“ทีมข่าวอาชญากรรม” สอบถามมุมมอง พร้อมวิเคราะห์ปัจจัยก่อเกิดพฤติกรรม“ดำดิ่ง” กับ พล.ต.ต.วิชัย  สังข์ประไพ  อดีตรอง ผบช.น. ผู้คลุกคลีในเส้นทางกระบวนการยุติธรรมมาตลอด

VIP ความพิเศษที่ใช้เงินแลก

ปัจจัยสำคัญคือ “เงิน” และ “ผลประโยชน์” หากไม่มีการละเมิดกฎระเบียบเช่นนี้เกิดขึ้นไม่ได้ เพราะระบบเรือนจำตามปกติมีข้อกำหนดเข้มงวด ตั้งแต่ของใช้ส่วนตัว การเยี่ยมญาติ ไปจนถึงการเคลื่อนไหวภายในแดนขัง

การที่ผู้ต้องขังสามารถมีสิ่งอำนวยความสะดวกจนถึงขั้นนำบุคคลภายนอกเข้าไปได้ แสดงว่ามีการเปิดช่องหรือรู้เห็นเป็นใจในระดับผู้บริหาร  ข้อมูลที่ตรวจพบชี้ว่าผบ.เรือนจำและคนใกล้ชิดน่าจะมีส่วนเกี่ยวข้อง ทั้งยังมีประวัติเดินทางไปเล่นอบายมุขในกัมพูชาและมาเก๊าหลายครั้ง  อาจเกี่ยวข้องกับแรงจูงใจด้านการเงิน เมื่อมีภาระหรือหนี้สินก็ยิ่งเปิดโอกาสให้ระบบผลประโยชน์เข้ามาควบคุมง่ายขึ้น

นักโทษจีนเทาที่ได้อภิสิทธิ์ก็หนีไม่พ้นเรื่องเงิน นักโทษมีฐานะสามารถใช้จ่ายแลกสิทธิพิเศษ เรือนจำหลายแห่งมีกลุ่มจีนเทาจำนวนมาก บางแห่งกว่า 200 คน ทำให้เงินหมุนเวียนสูงมาก ทุกอย่างจึงซื้อได้มากกว่า ตั้งแต่อาหารที่ดีกว่า การจัดพื้นที่พักที่สบายกว่า ไปจนถึงการดูแลโดยเจ้าหน้าที่แบบไม่เป็นทางการ

ในเรือนจำความเหลื่อมล้ำมีอยู่จริง คนมีเงินหรือเส้นสายอยู่สบายกว่า คนไม่มีเงินไม่มีใครหนุนต้องอยู่ในระเบียบเคร่งครัด ได้สิทธิเท่าที่กฎหมายกำหนดเท่านั้น ระบบนี้จึงคล้ายการแบ่งชั้นโดยไม่เป็นทางการ  

อย่างไรก็ตาม ในทุกองค์กรย่อมมีทั้งคนดีและไม่ดี แต่ถ้าผู้บริหาร หรือหัว ไม่ยึดหลักความถูกต้อง หัวส่าย หัวเอียง ระบบด้านล่างก็จะสั่นคลอนตาม  เช่นเดียวกับหลักคิดว่า “หัวไม่ส่าย หางไม่กระดิก”

พลาดอะไรไป ทำไมหน่วยตรวจสอบไม่(เคย)เจอ

พล.ต.ต.วิชัย  ชี้โดยโครงสร้างรมว.ยุติธรรม อธิบดีกรมราชทัณฑ์ และผู้ตรวจราชการ ล้วนมีอำนาจตรวจสอบ แต่ระบบราชทัณฑ์มีความซับซ้อน  ดูแลผู้ต้องขังจำนวนมาก และมีผลประโยชน์เกี่ยวข้องหลายด้าน อาจมีช่องว่างให้เจ้าหน้าที่บางส่วนมองข้าม หรือ“หูตามัว” แต่หากมีการสั่งการชัดเจน เช่น กำหนดเยี่ยม ห้ามเยี่ยมพิเศษ หรือบังคับใช้กฎเคร่งครัด ปัญหาย่อมลดลง

ส่วนเหตุที่ไม่สามารถป้องกันปัญหาใหญ่เช่นนี้ได้ มองว่าเพราะเหตุการณ์ลักษณะนี้เพิ่งเกิดขึ้นในระดับที่“เกินรับได้” สมัยก่อนอาจ“ผ่อนปรน”แบบที่ยังพออยู่ในกรอบ แต่ไม่ถึงขั้นนำผู้หญิงเข้าไปอยู่กับผู้ต้องขัง ซึ่งถือว่า“รุนแรงผิดปกติ” เหตุการณ์ครั้งนี้จึงสะท้อนผลประโยชน์ที่“บังตา”จนกล้าทำเรื่องที่ไม่มีใครเคยทำมาก่อน

การมี“ห้องลับ”เป็น“ความล้มเหลว”ของระบบวงจรปิดหรือไม่  ส่วนตัวมองระบบวงจรปิดมีอยู่แล้ว แต่หากตั้งใจปิดกล้อง หรือทำให้ไม่สามารถบันทึกเหตุการณ์ก็เกิดช่องโหว่ได้ อย่างไรก็ตาม การปิดกล้องสามารถถูกตรวจสอบย้อนหลังได้ ขึ้นอยู่กับการเจาะลึกข้อเท็จจริงของฝ่ายตรวจสอบว่าพบความผิดปกติอย่างไร

