จากตำรวจนักสืบนครบาลสู่นักรบชายแดน “เปลี่ยนพื้นที่ เปลี่ยนวิธีคิด แต่ไม่เปลี่ยนเป้าหมาย คือประชาชนต้องได้ประโยชน์”


พ.ต.ท.ชลัช จุมพลพักตร์ รอง ผกก.ตชด.41 หัวหน้ากองร้อย ตชด.414 นายตำรวจรุ่นใหม่ไฟแรง เป็นนักสืบผู้มีความเชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีสมัยใหม่ และเป็นนักพัฒนาระบบการทำงานของตำรวจตัวยง เป็นนักสืบฝีมือดีลูกศิษย์ในคาถาอาจารย์จ๋อ ปรมาจารย์ด้านงานสืบสวน(พล.ต.ต.ธีรเดช ธรรมสุธีร์ รอง ผบช.น.) ในสมัยที่เคยดำรงตำแหน่ง รอง ผกก.สส.สน.บางเสาธง ได้รับคำสั่งแต่งตั้งให้มาดำรงตำแหน่ง รองผู้กำกับการตำรวจตระเวนชายแดนที่ 41 หัวหน้ากองร้อยตำรวจตระเวนชายแดนที่ 414 เมื่อวันที่ 1 ธันวาคม 2568 คือ อีกหนึ่งจุดเปลี่ยนสำคัญในชีวิตราชการของผมจากเดิมที่ปฏิบัติหน้าที่ตำรวจเมืองหลวงสู่รั้วของตำรวจตระเวนชายแดน ณ กองร้อยตำรวจตระเวนชายแดนที่ 414 อ.ท่าแซะ จ.ชุมพร หลายคนอาจมองว่าเป็นเพียงการ “ย้ายพื้นที่ทำงาน”แต่สำหรับผม นี่คือโอกาส ในการตั้งคำถามใหม่กับการทำงานตำรวจของเราว่า เราจะพัฒนาองค์กรให้ตอบโจทย์ประชาชนได้มากกว่านี้อย่างไร


สโลแกน “414 วินัยเป็นฐาน ชายแดนเป็นหัวใจ ก้าวล้ำเทคโนโลยี ประชาชนเชื่อมั่นศรัทธา”
เมื่อเข้ามาปฏิบัติหน้าที่ในพื้นที่ ผมพบว่าหลายโครงการของสำนักงานตำรวจแห่งชาติเป็นโครงการที่ดีแต่บางครั้งรูปแบบการดำเนินงานยังไม่สอดคล้องกับพฤติกรรมการใช้ชีวิตของประชาชนในปัจจุบันหนึ่งในนั้นคือ โครงการฝากบ้าน ซึ่งเป็นนโยบายของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ซึ่งมอบหมายให้หน่วยพื้นที่ปฏิบัติดำเนินการมาอย่างต่อเนื่องหลายปี
ปรับจาก “ระบบที่ให้ประชาชนเข้าไปดูเอง” สู่ “ระบบที่แจ้งให้ประชาชนรู้ทันที”
จากประสบการณ์ทำงานในตำรวจนครบาล ผมเห็นข้อจำกัดของโครงการฝากบ้านในรูปแบบเดิม คือ
- ประชาชนต้องดาวน์โหลดแอปพลิเคชันเพิ่มเติม
- ต้องเข้าไปเปิดดูข้อมูลด้วยตนเอง
- ไม่ได้รับการแจ้งเตือนแบบเรียลไทม์
แม้เจ้าหน้าที่จะปฏิบัติหน้าที่ตรวจบ้านจริงแต่ประชาชนจำนวนไม่น้อยกลับไม่รับรู้ในขณะนั้น
ทำให้ความรู้สึก “อุ่นใจ” ไม่เกิดขึ้นอย่างแท้จริง


