ช่วงเวลาที่เซอร์เคียร์ สตาร์เมอร์ นายกรัฐมนตรีสหราชอาณาจักร เดินออกมายืนท่ามกลางแสงแดดหน้าบ้านเลขที่ 10 ดาวนิงสตรีท เมื่อวันที่ 22 มิ.ย. ที่ผ่านมา แล้วแถลงด้วยน้ำเสียงที่สั่นเครือและเต็มไปด้วยอารมณ์ เพื่อประกาศว่าเขา “ไม่ใช่คนที่ใช่” ในการนำพาสหราชอาณาจักรอีกต่อไป กลายเป็นภาพสะท้อนล่าสุดของความไร้เสถียรภาพทางการเมืองขั้นวิกฤติของสหราชอาณาจักร


สตาร์เมอร์ผู้ซึ่งเคยนำพรรคแรงงานชนะเลือกตั้งอย่างถล่มทลายที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ กลับต้องอำลาตำแหน่งหลังนั่งเก้าอี้ผู้นำได้ไม่ถึง 2 ปี และกลายเป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 6 ที่ประกาศลาออกในรอบ 10 ปี ซึ่งถือเป็นอัตราการเปลี่ยนผ่านทางการเมืองสูงที่สุดของสหราชอาณาจักร ในรอบเกือบสองศตวรรษ


ในอดีต ดินแดนแห่งนี้เคยได้รับการยกย่อง ว่าเป็นหนึ่งในเสาหลักแห่งความมั่นคงทางการเมืองและเศรษฐกิจระดับโลก ยุคที่ผู้นำอย่าง นางมาร์กาเร็ต แธตเชอร์ จากพรรคอนุรักษนิยม และนายโทนี แบลร์ จากพรรคแรงงาน สามารถบริหารประเทศได้อย่างมีเสถียรภาพรวมกันยาวนานถึง 21 ปี

เซอร์เคียร์ สตาร์เมอร์


เสถียรภาพดังกล่าวบัดนี้ได้เลือนหายไป สิ่งที่เข้ามาแทนที่คือ “วงจรอุบาทว์” ของผู้นำที่ผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันเข้ามาและจากไปอย่างรวดเร็ว จนทำให้สหราชอาณาจักรในวันนี้ตกเป็นเป้าสายตาของชาวโลก ไม่ต่างจากที่สหราชอาณาจักรเคยล้อเลียนความไร้เสถียรภาพทางการเมืองของอิตาลีในอดีต

แต่ในวันนี้ สหราชอาณาจักรกลับต้องมองนายกรัฐมนตรีจอร์เจีย เมโลนี ผู้นำอิตาลีด้วยความอิจฉา ในฐานะผู้นำที่กำลังจะสร้างประวัติศาสตร์อยู่ตำแหน่งยาวนานที่สุดของอิตาลี ด้วยระยะเวลาเกือบ 4 ปี


อะไรคือสาเหตุที่ทำให้นายกรัฐมนตรีสหราชอาณาจักรกี่คนต่อกี่คนก็ไม่สามารถเอาชนะใจประชาชนได้? คำตอบสั้น ๆ คือ “ปากท้อง” นักวิเคราะห์หลายคนชี้ว่า แม้ประชามติ “เบร็กซิต” เมื่อ 10 ปีที่แล้วจะเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ตัดขาดสหราชอาณาจักรออกจากสหภาพยุโรป (อียู) และจุดไฟชาตินิยมในสกอตแลนด์ให้โหมกระหน่ำขึ้นมาอีกครั้ง แต่รอยร้าวที่แท้จริงเริ่มต้นขึ้นตั้งแต่วิกฤติเศรษฐกิจโลกเมื่อปี 2551


เศรษฐกิจของสหราชอาณาจักรที่พึ่งพาภาคการเงินขนาดใหญ่มากเกินไป ได้รับความเสียหายอย่างหนัก มาตรการรัดเข็มขัดที่ตามมาทำให้โครงสร้างพื้นฐานและสวัสดิการสังคมของประเทศอ่อนแอลง และเมื่อต้องเผชิญกับวิกฤติซ้ำซ้อนระดับโลก ทั้งการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 และสงครามระหว่างรัสเซียกับยูเครน รัฐบาลสหราชอาณาจักรจำเป็นต้องกู้เงินมหาศาลจนทำให้หนี้สาธารณะพุ่งสูงเกือบ 100% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี)


