สถานการณ์น้ำท่วมในภาคใต้ได้คลี่คลายลงในหลายๆพื้นที่แล้ว แต่สิ่งสำคัญที่สุด สำหรับผู้ใช้รถยนต์ที่ถูกน้ำท่วมคือ “การดูแลและกู้คืน” อย่างถูกวิธี การตัดสินใจที่ผิดพลาดเพียงครั้งเดียว อาจนำมาซึ่งความเสียหายที่รุนแรงต่อเครื่องยนต์และระบบไฟฟ้า วันนี้ “ช่างเอก” ขอเน้นย้ำถึง 3 กฎเหล็กที่ท่านต้องปฏิบัติทันที และ 5 ระบบสำคัญที่ต้องตรวจสอบเป็นพิเศษ
3กฎเหล็กห้ามน้ำหลังรถแช่น้ำท่วม
1.ห้ามสตาร์ทรถโดยเด็ดขาด
นี่คือคำเตือนที่สำคัญที่สุดครับคือ การพยายามสตาร์ทเครื่องยนต์ของรถที่ถูกน้ำท่วมนั้น อาจทำให้น้ำเข้าสู่ระบบไฟฟ้าจนเกิดการลัดวงจรได้ และที่ร้ายแรงที่สุดคือ อาจทำให้เครื่องยนต์เสียหายหนักมากยิ่งขึ้น (Engine Hydro-lock) ซึ่งจะส่งผลให้ค่าซ่อมสูงเกินกว่าจะคาดเดาได้
2.ตรวจสอบและติดต่อบริษัทประกันภัย
เมื่อตรวจสอบความเสียหายเบื้องต้นแล้ว ให้รีบติดต่อบริษัทประกันภัยทันที เพื่อแจ้งข้อมูลเกี่ยวกับระดับน้ำที่เข้าไปภายในรถอย่างละเอียด และต้องถ่ายรูปภายในและภายนอกรถไว้เพื่อเป็นหลักฐานประกอบการเคลม
3.ติดต่อบริการเคลื่อนย้ายรถมืออาชีพเท่านั้น
หลีกเลี่ยงการสตาร์ทรถและเคลื่อนย้ายรถด้วยตนเองโดยเด็ดขาด ให้ติดต่อบริการเคลื่อนย้ายรถ เช่น รถสไลด์ รถยก หรือรถลาก เพื่อนำรถเข้าสู่ศูนย์บริการหรืออู่ซ่อมที่มีความเชี่ยวชาญ
เทคนิคดูแลรถหลังน้ำท่วม
-ระบบเบรก ไล่ความชื้นด้วย “การเลียเบรก”
ระบบเบรกทั้งแบบ “ดิสก์เบรก” และ “ดรัมเบรก” ต่างไม่ถูกกับน้ำ เนื่องจากน้ำกับโลหะจะทำให้เกิดสนิมจนเบรกติดขัด ส่วนน้ำมันเบรกที่เกิดความชื้นจะทำให้เบรคลื่นและเบรกไม่อยู่ หลังจากการเช็กทำความสะอาดแล้ว สิ่งที่ควรทำคือ “การเลียเบรก” โดยการขับรถช้าๆ แล้วใช้เท้าซ้ายแตะเบรกเบา ๆ ค้างไว้เป็นระยะทางประมาณ 100 เมตร เพื่อให้ผ้าเบรกเสียดสีกับจานเบรกจนเกิดความร้อน ซึ่งจะช่วยเร่งการระเหยของความชื้นออกจากผ้าเบรก ทำให้ระบบเบรกกลับมาทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ
-ลูกปืนล้อ สังเกต “เสียงหอน” ยามวิ่งเร็ว
หากรถถูกแช่น้ำเป็นเวลานาน อาจต้องทำใจว่าลูกปืนล้อจะเสื่อมสภาพเร็วขึ้น เนื่องจากจาระบีที่คอยหล่อลื่นภายในลูกปืนได้หายไปกับน้ำ หรือเสื่อมคุณภาพอย่างรวดเร็ว สังเกตอาการได้ง่ายๆ คือ ลูกปืนล้อจะดัง “หอน” ขึ้นเมื่อวิ่งด้วยความเร็วสูงๆ หากมีอาการนี้ต้องรีบเปลี่ยนทันทีเพื่อความปลอดภัยในการขับขี่
-เพลาขับและเฟืองท้าย ตรวจสอบยางหุ้มเพลา
สำหรับผู้ที่ขับรถลุยน้ำแบบมิดใต้ท้องรถ ชุดเพลาขับและเฟืองท้ายคืออุปกรณ์ที่มีความเสี่ยงสูงต่อการน้ำเข้า หากยางหุ้มเพลาเสื่อมหรือฉีกขาด น้ำจะเข้าไปชะจาระบีภายในออกไปได้ ส่วนเฟืองท้ายก็มีความเสี่ยงที่น้ำจะเล็ดลอดเข้าไปทางท่อหายใจของน้ำมันเฟืองท้าย หากชุดเพลามีปัญหาจะมีเสียงดังออกมา ซึ่งต้องแก้ไขด้วยการทาจาระบีใหม่ เปลี่ยนยางหุ้มเพลาใหม่ และเปลี่ยนถ่ายของเหลวทั้งหมด
-ระบบปรับอากาศ กำจัดกลิ่นอับและความชื้น
แม้ว่ารถของเราจะไม่ได้จมน้ำ แต่การขับลุยน้ำขังบ่อยๆ ก็อาจทำให้น้ำและความชื้นเข้ามาในรถแบบไม่รู้ตัว จนเกิดกลิ่นเหม็นสาบหรือกลิ่นอับชื้นภายในห้องโดยสาร เมื่อภารกิจน้ำท่วมสิ้นสุดลง อย่าลืมนำรถไปให้ช่างตรวจเช็กและกำจัดกลิ่นในระบบแอร์เพื่อสุขอนามัยที่ดี
-น้ำมันเครื่อง สัญญาณเตือน “สีน้ำตาล” หรือ “แยกชั้น”
สิ่งที่ต้องเช็กเป็นอันดับสุดท้ายและสำคัญที่สุดคือ น้ำมันเครื่อง ว่ามีน้ำผสมอยู่หรือไม่ วิธีตรวจเบื้องต้นคือการดึงก้านวัดน้ำมันเครื่องออกมาเพื่อดูเนื้อของตัวน้ำมัน ถ้าเป็นเนื้อเดียวกัน แสดงว่าไม่มีน้ำผสม แต่ถ้าดูแล้วน้ำมันเครื่องเป็นสีออกน้ำตาล ๆ หรือแยกชั้นระหว่างน้ำกับน้ำมัน แสดงว่าน้ำได้เข้าไปรวมกับน้ำมันเครื่องแล้ว ต้องนำรถไปเปลี่ยนน้ำมันเครื่องพร้อมไส้กรองใหม่ทั้งหมดทันทีครับ
การซ่อมรถยนต์ที่ถูกน้ำท่วมไม่ใช่เรื่องง่าย ต้องใช้ความละเอียดอ่อนและต้องเริ่มต้นอย่างถูกต้องตามขั้นตอนที่กล่าวมาข้างต้น เพื่อให้รถยนต์ของท่านกลับมาใช้งานได้อย่างปลอดภัยและมีประสิทธิภาพสูงสุดอีกครั้งครับ..
………………………..
คอลัมน์ : รู้ก่อนเหยียบ
โดย “ช่างเอก”
ติดต่อสอบถามข้อมูลโดยตรงที่ [email protected]