จุดเริ่มต้นของ “ฝากบ้านไว้กับ ตชด.414”
เมื่อมาผมได้มาดำรงตำแหน่งที่นี่ ปฏิบัติหน้าที่ ณ ตชด.414 ผมจึงได้ริเริ่มโครงการ “ฝากบ้านไว้กับ ตชด.414” ซึ่งถือเป็น โครงการนำร่องของตำรวจตระเวนชายแดน และเป็นการนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาปรับใช้กับงานตำรวจในพื้นที่อย่างเป็นรูปธรรม แนวคิดสำคัญคือ ไม่ให้ประชาชนต้องเรียนรู้ระบบใหม่ แต่ให้ระบบปรับเข้าหาประชาชน ใช้ LINE ที่ประชาชนใช้ทุกวัน แทนการเพิ่มแอปใหม่ โครงการนี้ใช้ LINE ซึ่งประชาชนใช้งานอยู่แล้วเป็นช่องทางหลัก บ้านแต่ละหลังจะมี QR Code ประจำบ้าน เมื่อเจ้าหน้าที่ตำรวจ ตชด.414 เข้าตรวจ เพียงสแกน QR Code และกรอกข้อมูลง่ายๆ ระบบจะส่งรายงานผลการตรวจ พร้อมภาพถ่ายและวันเวลาเข้า LINE Group ของบ้านหลังนั้นทันทีแบบเรียลไทม์ โดยอาศัยการใช้เทคโนโลยีเขียนโค้ด Line Bot ในการดึงข้อมูล ที่สำคัญคือ 1 บ้าน = 1 กลุ่ม ข้อมูลไม่ปะปน และเคารพความเป็นส่วนตัวของประชาชนอย่างชัดเจน
นวัตกรรมที่ไม่ใช้งบประมาณ
แต่เกิดจาก “การคิดและลงมือทำ” โครงการ “ฝากบ้านไว้กับ ตชด.414” ไม่ได้ใช้งบประมาณราชการในการพัฒนา แต่เกิดจากการคิด วิเคราะห์ ปรับระบบ และลงมือทำจริงของกำลังพลในพื้นที่ ผลที่เกิดขึ้นคือ
- ประชาชนรับรู้การตรวจบ้านทันที
- เห็นภาพจริง ไม่ใช่แค่รายงาน
- เจ้าหน้าที่ลดภาระงานเอกสาร
- เพิ่มความโปร่งใส และความเชื่อมั่นต่อองค์กรตำรวจ


ก้าวเล็ก ๆ ของพื้นที่
สู่แนวคิดที่ขยายผลได้ ผมเชื่อว่า นวัตกรรมไม่จำเป็นต้องเริ่มจากระบบขนาดใหญ่
แต่เริ่มจากการตั้งคำถามว่า “ประชาชนจะได้ประโยชน์มากขึ้นอย่างไร”
โครงการ “ฝากบ้านไว้กับ ตชด.414”จึงเป็นอีกหนึ่งตัวอย่างของการพัฒนาองค์กรตำรวจ
ที่สามารถนำไปต่อยอด ปรับใช้ และขยายผลในพื้นที่อื่นได้ในอนาคต
เพราะสุดท้ายแล้ว ตำรวจที่ดีเป็นตำรวจมืออาชีพ ไม่ได้แค่ทำงานดี แต่ต้องทำให้ประชาชนรับรู้และเชื่อมั่นในการทำงานนั้นด้วย


