บีบีซี มักถูกใช้เป็น “เครื่องมือทางการเมือง” โดยองค์กรเผชิญกับการวิพากษ์วิจารณ์อย่างรุนแรง เกี่ยวกับวิธีการรายงานข่าวในประเด็นต่าง ๆ ตั้งแต่การเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศ ไปจนถึงเบร็กซิต ซึ่งในตอนนี้ บีบีซีถูกตรวจสอบอย่างเข้มงวดมากกว่าครั้งไหน ๆ หลังมีการเปิดเผยว่า สารคดีที่บีบีซีออกอากาศเมื่อปีที่แล้ว ตัดต่อคลิปวิดีโอการปราศรัยของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐ จนทำให้เกิดการเข้าใจผิด


กรณีดังกล่าวส่งผลให้ทรัมป์ออกคำขู่ที่ไม่เคยมีมาก่อน ว่าจะฟ้องร้องบีบีซี เพราะสารคดีเรื่องนี้ ซึ่งออกอากาศก่อนการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐปี 2567 และวิเคราะห์ถึงเหตุผลที่ผู้มีสิทธิเลือกตั้งชาวอเมริกัน เตรียมพร้อมที่จะเลือกตั้งผู้ต้องโทษคดีอาญาให้กลับมาดำรงตำแหน่งผู้นำสหรัฐอีกครั้ง


อนึ่ง ชาวสหราชอาณาจักรบางคนดูเหมือนจะรู้สึกสับสน ระหว่างความผูกพันที่มีต่อบีบีซี กับความพยายามของบีบีซีในบางครั้ง ในการปฏิบัติหน้าที่รับใช้ประชาชนในด้านข่าวสาร ซึ่งพวกเขามองว่า บีบีซีมีอคติในหลาย ๆ เรื่อง และมีแนวคิด “ซ้ายจัดเกินไป”


อย่างไรก็ตาม ข้อมูลล่าสุดที่เผยแพร่โดยหน่วยงานเฝ้าระวังสื่อ “ออฟคอม” เผยให้เห็นว่า บีบีซียังคงเป็นแหล่งข่าวที่ได้รับความนิยมมากที่สุดในสหราชอาณาจักร

ขณะที่ผลสำรวจความคิดเห็นโดยศูนย์วิจัย “ยูกอฟ” ที่เผยแพร่ในสัปดาห์นี้ ระบุว่า ชาวสหราชอาณาจักรประมาณ 50% มีความคิดเห็นเชิงบวกต่อบีบีซี เทียบกับสัดส่วน 29% ที่มีความคิดเห็นเชิงลบ อีกทั้งผู้ตอบแบบสอบถาม 31% มองว่า บีบีซีมีแนวคิดซ้ายจัดเกินไป และ 19% ระบุว่า บีบีซีมีแนวคิดขวาจัดเกินไป


ด้านนายซาเมียร์ ชาห์ ประธานบีบีซี ออกมาปกป้อง “หน้าที่อันศักดิ์สิทธิ์” ขององค์กร ในการยึดมั่นความเป็นกลางและความจริง แต่ถึงอย่างนั้น บีบีซีก็พบว่าตัวเองตกอยู่ภายใต้อิทธิพลของอุดมการณ์ต่าง ๆ โดยเฉพาะในประเด็นร้อนแรง เช่น การอพยพ สิทธิคนข้ามเพศ ฉนวนกาซา หรือการผงาดขึ้นของฝ่ายขวาจัด


“บีบีซีถูกทำให้เป็นอาวุธ โดยผู้คนที่ต้องการใช้บีบีซีเป็นตัวอย่างในมุมมองของพวกเขา ที่แสดงให้เห็นว่า โลกกำลังเดินหน้าในทิศทางใดทิศทางหนึ่งไกลเกินไป” นายลี เอ็ดเวิร์ดส์ ศาสตราจารย์ประจำภาควิชาสื่อและการสื่อสาร จากวิทยาลัยเศรษฐศาสตร์และรัฐศาสตร์แห่งลอนดอน (แอลเอสอี) กล่าว


ทั้งนี้ นายแดน ฮินด์ นักเขียนที่เน้นเรื่องสื่อและประชาธิปไตย ยืนกรานว่า สิ่งสำคัญคือ การไม่พูดเกินจริงเกี่ยวกับความเชื่อมั่นที่เสื่อมถอยลงของสาธารณชนต่อบีบีซี แต่เขากล่าวเพิ่มเติมว่า ผู้คนจำนวนมาก รวมถึงคนหนุ่มสาว กำลังหลุดออกจากอิทธิพลของบีบีซี อันเป็นผลมาจาก “ความไม่ไว้วางใจ” ที่เพิ่มขึ้นต่อเนื้อหา และการพึ่งพาสื่อสังคมออนไลน์เพื่อหาข้อมูล


“เนื่องจากผู้คนมี ‘ความคาดหวังบางอย่าง’ ต่อผู้แพร่ภาพกระจายเสียง เมื่อคุณมีเหตุการณ์อย่างการปราศรัยของทรัมป์ หรือการถกเถียงเกี่ยวกับการรายงานข่าวสงครามในฉนวนกาซา สิ่งเหล่านี้อาจมีความสำคัญต่อบีบีซีมากกว่า” เอ็ดเวิร์ดส์ กล่าวทิ้งท้าย.


เลนซ์ซูม

เครดิตภาพ : AFP