แต่…ที่รอไม่ได้คือเศรษฐกิจของประเทศ ที่หลายคนว่าไว้ว่า ปี 67 คือ เผาหลอก ปี 68 คือ เผาจริง ส่วนปี 69 จะเข้าสู่การ “เผาเกรียม” ซึ่งจะเป็นไปตามนั้นหรือไม่
ทั้งหลายทั้งมวล…ก็ต้องขึ้นอยู่กับฝีไม้ลายมือของรัฐบาลชุดใหม่ เท่านั้น !! ที่จะพาประเทศฝ่าฟันคลื่นลมพายุ ที่กำลังรอขย่มไปได้ไกลแค่ไหน?
แต่ก่อนที่จะไปถึงความจริง… วันนี้ “ช่อชมพู” ขอพามาสำรวจนโยบายด้าน“เศรษฐกิจ” ของพรรคการเมืองใหญ่ ตัวเต็งตัวตึง ที่คาดกันว่าจะคว้าคะแนนเสียงจากการเลือกตั้งได้เป็นลำดับต้น ๆ
เริ่มจากพรรค”ภูมิใจไทย”ที่เรียกคะแนนเสียงด้วยสัญญลักษณ์ “พลัส” ที่เป็นเมืองเครื่องหมายบวก หรือเครื่องหมายของซูเปอร์ฮีโร่ดังอย่าง “อุลตาแมน” ที่มีชื่อเสียงระดับโลกจากญี่ปุ่น
สโลแกนหาเสียงของพรรคภูมิใจไทยว่าด้วย “พูดล้วทำ…พลัส” โดยแคนดิเดตนายกฯคนที่ 33 ก็ไม่ใช่ใครที่ไหน นอกจาก”อนุทิน ชาญวีรกูล” แถมพก “สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว” มาด้วยเป็นแคนดิเดตนายกฯคนที่ 2
ขณะที่นโยบายด้านเศรษฐกิจได้นำเสนอด้วย “เศรษฐกิจ 10 พลัส” ที่เน้นในเรื่องของการแก้เศรษฐกิจปากท้อง ด้วยการเพิ่มรายได้ ลดรายจ่าย เพิ่มเงินออม ลดภาระหนี้ ขณะเดียวกันก็ยังให้ความสำคัญกับผู้สูงวัย ด้วยการเสริมทักษะ เพื่อให้มีงาน มีเงินและมีคนดูแล
ไม่เพียงเท่านี้!! ยังเน้นไปที่ชุมชนที่ต้องผลิตสินค้าที่ตรงกับความต้องการของตลาด ขณะที่เรื่องของการศึกษาก็ต้องเท่าเทียม ด้วยการเรียนฟรี เรียนได้ทุกที่ทุกเวลา
ด้านคนตัวเล็กอย่างเอสเอ็มอี ก็ต้องมีสภาพคล่อง ลดต้นทุน และยกระดับให้แข่งขันในเวทีโลกได้ แม้แต่เรื่องของการลงทุน ก็ตั้งเป้าให้มีการลงทุนของภาครัฐอย่างน้อย 30% ของจีดีพี ภายใน 4 ปี ควบคู่ไปกับการผลิตสินค้ารักษ์โลก เพิ่มมูลค่าสินค้า
หรือ… แม้แต่เรื่องของเอไอ ก็ถือเป็นอีกหนึ่งนโยบายสำคัญของพรรคภูมิใจไทย ที่ต้องทำให้เพิ่มรายได้ในการทำงาน ส่วนเรื่องของการค้า ก็ต้องยึดตลาดโลกด้วยกลยุทธ์พันธมิตรการค้า รวมไปถึงการทำงานของรัฐบาลต้องว่องไว ไม่เป็นอุปสรรคต่อนักลงทุน
แม้เวลานี้ การเปิดตัวนโยบายแบบชนิดที่เรียกว่ากระชากใจคะแนนเสียง ยังไม่คลอดออกมาอย่างชัดเจน แต่ก็เชื่อได้ว่านโยบายประชานิยมอย่าง “คนละครึ่งพลัส” คงไม่หนีหายไปไหนแน่นอน เช่นเดียวกับกระแส “ชาตินิยม” นั่นแหล่ะ
หันมาที่ “พรรคเพื่อไทย” ซึ่งที่ผ่านมาต้อง “ตกม้าตาย” หรือเพลี่ยงพล้ำ จนต้องหาแคนดิเดตนายกฯ คนใหม่ อย่าง ” “ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์” หลานทักษิณ ชินวัตร เข้าชิงชัย พร้อมกับพ่วง “สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ” และ “จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์” ร่วมหัวจมท้ายไปด้วย
