ทั้งนี้ “แนวทางช่วยเหลือเยียวยาจิตใจผู้ที่ต้องเป็นเหยื่อ” จัดทำโดย กรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข ที่มีชื่อว่า “คู่มือการปฏิบัติงานทีมช่วยเหลือเยียวยาจิตใจผู้ประสบภาวะวิกฤติ (Mental Health Crisis Assessment and Treatment Team : MCATT)” โดย “เหยื่อน้ำท่วม” นี้ก็เข้าข่ายเช่นกัน โดยมี ช่วงเวลาต้องระวังใกล้ชิด”ดังต่อไปนี้

ระยะวิกฤติและฉุกเฉิน เป็นช่วงต้องเฝ้าระวังสภาพจิตใจเหยื่ออย่างใกล้ชิด โดยในระยะนี้ยังแยกย่อยแบ่งเป็น “ระยะวิกฤติ” หรือ ตั้งแต่เกิดเหตุ ต่อเนื่องไปถึง 72 ชั่วโมง ซึ่งช่วงนี้เหยื่อจะตื่นตัวทางสรีระและพฤติกรรม จากการใช้พลังไปมากเพื่อให้รอดชีวิต จากนั้นจะค่อย ๆ เกิดความเครียด หวาดผวา หวาดกลัว ช็อก วิตกกังวล สับสน ซึ่งการช่วยเหลือเฉพาะหน้าในระยะนี้ ต้องเน้นช่วยตามสภาพความเป็นจริง หรือตามความต้องการของเหยื่อเป็นหลัก ส่วนระยะนี้แยกย่อยเป็นอีกระยะ คือ “ระยะฉุกเฉิน” หรือ ช่วง 72 ชั่วโมงหลังจากเกิดเหตุ ต่อเนื่องไปถึงประมาณ 2 สัปดาห์ เป็นช่วงเวลาที่ผู้ดูแลช่วยเหลือสามารถสำรวจหาข้อมูลสถานการณ์และความต้องการของผู้ประสบภัยได้ชัดเจนมากขึ้น เพื่อนำข้อมูลมาใช้วางแผนให้ความช่วยเหลือ

ระยะหลังเกิดเหตุการณ์ และได้รับผลกระทบ เป็นช่วงเวลาตั้งแต่ 2 สัปดาห์ถึง 3 เดือน นับตั้งแต่เกิดเหตุ โดยเป็นระยะที่ผู้ประสบภาวะวิกฤติ จะเริ่มเผชิญความเป็นจริงมากขึ้น ส่งผลทำให้พละกำลังเรี่ยวแรงค่อย ๆ ถดถอย อ่อนล้าและจะเริ่มรู้สึกหงุดหงิด โดยจิตใจของเหยื่อในระยะนี้มักจะเกิดความเครียด วิตกกังวล ท้อแท้ ซึมเศร้า เพราะเรู้สึกไม่แน่ใจในอนาคต

ระยะฟื้นฟู เป็นช่วง หลังเกิดเหตุ 3 เดือนขึ้นไป ซึ่งการดูแลฟื้นฟูเยียวยาช่วยเหลือเหยื่อต้องเน้นส่งเสริม ป้องกัน บำบัดเพื่อฟื้นฟูสุขภาพจิต และจะต้องป้องกันความพิการทางจิตใจ (Early Detection and Early Intervention) ตามสภาพปัญหา เช่น ให้คำปรึกษา สอนทักษะคลายเครียด ใช้จิตบำบัดปรับพฤติกรรม หรือให้ยา และนี่เป็น “ระยะเฝ้าระวังสภาพจิตใจ” ของ “เหยื่อวิกฤติน้ำท่วม” ที่เป็น “อีกโจทย์วัดใจวัดกึ๋น” ภาครัฐว่าจะสร้างขวัญกำลังใจให้ผู้ประสบภัยได้มากน้อยแค่ไหน?.

(ข้อมูล : คู่มือการปฏิบัติงานทีมช่วยเหลือเยียวยาจิตใจผู้ประสบภาวะวิกฤติ (MCATT) กรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณะสุข)