สังคมเริ่มตั้งคำถามถึงความอันตรายของสารชนิดนี้ รวมถึงความเข้าใจผิดหลายประเด็นที่ถูกแชร์อย่างกว้างขวางทั้งในข่าวและโซเชียล โดยเฉพาะการเรียกไซยาไนด์ว่า“ยา”ทั้งที่แท้จริงแล้วเป็น“สารเคมีอันตราย”ที่ถูกควบคุมทางกฎหมายอย่างชัดเจน

เพื่อคลี่คลายความเข้าใจให้ถูกต้อง “ทีมข่าวอาชญากรรม” สอบถาม ผศ.นพ.สมิทธิ์ ศรีสนธิ์ อาจารย์ประจำนิติเวชวิทยา และนายกสมาคมแพทย์นิติเวชแห่งประเทศไทย อธิบายว่า ไซยาไนด์อยู่ภายใต้กฎหมายควบคุมการซื้อขาย ไม่สามารถเข้าถึงได้อย่างเปิดเผย แต่การลักลอบซื้อขายยังเกิดขึ้นผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ ต่างจากที่คนจำนวนหนึ่งเข้าใจว่าหาได้ง่ายดาย

ทั้งนี้ สาเหตุไม่ใช่เพราะกฎหมายอ่อนแรง แต่เพราะผู้ขายบางรายใช้“ชื่ออื่น”แทนคำว่าไซยาไนด์เพื่อหลบการตรวจค้น ทำให้การปิดช่องทางซื้อขายทำได้ยาก แม้เมื่อมีข่าวดัง เช่น คดี “แอม ไซยาไนด์” การควบคุมจะเข้มงวดขึ้น แต่เมื่อกระแสเริ่มเบาลง รายการขายก็ปรากฏอีกครั้งเป็นช่วง ๆ คล้ายกรณี“สารต้องห้าม”อื่นที่ยังมีช่องว่างให้ลักลอบจำหน่ายในตลาดออนไลน์อยู่เสมอ

เมื่อถามว่าสามารถระบุ หรือแยกแยะไซยาไนด์ได้จากลักษณะภายนอกหรือไม่ ผศ.นพ.สมิทธิ์ ตอบชัดว่าการให้ข้อมูลเช่นนี้ไม่เหมาะสม เนื่องจากอาจกลายเป็นการเปิดช่องให้มีผู้นำไปใช้ผิดวัตถุประสงค์ได้จริง การเลียนแบบเกิดขึ้นได้ง่ายโดยอาศัยข้อมูลเพียงเล็กน้อย ดังนั้น จึงไม่ควรให้รายละเอียดใด ๆ ที่เอื้อต่อการนำไปค้นหา ซื้อหา หรือใช้ในทางที่ไม่ปลอดภัย

ในด้านสื่อและการรับรู้ของสังคม ผศ.นพ.สมิทธิ์ อธิบายว่า เหตุที่ไซยาไนด์ถูกเชื่อมโยงกับการก่อเหตุและทำร้ายร่างกาย มาจาก“ภาพจำ”ในหนัง การ์ตูน และซีรี่ส์จำนวนมากที่พูดถึงฤทธิ์ของมันอย่างชัดเจน เมื่อประกอบกับการค้นหาข้อมูลในอินเทอร์เน็ตที่พบได้ง่าย ยิ่งทำให้ผู้ที่หวังนำไปใช้ก่ออันตรายนึกถึงสารชนิดนี้เป็นอันดับต้น ๆ แม้การหามาใช้จริงไม่ใช่เรื่องง่าย แต่หากมีความตั้งใจมากพอก็สามารถลักลอบได้เช่นกัน

วงการนิติเวช ไซยาไนด์ฆ่าคน แทบไม่เคยเกิดขึ้นในไทย

ผศ.นพ.สมิทธิ์ เผยสถิติการพบไซยาไนด์ในงานนิติเวช กรณีที่เกี่ยวข้องกับการกระทำต่อชีวิตผู้อื่นเกิดขึ้นน้อยมาก ในประเทศไทย กรณี“แอม ไซยาไนด์” จัดเป็นกรณีวางยาฆ่าที่ถูกยืนยันเป็น“ครั้งแรก” ส่วนกรณีที่เกี่ยวกับการใช้ทำร้ายตัวเองพบปีละประมาณ 1 ครั้งเท่านั้น ซึ่งทำให้กระบวนการชันสูตรต้องเข้มงวดขึ้น เมื่อพบการเสียชีวิตไม่ทราบสาเหตุ แพทย์จะเพิ่มขั้นตอนตรวจหาปริมาณไซยาไนด์ในเลือดเพื่อความชัดเจน

