตตาล้นพ้นยิ่งต่อ “ศิลปินศิลปะการแสดงพื้นบ้านไทย” ซึ่ง ณ ที่นี้ “ทีมวิถีชีวิต” ขอนำเสนอ “เสียงหัวใจน้อมอาลัย” ของพสกนิกรไทยกลุ่มนี้…

กุ้ง-สุธิราช วงศ์เทวัญ

เริ่มจาก “กุ้ง-สุธิราช วงศ์เทวัญ” ในฐานะ “ศิลปินศิลปะการแสดงลิเก” ที่ได้เผยความรู้สึกของตนเองกับ ทีมวิถีชีวิต” หลังทราบข่าวการเสด็จสวรรคตของ “สมเด็จแม่แห่งปวงไทย” โดยระบุว่า ตนเองเติบโตมากับการที่ได้รับทราบเรื่องราวเกี่ยวกับพระราชกรณียกิจของพระองค์ท่านมากมาย เช่นเรื่องราวโครงการศูนย์ศิลปาชีพที่ทรงมีพระราชดำริให้จัดตั้งขึ้น เพื่อเป็นแหล่งเรียนรู้ ส่งเสริม ฝึกอาชีพให้ประชาชน ทั้งการส่งเสริมผ้าทอพื้นบ้าน งานฝีมือต่าง ๆ รวมถึงพระราชดำริที่ทรงส่งเสริมให้ทุกคนช่วยกันปลูกป่า ที่ทรงทำควบคู่กับโครงการเกี่ยวกับน้ำของ “ในหลวงรัชกาลที่ 9” และนอกจากนี้ สิ่งที่ยิ่งทำให้พระเอกลิเกคนนี้ซาบซึ้งยิ่งในพระเมตตา “สมเด็จพระพันปีหลวง” ก็คือ พระองค์ทรงมุ่งมั่นส่งเสริมศิลปวัฒนธรรมของไทยทุกด้าน เพื่อให้วัฒนธรรมไทยอยู่คู่คนไทยไปนาน ๆ ในฐานะมรดกชาติที่สำคัญ ซึ่ง กุ้ง-สุธิราช บอกว่าได้ยินได้ฟังเกี่ยวกับพระราชกรณียกิจของพระองค์ท่านในด้านการส่งเสริมศิลปวัฒนธรรมไทยมามากมาย…

ผมได้ซึมซับพระราชกรณียกิจของพระองค์ท่านมาตลอดตั้งแต่เด็ก ๆ อีกทั้งคุณพ่อคุณแม่ก็เล่าให้ฟังถึงพระเมตตาของพระองค์ท่านที่ทรงมีต่อประชาชนให้ผมฟังตลอด จึงซาบซึ้งในพระเมตตาที่พระองค์ทรงมีให้พสกนิกร ความรู้สึกของผมหลังจากได้ทราบข่าวการสวรรคตของพระองค์ท่านก็เป็นเหมือนคนไทยทั้งประเทศ ที่รู้สึกเศร้าเสียใจอย่างบอกไม่ถูก เพราะคนไทยได้สูญเสียแม่ของแผ่นดินไปแล้ว”

กุ้งสุธิราช บอกอีกว่า ในช่วงเวลาที่คนไทยทั้งประเทศน้อมอาลัยต่อการสวรรคตของสมเด็จพระพันปีหลวง รูปแบบการแสดงลิเกของทางคณะเขาจะมีการปรับเปลี่ยนรูปแบบการแสดงให้เหมาะสม ยกตัวอย่างเช่นการแต่งชุดลิเก ในช่วงนี้ก็จะเน้นสีที่ไม่ฉูดฉาด เช่น สีดำ สีขาว และก่อนจะเริ่มทำการแสดงก็จะขอความร่วมมือผู้ชมที่มาชมการแสดงร่วมน้อมอาลัยก่อนที่การแสดงจะเริ่มต้นด้วย… ส่วนเนื้อเรื่องที่จะนำมาแสดงในช่วงเวลานี้ ผมตั้งใจจะเน้นเนื้อหาเกี่ยวกับพระคุณของแม่”…ทางพระเอกลิเกชื่อดังคนนี้เผยความรู้สึก และความตั้งใจที่คณะลิเกของเขาจะมีการดำเนินการเพื่อน้อมอาลัย

“ครูเซียง-ปรีชา การุณ”

ขณะที่อีกหนึ่ง “เสียงหัวใจของพสกนิกร” ซึ่งเป็น “ศิลปินศิลปะด้านหมอลำ” คือ “ครูเซียง-ปรีชา การุณ” หัวหน้าคณะหมอลำหุ่นเด็กเทวดา คณะการแสดงที่เน้นการถ่ายทอดเรื่องราวและวัฒนธรรมชาวไทยอีสานผ่าน “ศิลปะการแสดงหุ่นเชิด” ก็ได้เผยความรู้สึกกับ “ทีมวิถีชีวิต” หลังทราบข่าว “สมเด็จพระพันปีหลวงสวรรคต” โดยระบุว่า ตนเองทำงานด้านศิลปวัฒนธรรมพื้นบ้าน ทำให้ได้ซึมซับและรับทราบเรื่องราวที่พระองค์ท่านทรงมีพระราชหฤทัยในการส่งเสริมศิลปวัฒนธรรมพื้นบ้านของไทยมาตลอด โดยพระองค์ท่านก็ทรงมีพระราชกรณียกิจในด้านนี้เยอะมาก ๆ และที่สำคัญ ทรงสนพระราชหฤทัยที่จะทรงช่วยส่งเสริมและสนับสนุนศิลปะและการแสดงของไทยในทุกระดับ หรือด้านหัตถกรรมที่ผสมผสานงานศิลปะกับภูมิปัญญาท้องถิ่น ก็ได้รับรู้ถึงพระเมตตามาตลอด… “พระองค์ท่านทรงเป็นเสมือนแม่ของศิลปินพื้นบ้านทุกคน”

หัวหน้าคณะหมอลำหุ่นเด็กฯ กล่าวอีกว่า “ด้วยความที่คลุกคลีอยู่กับศิลปะพื้นบ้าน ทำให้ได้รับรู้ถึงพระเมตตาที่พระองค์ทรงมีต่อพวกเราที่เป็นศิลปินท้องถิ่น ซึ่งการที่พระองค์ทรงสนพระราชหฤทัยในเรื่องนี้ ไม่เพียงแค่ช่วยรักษาความเป็นรากเหง้าของศิลปวัฒนธรรมไทยให้ดำรงอยู่ แต่ยังช่วยทำให้ศิลปินพื้นบ้านอย่างพวกเรานั้นมีกำลังใจอนุรักษ์สืบสานศิลปวัฒนธรรมเหล่านี้ให้ไม่สูญหาย เพื่อเป็นมรดกให้คนรุ่นใหม่ต่อไป”

พร้อมกันนี้ ครูเซียงปรีชา ยังเผยความรู้สึกของเขาต่อไปว่า สำหรับเขาเอง ที่เติบโตมากับการได้รับรู้ถึงพระราชกรณียกิจของพระองค์ท่าน ยิ่งได้เห็นภาพที่ พระองค์ตามเสด็จในหลวงรัชกาลที่ 9 ไปทุกแห่งหน แม้แต่พื้นที่ทุรกันดาร ได้เห็นภาพที่โทรทัศน์ถ่ายทอด เห็นภาพเหล่าพสกนิกรที่ใบหน้ามีรอยยิ้มและแววตาสดใส ก็ยิ่งสำนึกในพระเมตตาที่ทั้งสองพระองค์ทรงมีต่อประชาชนชาวไทย ซึ่งสายตาของชาวบ้านที่ได้มารับเสด็จนั้นบ่งบอกว่าทุกคนเชื่อว่าทุกข์ของพวกเขาจะได้รับการดับด้วยพระเมตตาของทั้งสองพระองค์ …นี่เป็นความรู้สึกของหนึ่งในศิลปินศิลปะพื้นบ้านที่สืบสานส่งเสริมสู่คนรุ่นใหม่

