การเมืองไทยกำลังก้าวเข้าสู่โหมดเลือกตั้งเต็มสูบ พรรคใหญ่ พรรคกลาง ต่างขยับแรง เร่งปักป้ายส่งผู้สมัครลงชิงพื้นที่กันอย่างคึกคัก แต่ท่ามกลางสมรภูมิเดือดก็มีสีสันจาก “พรรคน้องใหม่” ที่แหวกกระแสขึ้นมาเป็นจุดสนใจ โดยเฉพาะจากการหยิบยกประเด็นสถานการณ์ชายแดนไทย–กัมพูชา จนถูกพูดถึงอย่างกว้างขวางในกลุ่มคนรักชาติและผู้ติดตามความมั่นคงของประเทศ“คอลัมน์ตรวจการบ้าน” จึงมาสนทนากับ “พล.อ.รังษี กิติญาณทรัพย์” หัวหน้าพรรคเศรษฐกิจ ว่าด้วยความพร้อมก่อนสู้ศึกเลือกตั้งทันทีหลังการยุบสภา

โดย “พล.อ.รังษี” เปิดประเด็นว่า หลังจากรับราชการจนใกล้เกษียณ และผมเห็นปัญหาประเทศไทยต้องเผชิญทั้งปัญหาโควิด-19 และความตึงเครียดภูมิรัฐศาสตร์ระหว่างประเทศมหาอำนาจ ทั้งสหรัฐอเมริกา รัสเซีย จีน อิหร่าน เกาหลีเหนือ ส่งผลกระทบเป็นวงกว้างจนเกิดวิกฤติเศรษฐกิจและสงครามการค้า ซึ่งประเทศไทยก็โดนผลกระทบเช่นกัน โดยเฉพาะ “หนี้ประเทศ” ที่เพิ่มขึ้นอย่างน่ากลัว กระทบชีวิตประชาชนและทำให้ไทยติด “กับดักหนี้” ไม่อยากเห็นประเทศเป็นแบบนี้อีก และหลังเกษียณมีผู้ใหญ่จาก “พรรคเส้นด้าย” มาพูดคุยให้ช่วยงานการเมือง ในฐานะหัวหน้าพรรค ก่อนปรับชื่อพรรคเป็น “พรรคเศรษฐกิจ” เพื่อตั้งใจพาประเทศหลุดพ้นวิกฤติ

@  คิดอย่างไรกับการที่พรรคเศรษฐกิจมาแรงเป็นกระแสโดยใช้ระยะเวลาไม่นาน?

ต้องขอบคุณสื่อทุกช่องที่เชิญไปออกรายการ และประชาชนที่ติดตามโซเชียลมีเดียจำนวนมาก ทำให้ “พรรคเศรษฐกิจ” เติบโตขึ้น ผมเป็นคนตรงไปตรงมาชัดเจนในทุกประเด็น และนโยบายหลายข้อก็เป็นสิ่งที่คนอื่น “ไม่กล้าทำ” แต่แม้จะฟื้นฟูเศรษฐกิจระดับมหภาค–จุลภาคได้ หากยังมีการโกงกันอยู่ ประเทศก็ไม่รอด เพราะเรามีหนี้สูง และต้องเร่งยกระดับศักยภาพประเทศ เพื่อดึงดูดการลงทุน และสร้างงานให้ประชาชนมีรายได้ไปใช้หนี้

@ นอกจากนโยบายด้านเศรษฐกิจแล้ว จะมีเรื่องอื่นที่ต้องแก้ไขหรือไม่ ?

เรื่อง “คอร์รัปชัน” ต้องแก้เช่นกัน โดยเสนอให้มีกฎหมายลงโทษถึงขั้นประหารชีวิตทั้งผู้ให้และผู้รับ พร้อมปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม แบ่งงานเป็น 2 ส่วน 1.ตำรวจทำหน้าที่จับกุมและสืบสวน 2.ฝ่ายกรมที่ตั้งขึ้นมาทำหน้าที่สอบสวนและรวบรวมหลักฐาน ส่วนตำแหน่งนายพลที่ไม่จำเป็นต้องยุบออก แล้วเพิ่มกำลังในส่วนที่ขาด พร้อมขยายโรงพักให้ครอบคลุมทุกจังหวัด รวมถึงปฏิรูปกรมราชทัณฑ์ เพราะปัจจุบันกลายเป็น “คุกที่เปลี่ยนสภาพ” หากประเทศจะเปิดรับการลงทุน แต่รัฐยังโกง และเจ้าหน้าที่รัฐไปร่วมมือทุนสีเทา ประเทศก็ไปต่อไม่ได้

@ จุดยืนของพรรคเศรษฐกิจจะแก้ไขรัฐธรรมนูญรายมาตราหรือแก้ไขทั้งฉบับหรือไม่แก้เลย ?

ผมคิดว่าปัญหาไม่ได้อยู่ที่กฎหมาย แต่อยู่ที่คนใช้กฎหมาย “พรรคเศรษฐกิจ” จะโฟกัสเฉพาะกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับ “โครงการใหญ่” ของพรรค เช่น รถไฟความเร็วสูง คลองโอเชียนลิงค์ กฎหมายประหารชีวิต และการปรับกระบวนการยุติธรรม จะแก้ให้ทันต่อสถานการณ์ ส่วนกฎหมายใหญ่ไม่ได้หยิบมายุ่ง ถามว่ามาตรา 112 ทำให้ใครเดือดร้อน ซึ่งผมไม่เคยได้รับผลกระทบ ผู้นำทุกประเทศต้องมีกฎหมายปกป้องสถาบัน จะปล่อยให้วิจารณ์มั่วซั่วได้อย่างไร

@ มีแนวคิดหรือวิธีการในการแก้ไขปัญหา สถานการณ์ชายแดนไทยกัมพูชาอย่างไร ?