อีกข้อเข้าใจผิดที่สังคมพูดถึงมาก คือ ความเชื่อว่าไซยาไนด์ทำให้ศพมีลักษณะปลายนิ้วคล้ำ หรือสีผิวเปลี่ยนไป ซึ่ง ผศ.นพ.สมิทธิ์ ยืนยันว่าไม่เป็นความจริง ภาวะดังกล่าวที่เรียกว่า Cyanosis เกิดจากเลือดมี“คาร์บอนไดออกไซด์”มาก หรือเกิดจากการฉีด“ฟอร์มาลีน”เข้าสู่ร่างศพ รวมถึงความแห้งของผิวหนัง ไม่ได้เป็นผลจากไซยาไนด์โดยตรง

“ตนทำงานกับศพมานาน คนเสียชีวิตตามธรรมชาติก็พบปลายนิ้วคล้ำได้เช่นกันเมื่อมีการฉีดฟอร์มาลีน ดังนั้น การตรวจหาสารพิษต้องเจาะเลือด หรือบางครั้งเมื่อผ่าศพเปิดกระเพาะอาจได้กลิ่นไซยาไนด์คล้ายอัลมอนด์ แต่โอกาสเจอกลิ่นจริงต่ำกว่า 40% และเจ้าหน้าที่ส่วนใหญ่ก็ยังไม่เคยได้กลิ่น สิ่งที่สรุปสาเหตุได้ชัด คือ ปริมาณไซยาไนด์ในร่างกาย หากพบในระดับที่ทำให้เสียชีวิต ก็ถือเป็นสาเหตุ

อย่างไรก็ตาม ในร่างกายมนุษย์สามารถพบไซยาไนด์ปริมาณเล็กน้อยได้ตามปกติ โดยเฉพาะในผู้ที่สูบบุหรี่ซึ่งอาจพบในระดับต่ำ แต่ไม่ได้อยู่ในระดับที่ทำให้เสียชีวิต

พร้อมตั้งข้อสังเกตงานตรวจทาง“พิษวิทยา”หลายประเภทเป็นภาระต่อโรงพยาบาลที่ต้องส่งตัวอย่างไปตรวจกับเอกชน ทำให้เกิดค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม และต้องการให้รัฐจัดตั้ง“แล็บกลาง” เพื่อรองรับการตรวจโดยไม่คิดค่าใช้จ่ายกับหน่วยบริการสาธารณสุข ลดภาระงบประมาณ และเพิ่มประสิทธิภาพในการสรุปผลการชันสูตรให้เร็วขึ้น

แพทย์ไม่ใช้ไซยาไนด์-ไร้สิทธิครอบครองตามก.ม.

ผศ.นพ.สมิทธิ์ ย้ำว่าแพทย์ไม่มีการใช้ไซยาไนด์ในการรักษา หรือถือครองตามกฎหมาย ความเข้าใจว่าหาซื้อได้ง่ายนั้น เกิดจากการพบในช่องทางออนไลน์ ไม่ได้เกี่ยวข้องกับทางการแพทย์ และผู้ที่ครอบครองโดยไม่มีสิทธิก็ถือว่าผิดกฎหมายโดยตรง

กรณีของ“นัทปง” จึงไม่ใช่เพียงเหตุการณ์หนึ่งที่สังคมสนใจในเชิงคดีเท่านั้น หากยังสะท้อนช่องว่างความเข้าใจด้านพิษวิทยาและการนำเสนอข่าวสารที่อาจทำให้ประชาชนเกิดภาพจำที่คลาดเคลื่อน การสื่อสารบนพื้นฐานของข้อมูลที่ถูกต้องและไม่เร่งเร้าความตื่นตระหนก จึงเป็นบทบาทสำคัญของสื่อในสถานการณ์เช่นนี้ เพื่อไม่ให้“ความเข้าใจผิด”ถูกส่งต่อกลายเป็น“อาวุธ”ในความคิดของใครบางคนโดยไม่รู้ตัว.

ทีมข่าวอาชญากรรม รายงาน