ดราม่าอยู่เป็นเดือนๆ กับปัญหาโรงพยาบาล (รพ.) ขาดสภาพคล่องจาก “เงินค่ารักษา” ที่สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) จ่ายให้กับรพ.ที่ทำการรักษาผู้ป่วยบัตรทอง “คอลัมน์ตรวจการบ้าน” จึงได้มาจับเข่าคุย “นพ.วีระพันธ์ สุวรรณนามัย สมาชิกวุฒิสภา รองประธานคณะกรรมาธิการการสาธารณสุข วุฒิสภา” กะเทาะปัญหาเกิดจากอะไรและควรจะมีต่อไปหรือไม่
โดยนพ.วีระพันธ์ เปิดประเด็นว่า ดราม่าบัตรทองเกิดทุกปีช่วงใกล้ปีงบประมาณ ซึ่งปีนี้เกิดปัญหาลากยาวมา 5-6 เดือน เพราะเงินบำรุงรพ.ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ เป็นตัวเลขที่น่ากลัว ถึงขั้นว่า หากเป็นแบบนี้ เงินบำรุงรพ.ที่มีอยู่ก็จะหมดใน 3 ปี ปัญหานี้กระทบ “ประชาชน” โดยตรง เช่น รักษาเส้นเลือดหัวใจตีบ อาจจะตีบ 3 เส้น แต่ด้วยข้อจำกัดทำให้รักษาได้แค่เส้นเดียว เป็นต้น ที่เป็นเช่นนี้เพราะหลังการรักษาแล้วไม่ได้เงินคืนจากสปสช. ที่มาเรียกร้องไม่ได้ทำเพื่อตัวเองแต่เรียกร้องเพื่อประชาชน

@ งบฯมีเพียงพอกับการเพิ่มสิทธิประโยชน์เหมือนที่ สปสช. ระบุหรือไม่
ต้องยอมรับก่อนว่างบฯ ไม่พอ ที่สปสช.พูดว่าพอนั้นไม่ถูก ตอนนี้งบฯ ที่ใช้ในการรักษาในไทย 2 แสนล้านบาทหรือราว ๆ 3% ของจีดีพีของประเทศ ในขณะที่ประเทศที่มีการรักษาที่ดี ใช้งบ 10 % ซึ่งของไทยก็สะท้อนว่าไม่พอจริงๆ แถมยังออกนวัตกรรมใหม่อีก เช่น การแปลงเพศ ให้ฮอร์โมนตลอดชีวิต นวดไทย การทำกีฟ ซึ่งนโยบายดี แต่ค่อนข้างประชานิยมเกินไป เพราะไม่ได้เกี่ยวกับชีวิต หรือการรับยาที่ร้านขายยาใกล้บ้าน บอกว่าลดคนไปรพ. แต่ความจริงแล้ว “ไม่ลด” และยังมีปัญหาที่อาจเกิดขึ้นได้ คือ การทุจริตเสียบบัตรเบิกยา เป็นต้น
“ทางแก้เป็นสิ่งที่นักการเมืองกลัวที่สุด คือไม่กล้าบอกว่าสิ่งที่ทำมาไม่ดี หรือสิ่งที่ประชาชนชินแล้วไม่กล้ายกเลิก ประเทศไทยดูแลการสาธารณสุขดีที่สุดในโลก เป็นรัฐสวัสดิการที่ดีมาก แต่ไม่ดูกำลังของประเทศว่ามีงบเพียงพอที่จ่ายให้ทุกคนได้ แต่เป็นประชานิยมจนชิน ดังนั้นเราต้องมาประเมินว่า ระบบการสาธารณสุขที่ดีอยู่นี้จะยั่งยืนได้หรือไม่ ถ้ายังทำกันอย่างนี้”

@ การแก้ปัญหาร่วมของกระทรวงสาธารณสุขกับสปสช.ถูกจุดหรือไม่