พล.ต.ต.วิชัย ยังเผยถึงการลงตรวจสอบผู้รับผิดชอบว่า  ปกติเมื่อผู้ใหญ่ลงตรวจ เจ้าหน้าที่มักรายงานเฉพาะด้านที่เรียบร้อยและอยู่ในระเบียบ  เว้นแต่มีเจ้าหน้าที่ภายในร้องเรียนหรือแจ้งเบาะแส จึงมีโอกาสตรวจเจาะลึกประเด็นผิดปกติ

“หากไม่มีการร้องเรียน และสภาพที่เห็นภายนอกดูปกติ  ความผิดปกติจึงอาจถูกซ่อนอยู่เป็นเวลานาน กระทั่งมีเหตุใหญ่แบบครั้งนี้ ทำให้เรื่องถูกเปิดเผยและต้องเข้าสู่กระบวนการสอบสวนอย่างจริงจัง”

ทำไมต้องสาวจีน ไม่ใช่ไทย

เหตุผลเพราะหากเป็นหญิงไทย เรื่องราวจะถูกนำไปพูดต่อ กลายเป็นหลักฐานและเสียงวิพากษ์วิจารณ์จากสังคมทันที แต่เมื่อเป็นหญิงจีน เสร็จภารกิจแล้วกลับประเทศ แทบไม่เหลือร่องรอยให้ตรวจสอบต่อได้ เป็นช่องว่างที่ถูกเลือกใช้  และกรณีนี้ไม่มีทางเกิดขึ้นกับผู้ต้องขังไทย เพราะไม่กล้าทำและไม่สามารถทำได้ การเรียกใช้บริการเช่นนี้ปรากฏเฉพาะเครือข่ายจีนเทาเท่านั้น  ถ้าคนไทยมาวิ่งงานให้คนไทยด้วยกัน เรื่องจะบานปลาย

พื้นที่ควบคุม ไม่ควรมีจุดบอด

โดยหลักประตูทุกชั้นล็อกแน่นหนา  ระบบปกติไม่เอื้อให้ใครผ่านเข้าไปได้  แต่กรณีนี้เป็นการ“เอื้อประโยชน์” จึงเปิดพื้นที่ที่“ไม่ควรเปิด” ห้องที่ใช้ไม่ใช่ห้องควบคุม แต่เป็นห้องทำงาน  อาคารธุรการของเรือนจำที่เจ้าหน้าที่หลายฝ่ายเข้าได้  ไม่ใช่โซนคุมขัง  เป็นช่องทางให้ผู้มีอำนาจใช้ประโยชน์ผิดวัตถุประสงค์

ทั้งนี้ คำว่าคุมขัง คือ การจำกัดเสรีภาพ ไม่ให้ผู้กระทำผิดกลับไปสร้างปัญหาซึ่งทุกคนควรได้รับมาตรฐานเดียวกัน แต่ระบบไทยยังมีการเอื้อประโยชน์  มีเส้นสายและสิ่งอำนวยความสะดวกที่ผู้มีอำนาจ“ฝากฝัง”กันจนเป็นเรื่องปกติ  แม้จะมีอยู่มานาน แต่การ“ล้ำเส้น”ถึงขั้นนำผู้หญิงเข้ามานอนในพื้นที่เรือนจำ ถือเป็นเรื่องที่เพิ่งเกิด และเกินกว่าที่เคยเป็น

สับสน คุก=สบาย ศรัทธาลงทัณฑ์สั่นคลอน

พล.ต.ต.วิชัย ย้ำความสบายที่เห็น ไม่ได้มาจากระบบยุติธรรม แต่มาจากเจ้าหน้าที่ที่เอื้อประโยชน์ ระบบหลักตั้งแต่นำตัวเข้าสู่กระบวนการ ตำรวจ อัยการ ศาล จนถึงราชทัณฑ์ ถูกกำหนดตามกฎหมายอยู่แล้ว  แต่เมื่อ“คน”ที่ดูแลระบบกระทำผิด ใช้อำนาจในทางมิชอบ จึงทำให้ภาพรวมเสียหาย สุดท้ายต้นตอไม่ใช่“ระบบ” แต่คือ“คน”ที่ทำให้ระบบเสื่อมศรัทธา

สุดท้ายปฏิบัติการเปิดโปง “คุVIP นี้ไม่เพียงสะท้อนการเอื้อประโยชน์ของเจ้าหน้าที่ แต่ยังเป็นบทพิสูจน์ว่าความเสื่อมศรัทธาไม่ได้เกิดจากระบบ หากเกิดจาก“คน” การย้ายผู้บริหารเรือนจำอาจเป็นเพียงก้าวแรก แต่สังคมกำลังจับตาว่าหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะเดินหน้าลงโทษ  ปิดช่องโหว่ที่เปิดมานี้อย่างไร เพื่อยืนยันว่าคำสั่งลงโทษยังศักดิ์สิทธิ์ และคนกระทำความผิดต้องรับโทษที่แท้จริง.

ทีมข่าวอาชญากรรม รายงาน