การล่มสลายของเสถียรภาพยุทธศาสตร์นิวเคลียร์และระเบียบความมั่นคงใหม่

หนึ่งในสถานการณ์ที่อันตรายและน่าจับตามองที่สุดในปี 2569 คือการสิ้นสุดลงของสนธิสัญญาลดอาวุธทางยุทธศาสตร์ฉบับใหม่ หรือ “นิว สตาร์ต” ในวันที่ 5 ก.พ. 2569 ซึ่งเป็นกลไกสุดท้ายที่ทำหน้าที่ควบคุมคลังแสงนิวเคลียร์ระหว่างสหรัฐกับรัสเซีย

การหมดอายุของสนธิสัญญาดังกล่าวไม่ได้หมายถึงเพียงการสิ้นสุดของข้อจำกัดเชิงปริมาณเท่านั้น แต่ยังหมายถึงการสูญเสียกลไกการตรวจสอบที่สำคัญ เช่น การแลกเปลี่ยนข้อมูลและการตรวจพิจารณาในพื้นที่ ซึ่งเป็นรากฐานของความโปร่งใสและความคาดหมายได้ระหว่างมหาอำนาจ

สถานการณ์ในปัจจุบันบ่งชี้ว่า การเจรจาเพื่อหาข้อตกลงใหม่มาทดแทนนั้น ยังมีความเป็นไปได้น้อยมาก เนื่องจากเงื่อนไขทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ตึงเครียด โดยเฉพาะสงครามในยูเครนที่รัสเซียนำมาเป็นเงื่อนไขในการเจรจา ยิ่งไปกว่านั้น โลกในปี 2569 ไม่ใช่ระบบสองขั้วอำนาจนิวเคลียร์อีกต่อไป แต่กำลังก้าวสู่ระบบ “สามมหาอำนาจนิวเคลียร์” จากการขยายคลังแสงนิวเคลียร์อย่างรวดเร็วของจีน

ความเสี่ยงที่ตามมาจากการไร้พันธนาการทางกฎหมายคือการเกิด “การแข่งขันสะสมอาวุธรอบใหม่” ที่มีความซับซ้อนกว่าเดิม เนื่องจากเทคโนโลยีใหม่ เช่น ขีปนาวุธความเร็วเหนือเสียง หรือ ขีปนาวุธไฮเปอร์โซนิก และระบบอาวุธนิวเคลียร์ที่ยิงจากทางอากาศไม่ได้ถูกรวมอยู่ในกรอบของนิวสตาร์ตมาแต่ต้น ขณะที่ทัศนคติทางการเมืองแบบ “การทำธุรกรรม” ของผู้นำมหาอำนาจอาจทำให้ข้อตกลงด้านความมั่นคงที่เคยแข็งแกร่งกลายเป็นสิ่งที่ต่อรองได้ ซึ่งสร้างความไม่แน่นอนให้กับพันธมิตรทั่วโลก

ในมิติของภูมิรัฐศาสตร์โลก 2569 รัฐบาลนานาประเทศจะเริ่มมองว่าทรัพย์สินทางด้านปัญญาประดิษฐ์( เอไอ ) เป็นโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญของความมั่นคงแห่งชาติ และเอไอจะกลายเป็นเครื่องมือทวีคูณประสิทธิภาพ ในการทำสงครามไซเบอร์และการโฆษณาชวนเชื่อที่ซับซ้อนเกินกว่ามนุษย์จะตรวจจับได้ทันท่วงที เสถียรภาพโลกจึงไม่ได้ขึ้นอยู่กับเพียงแค่จำนวนหัวรบนิวเคลียร์ แต่รวมถึงความสามารถในการป้องกันพรมแดนดิจิทัลและการจัดการกับภัยคุกคามใน “พื้นที่สีเทา” ที่เส้นแบ่งระหว่างภาวะสงครามกับสันติภาพมีความพร่าเลือน

การปฏิวัติเอไอแบบพึ่งพาตนเอง และการแข่งขันด้านอธิปไตยเทคโนโลยี

หากปี 2567-2568 คือยุคของการตื่นตัวต่อ “เอไอเชิงสร้างสรรค์” ปี 2569 จะถูกจารึกว่าเป็นปีแห่ง “เอไอแบบพึ่งพาตนเอง” หรือเอไอที่มีความสามารถในการตัดสินใจและลงมือทำอย่างเป็นอิสระ เข้ามาเปลี่ยนโฉมหน้าของภาคธุรกิจและสังคมอย่างเต็มรูปแบบ

ข้อมูลจากบริษัทที่ปรึกษาชั้นนำหลายแห่งระบุไปในทางเดียวกันว่า ภายในสิ้นปี 2569 บริษัทกมากกว่า 75% จะมีการลงทุนในระบบผู้ช่วยเอไอ ซึ่งสามารถวางแผน ดำเนินงาน และปรับตัวต่อสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงได้โดยแทบไม่ต้องมีมนุษย์เข้ามาแทรกแซง

การเปลี่ยนแปลงนี้ไม่ได้เป็นเพียงการเพิ่มประสิทธิภาพ แต่เป็นการ “ปฏิวัติการบริหารจัดการ” โดยระบบผู้ช่วยเอไอจะเริ่มเข้าไปทำงานในแผนกต่าง ๆ ตั้งแต่การจัดซื้อ ที่สามารถคัดเลือกคู่ค้าและเจรจาต่อรองสัญญาได้เอง ไปจนถึงฝ่ายทรัพยากรบุคคลที่ใช้เอไอ ในการวิเคราะห์และวางแผนกำลังคน

อย่างไรก็ตาม ความก้าวหน้าของเอไอ ในปี 2569 จะมาพร้อมกับความตึงเครียดด้านอธิปไตยทางเทคโนโลยี ประเทศต่างๆ จะเริ่มใช้มาตรการควบคุมการส่งออกเทคโนโลยีชิปและการจัดหาแร่ธาตุหายากที่เข้มงวดขึ้น เพื่อรักษาสิทธิในการพัฒนาเอไอของตนเอง นอกจากนี้ “ค่านิยมของอัลกอริทึม” จะกลายเป็นประเด็นทางการเมือง เมื่อโมเดลเอไอของค่ายตะวันตกและค่ายตะวันออกสะท้อนชุดความคิดและอุดมการณ์ที่แตกต่างกัน ทำให้เกิดความแตกแยกในโลกดิจิทัล ซึ่งธุรกิจข้ามชาติต้องจัดการกับกฎระเบียบที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงในแต่ละภูมิภาค

ประเด็นที่น่ากังวลอีกประการ คือความเสี่ยงจากการปล่อยให้เอไอทำงานโดยอิสระเกินไป ซึ่งอาจนำไปสู่ความล้มเหลวในการควบคุมความปลอดภัย และความเสี่ยงจากการสร้างเนื้อหาปลอม ที่มีความแนบเนียนจนสามารถทำลายความน่าเชื่อถือขององค์กรหรือผู้นำประเทศได้ภายในเวลาไม่กี่นาที ภาคธุรกิจในปี 2569 จึงต้องเปลี่ยนจุดโฟกัสจากการเพียงแค่ “ใช้งานเอไอ” ไปสู่การ “กำกับดูแลพฤติกรรมอัตโนมัติ” ของเอไอในระบบ

ความเหลื่อมล้ำของเศรษฐกิจโลกและการจัดระเบียบการค้าใหม่

เศรษฐกิจโลกในปี 2569 กำลังเข้าสู่ภาวะที่นักวิเคราะห์เรียกว่า “การลงจอดแบบนุ่มนวลท่ามกลางความแตกต่าง” ( Soft Landing with Divergence ) แม้ภาพรวมของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ ( จีดีพี ) ของโลกจะยังคงขยายตัวที่อัตราประมาณ 3.0% – 3.2% แต่กลไกการขับเคลื่อนเศรษฐกิจในแต่ละภูมิภาคมีความแตกต่างกันอย่างชัดเจน สหรัฐยังคงแสดงความแข็งแกร่งจากการบริโภคที่ฟื้นตัวและการลงทุนในเทคโนโลยีสูง ขณะที่ยุโรปยังคงเผชิญกับการเติบโตที่ช้ากว่า เนื่องจากปัญหาราคาพลังงานและโครงสร้างประชากร

การค้าโลกในปี 2569 จะได้รับผลกระทบจาก “การปรับนโยบายภาษีครั้งใหญ่” ซึ่งเป็นผลต่อเนื่องจากนโยบายของรัฐบาลสหรัฐ ที่เน้นการทวงคืนฐานการผลิตและการใช้ภาษีนำความเป็นเครื่องมือต่อรองทางการเมือง จีนซึ่งเป็นคู่ค้าหลักของโลกต้องเผชิญกับอุปสงค์ในประเทศที่ยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่ และแรงกดดันจากกำแพงภาษี ทำให้จีนต้องเร่งสร้างความสัมพันธ์ทางการค้ากับกลุ่มประเทศเกิดใหม่อื่น ๆ เพื่อทดแทนตลาดเดิม

ประเด็นสำคัญที่ต้องจับตาคือปัญหา “หนี้สาธารณะและหนี้ภาคเอกชน” ที่พุ่งสูงขึ้นทั่วโลก ในสหรัฐ ภาระดอกเบี้ยจ่ายจากหนี้สาธารณะกำลังพุ่งขึ้นจนเกือบเท่ากับงบประมาณด้านการป้องกันประเทศ ซึ่งอาจจำกัดขีดความสามารถในการกระตุ้นเศรษฐกิจในอนาคต นอกจากนี้ ภาวะ “เงินเฟ้อที่ยังคงตัว” ในบางอุตสาหกรรมอาจทำให้ธนาคารกลางไม่สามารถลดอัตราดอกเบี้ยได้รวดเร็วอย่างที่ตลาดคาดหวัง สร้างแรงกดดันต่อธุรกิจที่ต้องพึ่งพาสินเชื่อ

อย่างไรก็ตาม กลุ่มประเทศเกิดใหม่ โดยเฉพาะอินเดียและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ จะกลายเป็น “เครื่องยนต์หลัก” ของการเติบโต มีการคาดการณ์ว่า จีดีพีของอินเดียจะเติบโตได้ถึง 6.7%$ ในปี 2569 จากการปฏิรูปโครงสร้างพื้นฐานและอุปสงค์ในประเทศที่แข็งแกร่ง ขณะที่ประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เช่น เวียดนาม จะทำหน้าที่เป็น “เศรษฐกิจตัวเชื่อม” ซึ่งได้รับประโยชน์จากการย้ายฐานการผลิตออกจากจีน เพื่อหลบเลี่ยงความเสี่ยงจากสงครามการค้า

ยุคแห่งการบังคับใช้ข้อตกลงสภาพภูมิอากาศ

ในด้านสิ่งแวดล้อม ปี 2569 จะเป็นปีที่การรักษาสิ่งแวดล้อมเปลี่ยนผ่านจากเพียง “คำมั่นสัญญา” ไปสู่ “การบังคับใช้เชิงนโยบาย” อย่างจริงจัง โดยมีหมุดหมายสำคัญคือ การประชุมสุดยอดด้านสภาพภูมิอากาศ ตามกรอบของอนุสัญญาสหประชาชาติ ว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ( ยูเอ็นเอฟซีซีซี ) ครั้งที่ COP31 หรือ คอป31 ที่เมืองอันตัลยา ประเทศตุรกีซึ่งจะเน้นการตรวจสอบว่าแต่ละประเทศได้ดำเนินนโยบายตามแผนการมีส่วนร่วมที่ประเทศกำหนด ได้จริงหรือไม่

เป้าหมายหลักในปี 2569 คือการเร่งลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทั่วโลกให้ได้ประมาณ 43% ภายในปี 2573 เพื่อรักษาเป้าหมายอุณหภูมิโลกไม่ให้เกิน 1.5 องศาเซลเซียส ตามกรอบข้อตกลงปารีส สิ่งที่จะเห็นได้ชัดเจนคือการใช้ “กลไกราคาคาร์บอน” และกฎระเบียบด้านภาษีคาร์บอนข้ามพรมแดน ที่จะเริ่มส่งผลกระทบโดยตรงต่อต้นทุนการส่งออกของประเทศกำลังพัฒนา

นอกจากนี้ เรื่องของ “สุขภาพและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ” จะถูกยกระดับเป็นวาระสำคัญอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน ผ่านแผนปฏิบัติการสุขภาพเบเล็ง ที่มุ่งเน้นการสร้างระบบสาธารณสุขที่ยืดหยุ่นต่อภัยพิบัติและการจัดการกับผลกระทบด้านสุขภาพจิตจากภาวะโลกร้อน ปี 2569 จะเห็นการนำเทคโนโลยีเอไอ และบิ๊กดาต้า มาใช้ในการพยากรณ์โรคระบาดที่เกี่ยวข้องกับสภาพอากาศและการจัดการทรัพยากรน้ำที่ขาดแคลน ซึ่งจะกลายเป็นจุดกำเนิดของความขัดแย้งใหม่ระหว่างภูมิภาค