มีการแก้ปัญหาเป็นรูปธรรมขึ้น แต่เป็นเพียงการแก้ปัญหาระยะสั้น ปัญหาวันนี้ดูเบาลง เพราะตอนนี้รพ.เริ่มได้เงิน แต่เป็นเงินงบฯ ปี 2569 หลายพันล้านบาท แล้วคิดดูว่าปี 2569 จะเกิดอะไรขึ้น ต้องไปของบกลางอีก กลาย เป็นวงจรอุบาทว์ เป็นพฤติกรรมการใช้บัตรเครดิตที่ไม่ดี แต่รัฐบาลกำลังทำอยู่ คือ การไปเอาเงินในอนาคตมาใช้ทั้งๆ ที่รู้อยู่แล้วว่าเงินไม่พอ สิ่งที่ต้องทำ คือ การทำให้คนสุขภาพดี จำกัดสิทธิบางอย่าง แต่ตอนนี้สปอยไปหมด
@ ควรปฏิรูปสปสช. กับระบบบัตรทอง อย่างไร
กรรมาธิการสาธารณสุขเคยเชิญเลขาธิการสปสช.มาสอบถาม ได้คำตอบทุกครั้งเวลาที่มีปัญหา คือ “เป็นมติบอร์ดสปสช.” ปัญหาจึงอยู่ที่บอร์ด ซึ่งดูรายชื่อกรรมการ ก็มีปัญหาจริงๆ อาจไม่ผิดกฎหมาย แต่ไม่ถูกธรรมาภิบาล เพราะมีคนประมาณ 10 คนที่บริหารจัดการงบฯ ปีละ 2 แสนล้านบาท และวนเวียนนั่งบอร์ดต่างๆ คนหนึ่งอยู่ 12-16 ปี แน่นอนว่า คนเหล่านี้มีความรู้ความสามารถ แต่อาจเป็นความคิดเดิมตั้งแต่ปี 2545 ไม่มีการเปลี่ยนแปลงทั้งที่โลกเปลี่ยนไป
“บอร์ดคนแรกก็ยังอยู่ในบอร์ดปัจจุบัน ไม่เกิดการถ่วงดุล ผู้ใหญ่คิดอย่างไร เด็กก็ตามอย่างนั้น เป็นค่านิยมเหมือนบริษัทที่ถูกครอบงำโดยคนสิบคนหากแก้ไขบอร์ดได้ ความคิดใหม่จะเกิดขึ้น”
เริ่มจาก “ใจตัวเองที่ต้องมีธรรมาภิบาล ต้องรู้ว่าเราสมควรอยู่แบบนี้จริงหรือเปล่า ในการเวียนเป็นบอร์ดต่างๆ” ถ้าไม่มีธรรมาภิบาลก็ต้องแก้กฎหมายกำหนดวาระการเป็นบอร์ด และการแก้ต้องเปิดเผยให้ประชาชนทราบและมีส่วนร่วม
“ผมยืนยันว่าผมไม่มีความคิดที่จะล้มบัตรทอง ผมรักระบบหลักประกันสุขภาพบ้านเรา เพราะทำให้ทุกคนเข้าถึงการรักษาเท่าเทียม แต่ถ้าไม่ปรับปรุงอะไรต่อไปจะไม่ทั่วถึง เพราะเงินไม่มี ดังนั้นผมพูดเพื่อให้ระบบยั่งยืน ไม่ได้พูดเพื่อให้ล้มระบบ”

@ รมว.สาธารณสุข และรัฐบาลนี้ทำอะไรได้บ้างในเวลาที่เหลืออยู่
ตนให้กำลังใจรัฐมนตรี ซึ่งเป็นคนหนุ่มรุ่นใหม่ มีเวลาเหลือแค่ 2 เดือน สิ่งที่ทำได้ตอนนี้ คือ เริ่มจากครม. สั่งการเลยว่าจะให้ทำอย่างไร โดยให้รัฐมนตรีมายืนอยู่ข้างประชาชน และบอกกับนายกรัฐมนตรี ว่า งบฯสาธารณสุขไม่พอ กระทรวงสาธารณสุข และสปสช.ควรได้รับงบฯ มากกว่านี้ และประกาศหยุดนวัตกรรมที่ไม่จำเป็นกับการช่วยชีวิต เชื่อว่าจะทำให้ระบบบัตรทองไปได้ในอนาคต ส่วนแก้กฎหมายก็ทำได้เลย ถ้าจะทำ
