หลายครั้งที่มองนโยบายต่างประเทศของสหรัฐในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มักหนีไม่พ้นการย้อนกลับไปสู่ปรัชญา “Realpolitik” คือปรัชญาหรือวิธีการดำเนินนโยบายทางการเมืองระหว่างประเทศที่เน้นการพิจารณาถึงอำนาจ ผลประโยชน์ และความเป็นจริง มากกว่าอุดมการณ์ คุณธรรม หรือความรู้สึกทางศีลธรรม มักเป็นแนวคิดมุ่งเน้นการบรรลุเป้าหมายของรัฐ โดยใช้เครื่องมือที่มีประสิทธิภาพสูงสุด รวมถึงการทูต การสร้างพันธมิตร หรือแม้แต่การใช้กำลังทหาร โดยไม่คำนึงถึงหลักการเชิงนามธรรมมากนัก
หนึ่งในวาทะอมตะของนายเฮนรี คิสซิงเจอร์ อดีตรมว.การต่างประเทศสหรัฐผู้ล่วงลับ รวมถึง “การทูตคือศิลปะของการควบคุมหรือยับยั้งอำนาจ” ( Diplomacy is the art of restraining power ) และ “อำนาจคือเครื่องปลุกเร้าอันทรงพลังที่สุด” ( Power is the ultimate aphrodisiac )
เพื่อพิสูจน์ความจริงของวาทะดังกล่าว ไม่มีกรณีใดที่ชัดเจนเท่าโศกนาฏกรรมของกัมพูชาในช่วงทศวรรษ 1970 สหรัฐดำเนินนโยบายเพื่อผลประโยชน์แห่งชาติในการจำกัดการขยายตัวของคอมมิวนิสต์ ผ่านปฏิบัติการทิ้งระเบิดลับ ที่ใช้ชื่อว่า “ปฏิบัติการเมนู” ( Operation Menu ) ในกัมพูชา ซึ่งในเวลานั้นประกาศตัวว่า เป็นประเทศที่มีสถานะ “เป็นกลาง” ระหว่างปี 2512-2516 เพื่อทำลายเส้นทางโฮจิมินห์ของเวียดกง โดยมีการทิ้งระเบิดรวมมากกว่า 2.7 ล้านตัน ใส่พื้นที่เป้าหมายมากกว่า 113,000 จุด

ปฏิบัติการดังกล่าวเป็นเรื่องที่สหรัฐไม่เคยแจ้งให้จากสาธารณชนรับทราบ รวมถึงสภาคองเกรส แม้ปฏิบัติการทางทหารดังกล่าวจะมีจุดประสงค์เพื่อลดขีดความสามารถของกองกำลังคอมมิวนิสต์เวียดนาม แต่ในทางปฏิบัติกลับทำได้เพียงชะลอแผนการรุกของเวียดนามเหนือไปเพียงปีเดียวเท่านั้น
ปฏิบัติการทิ้งระเบิดครั้งนั้นนำมาซึ่งผลลัพธ์ที่ตรงกันข้ามกับความตั้งใจอย่างสิ้นเชิง เพราะกลายเป็นการทำลายเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ และทำให้รัฐบาลของนายพลลอน นอล ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากสหรัฐ อ่อนแอลงอย่างสิ้นเชิง นักวิชาการหลายคนมองว่า “การทิ้งระเบิดปูพรมโดยเครื่องบิน บี-52 ของอเมริกา” คือปัจจัยสำคัญที่สุด ซึ่งนำไปสู่การขึ้นสู่อำนาจของนาย พล พต เนื่องจากความเสียหายและจำนวนผู้เสียชีวิตพลเรือนจำนวนมหาศาล สร้างความแตกแยกและความโกรธแค้นอย่างรุนแรงในหมู่ชาวกัมพูชา
รัฐบาลเขมรแดงใช้ความทุกข์ทรมานนี้เป็นเครื่องมือโฆษณาชวนเชื่อ โดยอ้างว่าตนเองจะแก้แค้นให้กับเหยื่อและปกป้องวิถีชีวิตชาวกัมพูชา การที่สหรัฐไม่เข้าใจองค์ประกอบอำนาจภายในกัมพูชาและเลือกใช้การรณรงค์ทิ้งระเบิดครั้งใหญ่ จึงเป็น “ความผิดพลาดถึงตาย” ( Fatal Mistake ) ที่สร้างเงื่อนไขให้เกิดระบอบเขมรแดงที่นำไปสู่การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ ซึ่งคร่าชีวิตชาวกัมพูชาไประหว่าง 1.5-2 ล้านคน ระหว่างปี 2518-2522
