มีตัวเลขคาดการณ์กันว่า ปี 2568 “ตลาดอาหารสัตว์เลี้ยงในไทย” น่าจะมีมูลค่าไม่ต่ำกว่าหลัก 4 หมื่นล้านบาท ที่เป็นผลจากการขยายตัวของครัวเรือนที่มีการเลี้ยงสัตว์เป็นเพื่อน หรือเป็นสมาชิกครอบครัวเพิ่มขึ้นตามวิถีชีวิตที่เปลี่ยนไป ทั้งนี้ ในจำนวนสัตว์เลี้ยงยอดนิยมนั้น ย่อมมี “แมว” ติดท็อปลิสต์สัตว์เลี้ยงที่คนนิยมเลี้ยงด้วยอย่างแน่นอน ส่งผลให้ “ธุรกิจอาหารและขนมแมว” จึงเป็นอีกตลาดที่น่าสนใจของผู้ประกอบการไทย ที่วันนี้คอลัมน์นี้มีข้อมูลเชิงวิเคราะห์น่าสนใจนำมาให้พิจารณากัน

เกี่ยวกับการวิเคราะห์เรื่องนี้ เป็นชุดข้อมูลที่จัดทำเผยแพร่ไว้โดย ศูนย์อัจฉริยะเพื่ออุตสาหกรรมอาหาร (FIC) สถาบันอาหาร สำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม มีการให้ข้อมูลว่าช่วงไม่กี่ปีมานี้ตลาดอาหารแมวในไทยได้เติบโตต่อเนื่อง สะท้อนจากมูลค่าตลาด ปี 2567 ที่สูงถึง 20,258 ล้านบาท โดยเฉพาะในกลุ่ม “สินค้าขนมและอาหารเสริมสำหรับแมว” ที่เติบโตถึง 13.1% โดยการเติบโตดังกล่าวได้รับแรงผลักจากหลายปัจจัย ทั้งเชิงพฤติกรรมผู้บริโภคและบริบทสังคม เช่น คนรุ่นใหม่ในเมืองมีแนวโน้มเลี้ยงแมวมากขึ้น เนื่องจากข้อจำกัดด้านพื้นที่และการใช้ชีวิตแบบโซโล (Solo) ประกอบกับครอบครัวไทยที่มีขนาดเล็กลงขึ้นเรื่อย ๆ ทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างเจ้าของและแมวเปลี่ยนไป คือ จากเดิมที่เป็นสัตว์เลี้ยงก็เปลี่ยนมาเป็นสมาชิกครอบครัว ทำให้เจ้าของแมวยินดีจ่ายกับอาหารและสินค้าคุณภาพสูง ทำให้ตลาดอาหารและขนมสำหรับแมวจึงเติบโตเพิ่มขึ้น

อย่างไรก็ดี แม้ตลาดจะเติบโตเพิ่มขึ้น แต่ก็ตามมาด้วยการแข่งขันที่เข้มข้นตามมาด้วยเช่นกัน โดย “ผลิตภัณฑ์อาหารแมวในตลาดไทย” มีความหลากหลายและแตกต่างกันอย่างชัดเจน ทั้งราคา รูปแบบ และคุณสมบัติ โดยแบ่งเป็น 3 กลุ่มหลัก คือ ระดับพรีเมียม ระดับกลาง ระดับประหยัด เพื่อตอบสนองความต้องการที่ต่างกัน ขณะที่ “เทรนด์สินค้า นั้นพบว่ามีหลากหลายเทรนด์ ซึ่งพอจะแบ่งย่อย ๆ ได้ดังนี้  1.อาหารแมวระดับพรีเมียม  มีเทรนด์ที่เน้นสารอาหารเฉพาะเจาะจงให้แมว เช่น สูตรควบคุมน้ำหนัก สูตรสำหรับแมวอายุมาก หรือแมวที่มีปัญหาทางเดินปัสสาวะ และ 2.อาหารแมวระดับกลาง ที่พบว่าหลายแบรนด์ได้ขยายไลน์สินค้าให้หลากหลายมากขึ้น กับยกระดับแบรนด์ด้วยการใช้ภาพลักษณ์ทันสมัยและโภชนาการที่สมดุลมาเป็นจุดขาย ขณะที่กลุ่มขนมสำหรับแมวนั้น ผู้ผลิตจะเน้นเทรนด์ขนมที่ช่วยดูแลสุขภาพฟันและขนของแมว กับช่วยเสริมวิตามินต่าง ๆ

ส่วน “ช่องทางการตลาด” ที่ผู้ประกอบการในกลุ่มสินค้าอาหารแมวและขนมแมวใช้นั้น จะเป็นไปตามพฤติกรรมของผู้บริโภค โดยเฉพาะเรื่อง “ช่องทางการซื้อ” โดยแม้จะเป็นยุคโซเชียล แต่ช่องทางออฟไลน์ก็ยังเป็นช่องทางหลักในการซื้ออยู่ โดยยังครองส่วนแบ่งสูงสุด อย่างไรก็ตาม แต่ช่องทางออนไลน์ก็มองข้ามไม่ได้ เพราะกำลังมีบทบาทเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ  ขณะที่ช่องทางการขายผ่านอีคอมเมิร์ซก็เริ่มมีการตอบรับเพิ่มขึ้นเช่นกัน เพราะตอบโจทย์ความสะดวกและการเข้าถึงของผู้บริโภค สะท้อนจากในช่วงที่ผ่านมาที่มีการสั่งซื้อผ่านสมาร์ทโฟนเพิ่มขึ้นอย่างมาก และนี่เป็นบทวิเคราะห์น่าสนใจที่ทาง ศูนย์อัจฉริยะเพื่ออุตสาหกรรมอาหาร (FIC) ได้มีการเผยแพร่ไว้ เพื่อให้ผู้ประกอบการนำไปใช้เป็นข้อมูล หรือให้เอสเอ็มอีด้านนี้ นำไปปรับใช้เพื่อวางกลยุทธ์ได้.

ศิริโรจน์ ศิริแพทย์ [email protected]