ศึกในสภาสูงยังยืดเยื้อไม่จบ โดยเฉพาะปฏิบัติการเอาคืนของ สว.สีน้ำเงิน หลังถูกรุกไล่คดีฮั้ว สว.ทั้งในและนอกสภา ล่าสุดจึงเกิดปฏิบัติการสอย สว.อิสระฝั่งตรงข้าม ด้วยการลงมติฟันจริยธรรม “นันทนา นันทวโรภาส” ปมใช้คำพูดด้อยค่า “สว.ขายหมู” ผิดจริยธรรมร้ายแรง พร้อมส่งให้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เชือดต่อ “คอลัมน์ตรวจการบ้าน” จึงต้องสนทนากับ “สว.นันทนา” ที่มาพร้อมกับ “พล.ต.ท.คำรบ ปัญญาแก้ว” อดีตผู้สมัคร สว.ว่าจะแท็กทีมสู้ก๊วน สว.สีน้ำเงินอย่างไร
โดย สว.นันทนา เปิดประเด็นว่า กระบวนการนี้เป็นขบวนการ กลั่นแกล้ง ต้องการปิดปากเราอยู่แล้ว แต่ที่เสียใจคือ เราไม่สามารถ หยุดยั้งกระบวนการที่จะใช้วุฒิสภามาเป็นเครื่องมือในการกินรวบประเทศ ไม่สามารถที่จะทำตรงนี้ได้สำเร็จ สัญญาณนี้เกิดมาตั้งแต่ตอนที่มีผู้ที่ไปร้องกับคณะกรรมการจริยธรรมวุฒิสภา และมีกระบวนการสอบสวนที่ ปิดลับมาตลอด ดิฉันไม่ทราบจนกระทั่งเมื่อวันที่ 11 มิ.ย.จึงมีหนังสือแจ้งมาว่า ให้ทำหนังสือชี้แจงข้อกล่าวหาผิดจริยธรรม 8 ข้อ โดยได้เห็นชื่อคณะกรรมการจริยธรรม 22 คน ซึ่งมี15 คน เป็นคนที่ได้รับแจ้งข้อกล่าวหาในคดีฮั้ว สว. จึงเป็นเหมือน คู่ขัดแย้ง ดังนั้นดิฉันเห็นว่ากระบวนการนี้ไม่ชอบ อีกทั้งไม่มีโอกาสได้ชี้แจ้งแก้ข้อกล่าวหา จนมาถึงวันลงมติในสภา ก็เข้ามาเป็น วาระเร่งด่วน ก่อนปิดสมัยประชุมสภาเป็นวันสุดท้าย ดังนั้นจึงคาดการณ์ผลได้เลยว่าจะต้องออกมาเป็นอย่างนี้ เพื่อต้องการที่จะใช้การฟ้องตรงนี้ ปิดปากไม่ให้ดิฉันออกมาดำเนินการต่อต้านในเรื่องคดีฮั้ว สว. ต่อไป

ส่วนข้อต่อสู้ในขั้นตอนของ ป.ป.ช. ดิฉันจะสู้ในแง่ กระบวนการมิชอบ คือ คณะกรรมการจริยธรรมวุฒิสภา มี กรรมการ 15 คน ที่ถือว่าเป็นคู่ขัดแย้งกับดิฉัน ซึ่งดิฉันจะมีการ เข้าร้องเรียนต่อ ป.ป.ช. ในเรื่องนี้ต่อไป ว่าการพิจารณาตัดสินเรื่องจริยธรรมของดิฉันนั้น ไม่ชอบทั้งกระบวนการ
และเรื่องนี้จะเชื่อมโยง 17 รายชื่อเป้าสังหารของ สว. สีน้ำเงิน หรือไม่ ที่ร่วมกันลงชื่อเพื่อถอดถอน สว. เสียงข้างมาก ที่ถูกแจ้งข้อกล่าวหาให้หยุดปฏิบัติหน้าที่ หนึ่งในนั้นก็คือดิฉัน ซึ่งถูกฟันจริยธรรมร้ายแรง ส่วนจะมีใครถูกดำเนินการใดอีกหรือไม่นั้น มันมี แรงกระเพื่อมมากมายที่ 17 คนนี้จะโดน เพราะว่าเหมือนเป็นคู่ปฏิปักษ์กับเสียงข้างมาก ดังนั้นโอกาสที่คณะกรรมการจริยธรรมจะหยิบยกเรื่องอะไรที่อาจจะเป็นข้อบกพร่องผิดพลาดเล็ก ๆ น้อย ๆ ขึ้นมา เพื่อกล่าวหาว่าผิดจริยธรรมได้
ซึ่งสิ่งที่เขากล่าวหาเราผิดจริยธรรมหรือไม่ อันนี้ก็ต้องถามประชาชนว่าเขาทำแบบนี้มันผิดจริยธรรมหรือไม่ อย่างไรก็ตามยังมี ประชาชนที่ให้กำลังใจเยอะ และเขาก็เห็นว่านี่คือ ความอยุติธรรมในวุฒิสภา ถ้าเราไม่ต่อสู้ก็ไม่มีตัวแทนที่จะไปต่อสู้ เพื่อสกัดกั้นการกินรวบวุฒิสภาได้
สำหรับการอ้างว่าทั้งหมดเป็นเสียงข้างมากในวุฒิสภาต้องยอมรับ เราอธิบายได้ว่าประชาธิปไตยคือเสียงข้างมาก การลงมติต่าง ๆ เราใช้เสียงข้างมาก เราเอาเสียงข้างมากเป็นหลัก และเคารพเสียงข้างน้อย แต่ต้องถามว่า เสียงข้างมากที่เข้ามาอยู่ในวุฒิสภาชุดนี้เป็นเสียงข้างมากที่มาจากประชาชนจริง ๆ หรือไม่ ถ้าเข้ามาโดยสุจริตยุติธรรม ก็คงไม่ต้องออกมาต่อสู้