แม้หลังการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ และการการล่มสลายของรัฐบาลเขมรแดง เมื่อปี 2522 สหรัฐยังคงดำเนินการตามหลัก Realpolitik โดยร่วมมือกับจีนในการสนับสนุนกลุ่มต่อต้านที่มีเขมรแดงอยู่ด้วย เพื่อลงโทษเวียดนามที่ถูกมองว่าเป็นภัยคุกคามจากสหภาพโซเวียต การแสดงท่าทีดังกล่าวบ่งชี้ว่า การต่อต้านอิทธิพลของคู่แข่ง มีความสำคัญเหนือกว่าหลักมนุษยธรรม สำหรับกัมพูชา การเป็น “เพื่อน” หรือแม้แต่การถูกกำหนดให้อยู่ในเส้นทางยุทธศาสตร์ของสหรัฐ จึงนำมาซึ่งความพินาศของรัฐชาติอย่างแท้จริง ซึ่งเป็นราคาที่สูงเกินกว่าจะยอมรับได้
ประเทศไทยเป็นหนึ่งในพันธมิตรตามสนธิสัญญาเพียงสองประเทศของสหรัฐในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งอีกประเทศหนึ่งคือ ฟิลิปปินส์ โดยรับบทบาทเป็นปราการสำคัญในการต้านคอมมิวนิสต์ในช่วงสงครามเย็น แต่ต้นทุนของมิตรภาพนี้มีความ “อันตราย” ในระยะยาว
ในช่วงสงครามเย็น ไทยต้องยอมให้สหรัฐเข้าถึงฐานทัพสำคัญ เช่น ฐานทัพเรือสัตหีบและฐานทัพอากาศอู่ตะเภา โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ฐานทัพอู่ตะเภาถูกใช้เป็นฐานสำหรับเครื่องบินบี-52 ในปฏิบัติการทิ้งระเบิดใส่เวียดนามตั้งแต่ปี 2510 การมีเครื่องบินบี-52 ประจำการจำนวนมากแสดงถึงการมอบสิทธิอธิปไตยที่สำคัญเพื่อรองรับผลประโยชน์ด้านความมั่นคงของสหรัฐในสงครามอินโดจีน อย่างไรก็ตาม ความขัดแย้งที่ตามมานำไปสู่การเรียกร้องให้สหรัฐถอนกำลังทหารออกไป เมื่อปี 2519
นอกจากนี้ การที่สหรัฐทำงานอย่างใกล้ชิดกับกองทัพและสถาบันกษัตริย์ไทยในยุคสงครามเย็น เพื่อเปลี่ยนไทยให้เป็นรัฐต่อต้านคอมมิวนิสต์ ส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพทางการเมืองภายในของไทย เนื่องจากเป็นการ “ช่วยให้เกิดระบอบอำนาจนิยม” หลายชุด
อนึ่ง พันธมิตรทางยุทธศาสตร์ไม่ได้หมายถึงการคุ้มครองทางเศรษฐกิจเสมอไป วิกฤติการณ์ที่ยืนยันความสัมพันธ์แบบทำธุรกรรม ( Transactional relationship ) นี้คือการที่สหรัฐ “ล้มเหลวในการช่วยเหลือประเทศไทย” ระหว่างวิกฤติเศรษฐกิจเอเชียเมื่อปี 2540 หรือ “วิกฤติต้มยำกุ้ง” การเพิกเฉยต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจของพันธมิตรในขณะนั้น สร้างรอยร้าวและความไม่เชื่อมั่นในระยะยาว
นอกจากนี้ การที่สหรัฐนำนโยบายการทูตที่เน้นค่านิยมประชาธิปไตยมาใช้ ทำให้ความสัมพันธ์ตึงเครียดขึ้นเมื่อเกิดรัฐประหารในไทยสองครั้งล่าสุด คือเมื่อปี 2549 และ 2557 ซึ่งนำไปสู่การจำกัดความร่วมมือทางทหารและการระงับความช่วยเหลือบางส่วน การเน้นค่านิยมของสหรัฐ ขณะที่จีนเสนอความร่วมมือแบบไม่มีเงื่อนไข ทำให้ไทยเริ่มดำเนินกลยุทธ์การตีจากเชิงยุทธศาสตร์ ( Strategic Hedging ) โดยหันไปซื้อยุทโธปกรณ์และเพิ่มการซ้อมรบร่วมกับจีนมากขึ้นตั้งแต่ปี 2559 สะท้อนว่า พันธมิตรต้องแบกรับความเสี่ยงและความผันผวนของนโยบายสหรัฐ เมื่อผลประโยชน์ร่วมกันทางอุดมการณ์หมดไป
วิกฤติความขัดแย้งชายแดนระหว่างไทยกับกัมพูชาที่ปะทุขึ้นอีกครั้งในปี 2568 มิได้เป็นเพียงประเด็นทวิภาคีเท่านั้นแล้วตอนนี้ แต่ได้กลายเป็น “เวทีของการแสดงบทบาทของมหาอำนาจโลก” ในภูมิภาคอินโด-แปซิฟิก