มารอบนี้ พรรคเพื่อไทย ชูนโยบาย “เพื่อไทยทำได้” โดยเน้นไปที่ 4 เรื่องหลัก ทั้งการปลดหนี้ ดูแลประชาชนฐานรากและเกษตรกร ซึ่งยังคงเป็นหัวใจของพรรคเพื่อไทย
รวมไปถึงการส่งเสริมเครื่องยนต์เศรษฐกิจเดิม ทั้งภาคการเกษตร ภาคอุตสาหกรรมการผลิต และภาคบริการ คสบคู่ไปกับการสร้างเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ ที่เน้นการพัฒนาเกษตรมูลค่าสูง
สุดท้าย คือ บทบาทของภาครัฐในการสร้างความเชื่อมั่น ความมั่นคง และหลักนิติธรรม ควบคู่กับการลงทุนในการพัฒนาคน ระบบสวัสดิการ โครงสร้างพื้นฐาน และการดูแลสิ่งแวดล้อม เพื่อรองรับการเติบโตของเศรษฐกิจมูลค่าสูงในระยะยาว
ส่วนแคมเปญสำคัญ ก็ยังเป็นเรื่องของ ประกันกำไรสินค้าเกษตร 30% การแก้ปัญหาภัยไซเบอร์ การค้ามนุษย์ สแกมเมอร์ ปัญหาทุนเทา รวมไปถึงการยกระดับความปลอดภัยธุรกรรมออนไลน์ การตั้งกองทุนคืนเงินผู้ถูกหลอกลวงจากมิจฉาชีพ
หรือแม้แต่ ค่าไฟไม่เกินหน่วยละ 3.70 บาท ค่ารถไฟฟ้าตลอดสายที่ 20 บาท ค่าโดยสารรถเมล์ติดแอร์ 10 บาท รวมไปถึงการเดินหน้าหวยเษียณ และบ้านเพื่อคนไทย
ส่วน “พรรคประชาชน” การเลือกตั้งครั้งนี้จะไปถึงฝั่งฝันแค่ไหน? หลังถูกฉีกสัญญาใจมาถึง 2 ครั้ง 2 ครา ก็ต้องมาดูกันต่อว่าเกมจะพลิกหรือไม่พลิก
นโยบายของพรรคส้ม ในรอบนี้ซึ่งข้อมูลที่เผยแพร่บนเวปไซต์ มาด้วยสโลแกนที่ว่า…จัดการทุกปัญหาพาประเทศไทยไปไกลกว่าเดิม!!โดยมี 4 ชุดนโยบายหลัก คือ 1. โมเดลเศรษฐกิจใหม่ 2. การปฏิรูปรัฐ 3. ความมั่นคงและประชาธิปไตย และ 4. ยกระดับคุณภาพชีวิต
ในเนื่อหาของนโยบายยังเน้นไปที่ การแก้หนี้เกษตรกร เปลี่ยนภาระเป็นพลัง, ปรับสูตร ปรับฐาน ค่าแรงเพิ่มมากว่าค่าครองชีพทุกปี เพิ่มวันพักผ่อน,หวยใบเสร็จ เอสเอ็มอี เพิ่มแต้มต่อ ทุนเล็กแข่งขันได้, สวัสดิการประชาชน ลดค่าครองชีพ ดูแลตั้งแต่ตั้งครรภ์ถึงเชิงตะกอน เป็นต้น
ขณะที่ “พรรคประชาธิปัตย์” เปิดแคมเปญหาเสียงเลือกตั้ง ภายใต้ชื่อ “ไทยหายจน” ซึ่งเป็นทิศทางนโยบายของพรรค ที่อาสามาเปลี่ยนแปลง ให้คนไทยและประเทศไทยหลุดพ้นจากภาวะ “ทนหายใจ” ไปสู่ “ไทยหายจน”
โดยพรรคประชาธิปัตย์ ก็ขอส่ง “อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” มาเป็นแคนดิเดตนายกฯ คนที่ 1 พร้อมด้วย กรณ์ จาติกวณิช และ การดี เลี่ยวไพโรจน์ ซึ่งนอกจากเข้ามาร่วมชิงชัยแล้ว ยังหวังฟื้นคืนชีพของสถบันการเมืองขึ้นมาอีกครั้ง!!
เอาเป็นว่า … นี่เพิ่งแค่เริ่มต้น จากนี้ไปสารพัดแคมเปญ เพื่อซื้อใจคนไทย จะทยอยออกมาแบบดุเดือด ส่วนใครจะ “คว้าชัย” ก็ต้องรอดูกันต่อไป!
……………………………………….
คอลัมน์ : เศรษฐกิจจานร้อน
โดย “ช่อชมพู”