ผมอยู่ในอาชีพหน่วยรบมา 38 ปี โดยมีหน้าที่รับผิดชอบด้านนี้ และสมเด็จฮุน เซน กับผม อยู่คนละฝั่ง เปรียบได้ว่า ผมอยู่ฝ่ายธรรมะ แต่ “ฮุนเซน” อยู่ฝ่ายอธรรม รับรองเป็นมวยถูกคู่ ต้องตัดสินใจว่าจะเอาม้วนเดียวจบหรือยืดเยื้อ ถ้าม้วนเดียวจบต้องมีการสูญเสีย ถ้ายังประท้วงเจรจาอยู่เช่นนี้ก็จะเป็นแบบนี้ หรืออยากให้มันมีอีกหลายครั้งความเสียหายก็ต่างกันแต่ที่ปัญหามันคาราคาซังอยู่เช่นนี้ เพราะมีผู้สมคบคิด โดยให้เรายอมเจรจาเลยสูญเสียทรัพยากร ทั้งหมดเป็นเพราะผลประโยชน์ 

@ พล.อ.รังษีเป็นทหารกังวลหรือไม่ว่าจะมีข้อครหามีทหารมาเป็นนายกฯ ?

ผมไม่ได้กังวลเพราะจริงๆแล้ว จะไปอ้างถึงทหารที่เคยทำอะไรผิดพลาดมาในอดีตไม่ได้ เขาชื่ออะไร ผมชื่ออะไร เขาพลเอกอะไร ผม “พลเอกรังษี” มาอย่างถูกต้องตามระเบียบไม่มีนายทุน พรรคของผมจนที่สุดกว่าทุกพรรคแล้ว พรรคของผมไม่มีนายทุนหรือเจ้าของพรรค และสส.พรรคของผมต้องออกเงินค่าสมัครเอง และนโยบายของผมก็ขัดผลประโยชน์กับคนอื่นเยอะ แต่เชื่อว่าถ้าไม่ทำเราไม่รอด ผมไม่กลัวใครเพราะอายุ 60 กว่าแล้ว ผมจะตายยังไงก็ได้ แต่จะตายแบบหมาหรือตายแบบวีรบุรุษ

@ อนาคตมองว่าการเมืองจะมีการเกิดรัฐประหารหรือไม่ ?

การรัฐประหารที่เกิดขึ้นมาจากความขัดแย้ง ผมคิดว่ายากที่จะมีทหารขึ้นมา และยากที่จะยึดอำนาจ ส่วนใหญ่เกิดขึ้นเพราะความจำเป็นและเหตุการณ์มันพาไปเพราะไม่มีทางออก เพราะฉะนั้นทุกคนรักษากติกาและอย่าให้มันถึงทางตัน รัฐประหารก็คงจะไม่เกิด

@ มองอย่างไรถ้าเปิดสภามาแล้วนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ยุบสภาถ้าฝ่ายค้านยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจ

ยังไม่เหมาะ ถ้ายุบสภาแล้วกัมพูชายิงเข้ามาในช่วงที่ไทยเป็น รัฐบาลรักษาการ อำนาจและงบประมาณจะถูกจำกัดครึ่งหนึ่ง การฟื้นฟูเศรษฐกิจและแก้น้ำท่วมหาดใหญ่ก็ยาก แต่เมื่อ อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ประกาศจะยุบ 31 ม.ค. 2569 ก็อยากให้เป็นไปตามนั้น ส่วนถ้ายุบ 12 ธ.ค. 2568 ผมว่าไม่เหมาะ

@ ทางพรรคเศรษฐกิจมีความพร้อมอย่างไรกับการเลือกตั้ง ?

ตอนนี้มีความพร้อม 80% การที่จะส่ง ผู้สมัคร สส.น้อยหรือมากมันไม่มีผล หากส่งทั่วประเทศคนไม่เลือกก็จบ หากส่งพอดีคนเลือกก็แลนสไลด์ และ “พรรคเศรษฐกิจ” มีความเป็นไปได้ที่จะส่งผู้สมัคร 400 เขต แต่ปัจจุบันที่ยังไม่ครบเพราะบางคนมีประวัติสีเทา ซึ่งถ้าหากรับคนแบบมั่วๆก็ครบไปแล้ว

@ ในส่วนของแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรคเศรษฐกิจ จะมีการส่งเพิ่มหรือไม่?

ต้องมีการคุยกันในกรรมการบริหารพรรคว่าจะมีการคิดอย่างไร ส่วนมีการทาบทามหรือไม่ขอยังไม่บอก เพราะเป็นกลยุทธ์ของพรรค แต่ถึงเวลาจะเปิดตัวอยู่แล้วหากประกาศว่าจะมีการยุบสภา ตอนนี้มีหน้าที่แค่ทำให้ประชาชนเข้าใจในนโยบายของเราก่อนแต่ยืนยันแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี  “พรรคเศรษฐกิจ” มีผมเป็นคนแรก.

คลิกอ่านบทความทั้งหมดได้ที่นี่