นายเฮอร์มัน กาลุชเชนโก รมว.ยุติธรรมยูเครน ซึ่งเคยดำรงตำแหน่งรมว.พลังงานยูเครน เป็นเวลา 4 ปี ถูกสั่งพักงานเมื่อวันพุธที่ผ่านมา และยื่นหนังสือสือลาออกจากตำแหน่งในวันรุ่งขึ้น หลังเขาพัวพันในการสอบสวนนายทิมูร์ มินดิช พันธมิตรคนสำคัญของเซเลนสกี ที่ถูกกล่าวหาว่าบงการแผนทุจริตเงิน 100 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 3,236 ล้านบาท) เพื่อเรียกเงินใต้โต๊ะจากภาคส่วนพลังงานของประเทศ


แม้กาลุชเชนโกปฏิเสธว่าไม่ได้กระทำความผิดใด ๆ แต่เรื่องอื้อฉาวดังกล่าวจุดชนวนความโกรธเคืองของสาธารณชน ส่วนโครงข่ายไฟฟ้าของยูเครน ก็ได้รับความเสียหายจากการโจมตีอย่างหนักหน่วงของรัสเซีย ขณะที่ประเทศเข้าสู่ฤดูหนาว


ความท้าทายเหล่านี้เกิดขึ้นในช่วงเวลาสำคัญสำหรับเซเลนสกี ซึ่งเขายังคงได้รับความนิยม และแทบไม่มีคู่แข่งเลย นับตั้งแต่รัสเซียรุกรานยูเครนเมื่อปี 2565 อีกทั้งมันยังแสดงให้เห็นถึงความตึงเครียดที่สูงขึ้น ในเส้นทางที่ยูเครนถูกบังคับให้เดิน ระหว่างการรวมอำนาจเพื่อทำสงคราม และการปฏิรูปประชาธิปไตย ซึ่งเป็นกุญแจสำคัญในการเข้าเป็นสมาชิกสหภาพยุโรป (อียู)


อนึ่ง คดีล่าสุดที่ทำให้เกิดการกล่าวหาว่า ทีมงานของเซเลนสกีกำลังใช้ระบบตุลาการเป็นอาวุธเพื่อข่มขู่นักวิจารณ์ คือ การจับกุมนายโวโลดิเมียร์ คูดริตสกี ในข้อหายักยอกทรัพย์ เมื่อเดือนที่แล้ว ซึ่งเขาเป็นผู้นำบริษัทพลังงานแห่งชาติ “ยูเครเนอร์โก” (Ukrenergo) ของยูเครน จนถึงปี 2567


คูดริตสกี และผู้สนับสนุนของเขา ปฏิเสธข้อกล่าวหาข้างต้น และมองว่ามันเป็นการตอบโต้การวิพากษ์วิจารณ์กลยุทธ์ของยูเครน ในการป้องกันโครงข่ายพลังงานจากการโจมตีของรัสเซีย


“มันเป็นเรื่องการเมืองล้วน ๆ และมันจะไม่เกิดขึ้น หากปราศจากการมีส่วนร่วมของสำนักงานประธานาธิบดี” คูดริตสกี ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการประกันตัว กล่าวเพิ่มเติมว่า เขากำลังถูกจัดการให้เป็น “แพะรับบาป” และชี้ให้เห็นถึงผลที่ตามมาของการแสดงความคิดเห็นในเรื่องละเอียดอ่อน รวมถึงความสัมพันธ์ที่ตึงเครียดระหว่างเขากับเซเลนสกี


เมื่อสำนักข่าวเอเอฟพี ถามเซเลนสกีเกี่ยวกับคดีดังกล่าว ผู้นำยูเครนตอบว่า มันเป็นคำถามสำหรับฝ่ายตุลาการ แต่คูดริตสกีเป็น “หัวหน้าของระบบขนาดใหญ่” และระบบนั้นต้องปกป้องพลังงานของยูเครน


นอกจากคดีความในศาลแล้ว สำนักงานของเซเลนสกี ยังพยายามเพิกถอนความเป็นอิสระของหน่วยงานต่อต้านการทุจริต 2 แห่ง เมื่อช่วงฤดูร้อนที่ผ่านมา ได้แก่ สำนักงานป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติของยูเครน (นาบู) และสำนักงานอัยการพิเศษปราบปรามการทุจริต (ซาโป)


ความเคลื่อนไหวดังกล่าวถือเป็นความท้าทายต่อฝ่ายบริหารอียูในกรุงบรัสเซลส์ ซึ่งสนับสนุนความพยายามของยูเครนในการเข้าร่วมกลุ่ม แต่กลับกดดันให้รัฐบาลเคียฟดำเนินการปฏิรูปประชาธิปไตย หากยูเครนต้องการเข้าเป็นสมาชิกอียู


นับตั้งแต่การล่มสลายของสหภาพโซเวียต ยูเครนเผชิญกับเรื่องอื้อฉาวเกี่ยวกับการคอร์รัปชันหลายครั้งหลายหน ซึ่งการทุจริตและหลักนิติธรรม เป็นจุดอ่อนสำคัญในความพยายามเข้าร่วมอียู ของรัฐบาลเคียฟ


แม้ฝ่ายบริหารอียูในกรุงบรัสเซลส์ ยกย่องความคืบหน้าที่เกิดขึ้น นับตั้งแต่การปฏิวัติในปี 2557 แต่รายงานติดตามผลฉบับล่าสุดระบุว่า ความซื่อสัตย์สุจริต ระบบคุณธรรม และศักยภาพของฝ่ายตุลาการและอัยการของยูเครน “ยังคงอ่อนแอ”.

เลนซ์ซูม

เครดิตภาพ : AFP