ส่วนเรื่องการแสดงของคณะในช่วงนี้ ทาง ครูเซียงปรีชา บอกว่า คงจะงดทำการแสดงไปก่อน แต่แม้การแสดงจะงดในช่วงนี้ สิ่งที่เขาตั้งใจจะทำต่อไปโดยไม่หยุดคือโปรเซสหรือกระบวนการเพื่ออนุรักษ์สืบสานศิลปวัฒนธรรมพื้นบ้าน เพื่ออนุรักษ์ทุนวัฒนธรรมของชาติให้สืบต่อไปนาน ๆ และเขายังย้ำทิ้งท้ายด้วยว่า…แม้พระองค์จะเสด็จสู่สวรรคาลัยแล้ว แต่ก็จะยึดพระองค์เป็นต้นแบบการทำงานอนุรักษ์ศิลปวัฒนธรรม เพื่อร่วมรักษามรดกชาติที่ทรงคุณค่าให้ยาวนานที่สุด”

“เจมส์-จตุรงค์ จันทระ”

ต่อกันที่ “เสียงหัวใจพสกนิกรเสียงหัวใจน้อมอาลัย” ของศิลปินพื้นบ้านอีกคน คือ “เจมส์จตุรงค์ จันทระ” ซึ่งเป็นคนรุ่นใหม่ที่เป็น “ศิลปินศิลปะการแสดงมโนราห์” โดยเป็นหัวหน้าคณะมโนราห์ ศิลป์เสน่ห์ ที่บอกว่า ตนได้ยินได้ฟังเรื่องพระเมตตาของ “สมเด็จพระพันปีหลวง” มาตั้งแต่เด็ก ๆ แล้วว่าพระองค์ทรงมีโครงการพระราชกรณียกิจมากมาย เช่นด้านการอนุรักษ์ ฟื้นฟู และส่งเสริมการใช้ผ้าไทย จนผ้าทอของไทยโด่งดังไกลไปทั่วโลก หรือด้านการส่งเสริมอาชีพให้ประชาชนได้มีรายได้ ผ่านโครงการส่งเสริมศิลปาชีพต่าง ๆ ทำให้ซาบซึ้งและสำนึกพระมหากรุณาธิคุณของสมเด็จพระพันปีหลวงอย่างมาก ที่ทรงมีพระเมตตาต่ออาณาประชาราษฎร์ ทำให้ตนเองตั้งใจว่าจะพยายามทำดีเพื่อน้อมถวายพระองค์ท่าน

ทั้งนี้ เจมส์จตุรงค์ ยังเล่าว่าล่าสุดเขาได้รับมอบหมายหน้าที่ให้เป็นผู้ตกแต่งเรือพระในงานประเพณีชักพระ ก็ได้เลือกสั่งซื้อดอกไม้แห้งกับดอกไม้ผ้าจากศูนย์ศิลปาชีพที่พระองค์ท่านทรงช่วยเหลืออยู่ นำมาใช้ประดับตกแต่งเรือพระได้อย่างสวยงาม และยังนำมาใช้จัดห้องและนิทรรศการต่าง ๆ อีกด้วย… ถามว่าทำไมต้องสั่งซื้อดอกไม้ที่ศูนย์ศิลปาชีพ พอดีว่าน้องที่เรียนอยู่มหาวิทยาลัยศิลปากรที่ทำงานร่วมกับผมเขาอยากร่วมสนับสนุนน้อง ๆ ชาวเขาเผ่าต่าง ๆ ที่ทำงานด้านนี้ภายใต้การส่งเสริมศิลปาชีพของพระองค์ท่าน ก็เลยเลือกที่จะอุดหนุนผลงานของน้อง ๆ เหล่านี้ที่ทำขึ้น”