ทั้งนี้เราเห็นว่าถ้าเราปล่อยให้กระบวนการนี้เดินหน้าต่อไป จะกลายเป็นกระบวนการ กินรวบไปถึงประเทศไทยในที่สุด คือ กินรวบวุฒิสภาด้วยเสียงข้างมาก จะสั่งให้ใครผิด จะสั่งให้ใครออกจากการเป็น สว. ใช้เสียงข้างมากก็ถือว่ากินรวบ สว.ได้ แล้วสว. ไปแต่งตั้งองค์กรอิสระเป็นการ กินรวบองค์กรอิสระถ้าได้แต่งตั้งครบทุกองค์กร
“โดยเฉพาะ กกต. ชุดนี้จะมีบทบาทอย่างยิ่งในการเลือกตั้งครั้งหน้า ที่จะเกิดขึ้นในอีกไม่กี่เดือนนี้ และกกต. จะเป็นคนสอยว่าใครอยู่ ใครไป นั่นหมายความว่าจากกินรวบองค์กรอิสระ สามารถไปกินรวบต่อที่สภาผู้แทนราษฎร และสภาฯ ไปตั้งรัฐบาลก็เป็นการกินรวบรัฐบาล นั่นคือ การกินรวบประเทศไทย นี่คือ กระบวนการที่คิดว่า ถ้าเราไม่หยุดยั้ง หายนะของประเทศจะมา”
ดังนั้นอย่างไรก็ต้อง สู้เพื่อออกมาเปิดเผย เปิดโปง เปิดปาก ให้ประชาชนได้ทราบว่ากระบวนการแบบนี้มันอันตราย ถ้าเราได้พรรคการเมืองใดที่กินรวบประเทศไทยได้ แล้วพรรคการเมืองนั้นไปเกี่ยวข้องกับสแกมเมอร์ มันก็กินรวบประเทศไทยนี่คือหายนะ ถ้าเราไม่หยุดยั้งขบวนการอันนี้ ประเทศไทยก็จะถูกครอบครองถูกกินรวบไป ประชาชนจะไม่เหลืออะไร ขนาดตอนนี้ยังกินรวบไม่ได้ทั้งหมด สแกมเมอร์มันยังครองประเทศ แล้วถ้าเกิดพรรคการเมืองที่เขาเกี่ยวข้องกับสแกมเมอร์ขึ้นมายึดครองประเทศไทยได้ ประเทศไทยก็ไม่เหลือเหมือนกัน
ดังนั้นถึงแม้ดิฉันจะได้รับแรงกระแทกอย่างไร จะสู้ต่อยืนหยัด เป็นปากเสียงให้ประชาชนต่อไป จะพูดมากกว่าเดิม เพราะพูดเท่านี้ก็ยังไม่สามารถหยุดยั้งได้ ต้องทำให้ประชาชนได้ตาสว่างและได้รู้ ดิฉันเป็นสว.คนแรกในประวัติศาสตร์การเมืองไทย ที่ถูกลงมติว่า ผิดจริยธรรมอย่างร้ายแรง เป็นคนแรกในรอบ 93 ปีประชาธิปไตยไทย นี่คือความบิดเบี้ยวของกระบวนการ ซึ่งโยงไปถึงรัฐธรรมนูญ เพราะรัฐธรรมนูญระบุว่า สว.ให้มาจากการเลือกตั้งของกลุ่มอาชีพ และเลือกกันเอง อันนี้คือ ความวิปริตของที่มาของ สว. ชุดนี้ ดังนั้นทางที่เราจะต้องไปให้สุดทางก็คือ การแก้รัฐธรรมนูญ”

ด้าน พล.ต.ท.คำรบ กล่าวถึงการทำงานของ กกต. ในคดีฮั้ว สว. ว่า คาดว่าคดีดังกล่าวคง ยืดเยื้อไปถึงปีหน้า เพราะส่วนหนึ่งเขาคงรอที่จะต้องเลือก กกต. อีก 2 คนในช่วงเดือนธ.ค. อันนั้นคือหมุดหมายสำคัญที่เขาต้องการ ตรงนี้เขาคงดึงไปเรื่อย ๆ ตามระเบียบก็คงทำได้ แต่จะมีเหตุหรือไม่ค่อยว่ากันอีกที แต่ในความเป็นจริงอาจดึงได้ถึงช่วงเดือนมี.ค.แต่เขาก็อาจจะสรุปในช่วงเดือนม.ค.ก็ได้ อย่างไรก็ตามต้องดูผลของศาลรัฐธรรมนูญที่จะพิจารณาคดีของนายภูมิธรรม เวชชชัย อดีตรองนายกรัฐมนตรีด้วย ทั้งนี้เนื่องจากทางกลุ่มก้อนการเมืองที่เขาทำเรื่องนี้ที่เป็นตัวการใหญ่สำคัญ ผู้ถูกแจ้งข้อกล่าวหาทั้ง 229 คน มี วีไอพีที่เขาต้องการเซฟอยู่ 91 คน ที่ไม่ได้เป็น สว. แต่เป็นผู้บริหารพรรคหรือผู้ยิ่งใหญ่ของเขา ดังนั้นจึงอาจมีความพยายามในการ ล้มคดีนี้ แต่สำหรับ สว. 138 คน กกต. ยังสามารถสอบสวนต่อไปได้ตาม มาตรา 62 ที่สามารถเอาผิดได้ ซึ่งผมจะเดินหน้าร้องเรียนต่อ กกต. ให้สอบสวนเรื่องนี้ต่อไป.