“ที่ท่านรัฐมนตรีบอกเริ่มติดกระดุมเม็ดแรกแล้ว ก็ขยายความให้ชัดว่าคืออะไร ไม่ต้องไปพยายามแก้คำว่า “ปฏิรูปอะไรเพราะดีอยู่แล้ว” ขอให้รับฟังคนทำงานจริงในรพ. ส่วนสปสช.ที่นั่งอยู่ในห้องแอร์รับฟังได้แต่อย่ามากเกินไป รัฐมนตรีต้องลงไปดูหน้างาน และที่บอกว่า “หมอไม่ล้า ประชาชนไม่รอ” ทุกวันนี้เป็นจริงหรือไม่ ผมไม่อยากให้เป็นเพียงวาทะกรรม เพราะหากจบวาระรัฐบาลไปแล้ว “หมอยังล้า ประชาชนยังรอ” จะกลายเป็นดิจิทัลฟุตปริ๊นซ์ เพราะรัฐมนตรีพูดแล้วไม่เกิดขึ้นจริง และจะทำให้เสียคะแนน ดังนั้น รีบทำ 2 เดือนก็ยังทัน

@ รัฐบาลหน้า ควรแก้ปัญหาอย่างไรให้เกิดการยั่งยืน
ถ้ามีโอกาสถามเวลาดีเบต แคนดิเดตนายกฯ ว่า ตำแหน่งรมว.สาธารณสุข จะเป็นโควตาพรรคการเมือง หรือเทคโนแครต พรรคการเมืองใดบ้างที่จะให้ รมว.สธ.เป็นเทคโนแครต ที่ทำงานจริง ไม่ใช่โควตาพรรคการเมือง ตนจะเลือกพรรคนั้น และอยากให้บุคลากรสธ.คิดเหมือนตน รวมถึงกระทรวงอื่นๆ ก็คิดเลย แค่ขออย่าเป็นโควตาพรรคการเมือง ส่วนนโยบายที่ทำไว้เข้ามาแล้วจะทำต่อหรือไม่นั้น ตนเชื่อว่า ถ้าเป็นเทคโนแครตแล้ว นโยบายที่ดีเขาจะทำต่อ
“ตอนนี้เราเห็นนักการเมืองลงพื้นที่เยอะ แปลว่าเริ่มหาเสียงแล้ว ก็อยากให้หาเสียงเรื่องสาธารณสุขบ้าง เพราะเป็นเรื่องพื้นฐานของคน ถ้าท่านหาเสียงเรื่องนี้ ผมก็เลือกท่าน บุคลากรกว่า 4 แสนคนก็อาจเลือกท่านและอีกไม่น้อยที่เห็นดีด้วยกับการปรับปรุงระบบสาธารณสุขเชื่อว่าถ้าทำดีๆ เขาจะเลือก”
@ ถึงเวลาต้องร่วมจ่ายหรือไม่ เพราะตอนนี้ประชาชนไปรพ.ไกลขึ้น และอื่นๆ กลายเป็นค่าใช้จ่ายแฝงเยอะ
อันนี้คือการร่วมจ่ายแล้วโดยที่ประชาชนไม่รู้ตัว แต่แทนที่จะจ่ายให้กับรพ.100 บาท ก็เป็นการจ่ายให้กับค่ารถ นักการเมืองกลัวการพูดว่า “การร่วมจ่าย”เพราะคะแนนจะตก แต่จะบอกว่าการร่วมจ่ายบ้างในส่วนของคนที่พอมีกำลัง จะไม่กระทบมาก เช่นร่วมจ่ายค่ายาถ้าเลือกยาเอง เลือกห้องพัก ส่วนคนที่ไม่มีกำลังก็เป็นหน้าที่รัฐที่ต้องดูแลเต็มที่เหมือนเดิม รวมถึงร่วมจ่ายบางอย่างโดยรัฐบังคับให้ร่วมจ่าย เช่น อุบัติเหตุเมาแล้วขับซึ่งต้องรับผิดชอบต่อสังคมไม่กระทบกับคนส่วนใหญ่ เชื่อว่าประชาชนมากกว่าครึ่งพร้อมที่จะจ่าย.