สำหรับรูปแบบการแสดงในช่วงแห่งการน้อมอาลัย “สมเด็จพระพันปีหลวง” นั้น หัวหน้าคณะมโนราห์คณะนี้บอกว่า การแสดงมโนราห์คงต้องมีการปรับรูปแบบหรือปรับเปลี่ยนจากเดิม โดยในฐานะหัวหน้าคณะตั้งใจที่จะปรับรูปแบบใหม่เกือบทั้งหมด เนื่องจากรูปแบบการแสดงและเนื้อหาแบบเดิมที่คณะทำการแสดงอยู่เป็นประจำนั้นจะเน้นสนุกสนานเฮฮา แต่จากนี้จะปรับมาเน้นที่โชว์ด้านการรำมากขึ้น กับนำบทกลอนเล่ามาเสริม เพื่อร่วมเผยแพร่พระราชกรณียกิจของสมเด็จพระพันปีหลวง

แม้จะเป็นสิ่งเล็ก ๆ แต่ผมและชาวคณะทุกคนก็อยากที่จะทำเพื่อน้อมถวายแด่พระองค์ท่าน และทำให้เด็กรุ่นใหม่ได้รับรู้เรื่องราวพระเมตตาของพระองค์ไปพร้อมกันด้วย ซึ่งเร็ว ๆ นี้ผมจะต้องไปทำการแสดงที่ประเทศมาเลเซีย ผมก็จะนำพระราชประวัติของพระองค์ท่านในด้านต่าง ๆ โดยเฉพาะที่เกี่ยวกับการส่งเสริมศิลปาชีพให้กับประชาชน นำไปเล่าให้คนต่างประเทศได้รับรู้ด้วย” ทาง เจมส์จตุรงค์ หัวหน้าคณะมโนราห์ บอกเล่าความตั้งใจ

…เหล่านี้เป็นส่วนหนึ่งของ “เสียงหัวใจพสกนิกรไทยกลุ่มศิลปินศิลปะการแสดงพื้นบ้าน” เป็นส่วนหนึ่งของ “เสียงหัวใจน้อมอาลัย” ต่อการ “เสด็จสู่สวรรคาลัย” ของ “สมเด็จแม่แห่งปวงไทย” พระผู้ทรงเป็นเสมือน “แม่ของศิลปินพื้นบ้านไทยทุกคน” ซึ่งศิลปินกลุ่มนี้ต่างก็น้อมอาลัย น้อมสำนึกในพระเมตตา น้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณล้นพ้นยิ่งของพระองค์ และต่างก็บอกเล่าถึงความรู้สึก ความมุ่งมั่นตั้งใจ “สืบสานศิลปะการแสดงพื้นบ้านของไทยมิให้สูญหาย” เพื่อ…“น้อมถวายสมเด็จแม่แห่งปวงไทย”.

ทรงเชิดชูศิลปวัฒนธรรมไทย’

สมเด็จพระพันปีหลวง” ทรงได้รับการยกย่องเป็น “ผู้ที่ทรงเชิดชูศิลปวัฒนธรรมไทย” มาอย่างต่อเนื่องยาวนาน โดย เว็บไซต์หน่วยราชการในพระองค์ ได้มีการเผยแพร่บทความเพื่อน้อมอาลัย ด้วยสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้ เนื้อความสำคัญส่วนหนึ่งนั้นมีว่า… สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ทรงตระหนักดีว่า เมืองไทยมีศิลปวัฒนธรรมอันดีงามมาแต่ครั้งบรรพบุรุษ หากลูกหลานไทยสนใจแต่อารยธรรมสมัยใหม่ หรือวัฒนธรรมชาติอื่น มิช้าอดีตที่เคยยิ่งใหญ่รุ่งเรืองไม่แพ้ชาติใด ๆ ก็คงจะลบเลือนหายไป ดังนั้นจึงทรงหยิบยกตัวอย่างของความเป็นไทยอันงดงามมาเชิดชูให้ปรากฏ เพื่อเตือนใจให้รำลึกไว้เสมอว่า… “คนไทยมีฝีมือทุกด้าน ที่ควรแก่การภาคภูมิใจ”

เชาวลี ชุมขำ : รายงาน