ความท้าทายที่สำคัญคือความแตกต่างในเรื่อง “ความเป็นธรรมในการเปลี่ยนผ่าน” ประเทศกำลังพัฒนาเรียกร้องการสนับสนุนด้านเทคโนโลยีและการเงินที่เข้าถึงได้ง่ายขึ้น เพื่อไม่ให้การเปลี่ยนผ่านไปสู่พลังงานสะอาด กลายเป็นภาระทางเศรษฐกิจที่เกินความสามารถของประชาชน

อาเซียนในฐานะจุดยุทธศาสตร์ท่ามกลางความขัดแย้ง

ในระดับภูมิภาค สมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ( อาเซียน ) ในปี 2569 ภายใต้การนำของฟิลิปปินส์ในฐานะประธาน จะเป็นปีที่ภูมิภาคต้องเผชิญกับบททดสอบด้านเอกภาพและความมั่นคงทางทะเล โดยเฉพาะกรณีความตึงเครียดในทะเลจีนใต้ ฟิลิปปินส์ได้กำหนดวาระสำคัญเรื่อง “การนำทางสู่อนาคตร่วมกัน” ซึ่งมุ่งเน้นการสร้างระเบียบตามกฎกติกาสากลและการเร่งบรรลุประมวลการปฏิบัติ ( ซีโอซี ) ในทะเลจีนใต้ แม้มีความคลางแคลงใจว่า จีนจะยอมรับในข้อตกลงที่จับต้องได้จริงหรือไม่

ในมิติเศรษฐกิจ อาเซียนจะเดินหน้าข้อตกลงกรอบเศรษฐกิจดิจิทัล ( Digital Economy Framework Agreement – DEFA ) เพื่อสร้างมาตรฐานร่วมกันในเรื่องการค้าออนไลน์ ข้อมูลข้ามพรมแดน และการใช้เอไอ อย่างมีความรับผิดชอบ ซึ่งถูกมองว่าเป็นกลไกสำคัญ เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจภูมิภาคให้เติบโตอย่างยั่งยืน

ปี 2569 ไม่ใช่เพียงแค่ปีของการเฝ้าระวัง แต่เป็นปีแห่งการตัดสินใจเชิงยุทธศาสตร์ที่ส่งผลระยะยาว การสิ้นสุดของสนธิสัญญานิวเคลียร์และการเพิ่มขึ้นของอำนาจไซเบอร์ทำให้ความมั่นคงโลกมีความเปราะบางสูงสุดในรอบกึ่งศตวรรษ ขณะที่การเปลี่ยนผ่านสู่ผู้ช่วยเอไอ และเศรษฐกิจสีเขียวสร้างแต้มต่อใหม่ให้แก่ผู้ที่เตรียมพร้อม

การที่อาเซียนสามารถยืนหยัดและปรับตัวท่ามกลางความขัดแย้งระหว่างสหรัฐกับจีน รวมถึงการแก้ปัญหาภายในเชิงโครงสร้าง จะเป็นตัวกำหนดว่าภูมิภาคแห่งนี้จะยังคงเป็นจุดยุทธศาสตร์ที่โลกให้ความสำคัญ หรือจะกลายเป็นพื้นที่ซึ่งถูกทิ้งไว้ข้างหลัง ในระเบียบโลกใหม่ที่เน้นอธิปไตยทางเทคโนโลยีและผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรม มากกว่าคำสัญญาทางการทูต

การจัดการกับความไม่แน่นอนในปี 2569 จำเป็นต้องอาศัย “ความยืดหยุ่นเชิงนโยบาย” และ “ความฉลาดทางเทคโนโลยี” เพื่อเปลี่ยนความผันผวนให้กลายเป็นโอกาสในการสร้างความเจริญเติบโตรอบใหม่ที่ยั่งยืนและครอบคลุมทุกภาคส่วนในสังคม 2569 จึงเป็นปีที่โลกต้องพิสูจน์ว่า นวัตกรรมและความร่วมมือของมนุษยชาติจะก้าวล้ำหน้าความขัดแย้งและความเสื่อมถอยของทรัพยากรธรรมชาติได้ทันเวลาหรือไม่.

ภัทราพร ไพบูลย์ศิลป

เครดิตภาพ : GETTY IMAGES