แม้ประเทศมหาอำนาจทางเศรษฐกิจอีกหลายแห่ง อย่างสหรัฐ ฝรั่งเศส หรือญี่ปุ่น จะมีสัดส่วนหนี้ที่สูงกว่ามาก แต่สหราชอาณาจักรต้องเผชิญกับต้นทุนการกู้ยืมที่สูงลิ่วด้วย เนื่องจากปัญหาเงินเฟ้อที่ฝังรากลึกและความกังวลของนักลงทุนต่างชาติ


ภาระหนี้สินเหล่านี้ส่งผลกระทบโดยตรงต่อมาตรฐานความเป็นอยู่ของประชาชน ข้อมูลเมื่อปี 2568 ชี้ชัดว่า แม้รายได้เฉลี่ยที่แท้จริงจะดูเหมือนเพิ่มขึ้น แต่กลุ่มประชากรที่ยากจนที่สุด 40% ของสหราชอาณาจักร กลับมีกำลังซื้อลดลงกว่าในปี 2564 เสียด้วยซ้ำ ผนวกกับความล้มเหลวในการจัดการปัญหาผู้อพยพผิดกฎหมาย ยิ่งซ้ำเติมให้เกิดรอยร้าวและเกิดความแตกแยกทางการเมืองอย่างรุนแรง


นายแซม ฟรีดแมน อดีตที่ปรึกษารัฐบาลสหราชอาณาจักร วิเคราะห์ว่า โครงสร้างการปกครองของสหราชอาณาจักรนั้น “รวมศูนย์อำนาจมากเกินไป” และหน่วยงานส่วนกลางมีขนาดเล็กเกินกว่าจะรับมือกับวิกฤติระดับนี้ได้ ยิ่งไปกว่านั้น วัฒนธรรมการเมืองในยุคโซเชียลมีเดียและสถานีข่าว 24 ชั่วโมง บีบให้เหล่านักการเมืองต้องตัดสินใจอย่างเร่งรีบ นำไปสู่การออกกฎหมายที่ขาดความรอบคอบและไม่มีประสิทธิภาพ


สตาร์เมอร์ก้าวเข้าสู่อำนาจโดยไม่มีแผนการที่ชัดเจนในการจัดการกับปัญหาใหญ่ ตั้งแต่ค่าไฟฟ้าที่พุ่งสูง การกระตุ้นการลงทุน ไปจนถึงการปฏิรูประบบสาธารณสุขและการเพิ่มงบประมาณกลาโหม จนในที่สุด เขาก็ต้านทานกระแสความไม่พอใจของประชาชนไม่ไหว

นายแอนดี เบิร์นแฮม สาบานตนในฐานะสมาชิกสภาสามัญ หลังชนะการเลือกตั้งซ่อมที่เขตเมคเกอร์ฟิลด์ ของมหานครแมนเชสเตอร์


ผู้ที่คาดว่าจะก้าวเข้ามารับไม้ต่อในอีกไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้านี้คือ นายแอนดี เบิร์นแฮม อดีตนายกเทศมนตรีเขตมหานครเกรตเตอร์แมนเชสเตอร์ ซึ่งเพิ่งชนะการเลือกซ่อมสมาชิกสภาสามัญของเขตเมคเกอร์ฟิลด์ ด้วยคะแนนเสียงถล่มทลาย ถือเป็นการกลับสู่สนามการเมืองระดับชาติเป็นครั้งแรกในรอบ 9 ปี

ความท้าทายของเบิร์นแฮม คือการจัดตั้งคณะรัฐมนตรีและกำหนดทิศทางของประเทศให้ชัดเจนโดยเร็วที่สุด ซึ่งหลายฝ่ายกังวลว่า หากเบิร์นแฮมไม่มีแผนงานที่จับต้องได้จริง เขาก็จะเป็นเพียงนายกรัฐมนตรีอีกคนหนึ่ง ที่ต้องมาคอยนั่งกังวล ว่าทำไมทุกอย่างถึงล้มเหลว


เซอร์แอนโธนี เซลดอน นักประวัติศาสตร์ชื่อดังของสหราชอาณาจักร ให้ความเห็นว่า สหราชอาณาจักรกำลังอยู่ในหลุมที่ลึกมาก หลังจากผู้นำรุ่นก่อนทั้ง นายบอริส จอห์นสัน นายริชี ซูแน็ก นางลิซ ทรัสส์ และล่าสุดคือสตาร์เมอร์เอง ล้มเหลวในการสร้างความเชื่อมั่น “หากเบิร์นแฮม ล้มเหลวอีกคน อนาคตของสหราชอาณาจักรก็คงริบหรี่เต็มที”.

ทีมข่าวต่างประเทศ

เครดิตภาพ : REUTERS