สหรัฐพยายามเข้ามาแสดงบทบาทเป็นคนกลางไกล่เกลี่ย โดยประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ อ้างว่า ได้ใช้ความเต็มใจที่จะกำหนดมาตรการทางเศรษฐกิจที่รุนแรง เช่น การขู่ระงับสิทธิพิเศษทางการค้า เพื่อใช้เป็นอำนาจต่อรองในการบังคับให้คู่ขัดแย้งหยุดยิง การเดินเกมของสหรัฐจึงมีลักษณะที่เน้นการทำธุรกรรมและการใช้อำนาจต่อรองทางเศรษฐกิจ มากกว่าการใช้การทูตแบบดั้งเดิม
ขณะเดียวกัน ในยุคการแข่งขันระหว่างสหรัฐกับจีน พันธมิตรในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้กำลังเผชิญกับแรงกดดัน ให้เข้าร่วมในกลยุทธ์การยับยั้ง ที่นำมาซึ่งความเสี่ยงมหาศาล การที่สหรัฐเสริมสร้างความเข้มแข็งทางทหารกับพันธมิตร เช่น ฟิลิปปินส์ ด้วยการเพิ่มฐานทัพและการซ้อมรบ อาจทำให้ฟิลิปปินส์มีความเสี่ยงที่จะกลายเป็น “ฐานปฏิบัติการหน้า” สำหรับการดำเนินการของสหรัฐในกลยุทธ์การสกัดกั้นจีน และทำให้การวางแผนด้านการป้องกันของประเทศเล็กต้องคล้อยตามความต้องการด้านความมั่นคงของสหรัฐ แทนที่จะเป็นผลประโยชน์แห่งชาติของตนเอง
ในยุคปัจจุบัน คือการที่สหรัฐ “อาจใช้พันธมิตรพื่อสร้างเงื่อนไขสำหรับความขัดแย้งกับจีน” ซึ่งเป็น “สูตรแห่งหายนะ” สำหรับประชาชนในประเทศนั้น เช่นเดียวกับที่เวียดนามใต้และกัมพูชาต้องเผชิญในอดีต พันธมิตรปัจจุบันมีความเสี่ยงที่จะต้องรับภาระความขัดแย้งและเผชิญกับการถูกทำลายบนแผ่นดินของตนเอง เพื่อผลประโยชน์สูงสุดทางยุทธศาสตร์ของสหรัฐในการแข่งขันกับจีน
วาทะของคิสซิงเจอร์ยังคงเป็นเครื่องเตือนใจที่ทรงพลังสำหรับการเดินเกมการทูตในปัจจุบัน ความสัมพันธ์กับสหรัฐให้ผลประโยชน์ทางความมั่นคงในระยะสั้น แต่การพึ่งพาทางยุทธศาสตร์มากเกินไปสามารถนำไปสู่ผลลัพธ์ที่ไม่อาจแก้ไขได้ ดังที่กัมพูชาเคยประสบมาแล้ว

ไทยต้องยืนหยัดต่อผลประโยชน์แห่งชาติเป็นสำคัญ ตอนนี้ ประเทศพันธมิตรที่ใกล้ชิดกับสหรัฐหลายแห่ง เริ่มประกาศชัดเจนว่าพวกเขาจะดำเนินนโยบายต่างประเทศโดยมี “ผลประโยชน์แห่งชาติเป็นแนวทางหลัก” การเป็นผู้เล่นที่เป็นอิสระ ซึ่งเน้นเสถียรภาพทางเศรษฐกิจในระยะยาวจึงเป็นเกราะป้องกันดีที่สุดจากการถูกกลืนเข้าสู่เกมทางยุทธศาสตร์ของมหาอำนาจ
การใช้กลยุทธ์การปรับสมดุล เนื่องจากสหรัฐยังไม่มีวาระทางการค้าที่ชัดเจนและแข็งแกร่งพอที่จะแข่งขันกับแรงดึงดูดทางเศรษฐกิจของจีนในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ได้ ประเทศในภูมิภาคแห่งนี้จึงต้องรักษาสมดุลโดยการใช้การสนับสนุนด้านความมั่นคงจากสหรัฐ พร้อมทั้งพึ่งพาจีน ญี่ปุ่น และประเทศมหาอำนาจระดับกลางอีกหลายแห่ง ในการลงทุนด้านเศรษฐกิจและโครงสร้างพื้นฐาน
การเดินเกมของสหรัฐในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ตอนนี้ ยังคงสะท้อนถึงหลัก Realpolitik ที่ว่าผลประโยชน์ของรัฐบาลวอชิงตันคือสิ่งที่กำหนดความสัมพันธ์ การเป็นพันธมิตรจึงเป็นเพียงการประกันภัยที่มีเบี้ยประกันสูง ซึ่งอาจนำไปสู่ความเสี่ยงที่จะถูกทอดทิ้ง หรือที่เลวร้ายกว่านั้นคือการถูกใช้เป็นสมรภูมิในความขัดแย้งระดับโลก ซึ่งทำให้มิตรภาพของสหรัฐ กลายเป็นความเสี่ยงที่อันตรายอย่างแท้จริง.
ภัทราพร ไพบูลย์ศิลป
เครดิตภาพ : GETTY IMAGES