สำหรับ พ.ต.ท.ชลัช จุมพลพักตร์ หรือที่เพื่อนร่วมงานเรียกกันติดปากว่า “โต๊ด หรือรองโต๊ด” เป็นนักเรียนนายร้อยตำรวจรุ่น 61 ชาวจังหวัดราชบุรี เป็นข้าราชการตำรวจที่เติบโตจากสายงานภาคสนามอย่างแท้จริง แต่มีความครบเครื่องทั้งประสบการณ์การทำงานสายบู้(รอง ผกก.สส.สน.บางเสาธง, สว.จร.สน.บางบอน, รอง สวป.วังทองหลาง,รอง สว.กก.ดส.) และสายบุ๋น(สว.ฝอ.บก.จร.(งานวินัย), นว.(สบ 2)จตร.) ทั้งยังผ่านงานสอบสวน พงส.(สบ1)สน.ท่าข้าม, พงส.(สบ1)สภ.เมืองประจวบคีรีขันธ์ จากประสบการณ์การทำงานที่หลากหลาย ทั้งงานสอบสวน งานป้องกันปราบปราม งานสืบสวน และงานอำนวยการ และทำงานในหลากหลายพื้นที่ทั้งกองบัญชาการตำรวจภูธรภาค 7, สำนักงานจเรตำรวจ, กองบัญชาการตำรวจสันติบาล, กองบัญชาการตำรวจนครบาล ก่อนย้ายข้ามถิ่นมากองบัญชาการตำรวจตระเวนชายแดน การย้ายจากตำรวจนครบาลสู่ตำรวจตระเวนชายแดน ไม่ใช่เพียงเป็นการเปลี่ยนพื้นที่รับผิดชอบ แต่เป็นการเปลี่ยนมุมมองการทำงาน จาก “งานเชิงระบบในเมืองหลวง” สู่ “งานเชิงพื้นที่และความใกล้ชิดกับประชาชน” อย่างแท้จริง โดยมีเป้าหมายชัดเจนว่า กองร้อยตำรวจตระเวนชายแดนที่ 414 (อำเภอท่าแซะ จังหวัดชุมพร) จะต้องเป็นกองร้อยที่ประชาชนเข้าถึงได้ เชื่อมั่นได้ และรู้สึกอุ่นใจเมื่อเห็นเครื่องแบบตำรวจตระเวนชายแดน ซึ่งแนวคิดนี้สอดคล้องกับวิสัยทัศน์ของ พล.ต.ท.รุ่งโรจน์ ฐากูรปุณยสิริ ผู้บัญชาการตำรวจตระเวนชายแดน หรือ เดอะบุ๊ง ผู้นำองค์กรยุคใหม่ที่ให้ความสำคัญกับการนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาประยุกต์ใช้กับงานตำรวจ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ ความโปร่งใส และความเชื่อมั่นของประชาชน
ภายใต้แนวคิดและการขับเคลื่อนดังกล่าว กองร้อย ตชด.414 (ท่าแซะ) จึงถูกวางบทบาทให้เป็น “กองร้อยต้นแบบด้านการใช้เทคโนโลยีเพื่อบริการประชาชน” ขับเคลื่อนโดย พ.ต.ท.ชลัช จุมพลพักตร์ รองผู้กำกับการฯ และหัวหน้ากองร้อย ตชด.414 ซึ่งมุ่งเน้นการทำงานเชิงรุก ไม่รอให้ประชาชนตั้งคำถาม แต่สื่อสารผลการปฏิบัติหน้าที่ให้ประชาชนรับรู้ได้จริง หนึ่งในผลงานสำคัญ คือการพัฒนาโครงการ “ฝากบ้านไว้กับ ตชด.414” นวัตกรรมด้านความปลอดภัยที่นำเทคโนโลยีซึ่งประชาชนใช้อยู่แล้วในชีวิตประจำวันอย่าง LINE มาประยุกต์ใช้ โดยออกแบบระบบให้บ้านแต่ละหลังมีการสื่อสารเป็นของตนเอง แยกเป็นสัดส่วน เคารพความเป็นส่วนตัว และรายงานผลการตรวจแบบเรียลไทม์พร้อมภาพถ่ายโครงการนี้ไม่ได้เกิดจากงบประมาณพิเศษ แต่เกิดจากการคิด วิเคราะห์ และลงมือทำของกำลังพลในพื้นที่ ภายใต้นโยบายและวิสัยทัศน์ของผู้บังคับบัญชา จนสามารถแปลงแนวคิดเชิงนโยบายให้กลายเป็นผลลัพธ์ที่ประชาชน “เห็นและรู้สึกได้จริง”

พล.ต.ท.รุ่งโรจน์ฯ ถือเป็นผู้บัญชาการที่มีวิสัยทัศน์ก้าวไกล มองเห็นการเปลี่ยนแปลงของสังคมและพฤติกรรมประชาชนในยุคดิจิทัลอย่างชัดเจน และเปิดโอกาสให้กำลังพลในพื้นที่ได้คิด ทดลอง และพัฒนานวัตกรรมที่เหมาะสมกับบริบทของตนเอง ภายใต้กรอบของกฎหมายและภารกิจขององค์กร ด้วยแนวทางดังกล่าว ทำให้ พ.ต.ท.ชลัช จุมพลพักตร์ หรือ รองโต๊ด ซึ่งเปรียบเสมือน ลูกศิษย์ในสายความคิดของอาจาย์บุ๊ง ได้นำประสบการณ์จากตำรวจนครบาล มาผสานกับแนวนโยบายของผู้บังคับบัญชา พัฒนาต่อยอดเป็นโครงการ “ฝากบ้านไว้กับ ตชด.414” นวัตกรรมด้านความปลอดภัยที่ใช้เทคโนโลยีใกล้ตัวประชาชนอย่าง LINE มาเป็นเครื่องมือหลักในการสื่อสารผลการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่แบบเรียลไทม์
โครงการดังกล่าวจึงไม่ใช่เพียงผลงานของบุคคลใดบุคคลหนึ่ง หากแต่สะท้อนถึง วัฒนธรรมองค์กรของตำรวจตระเวนชายแดนยุคใหม่ ที่ผู้บังคับบัญชามีวิสัยทัศน์ เปิดพื้นที่ให้ความคิดสร้างสรรค์ และกำลังพลในระดับปฏิบัติการสามารถแปลงนโยบายให้เกิดผลลัพธ์ที่ประชาชนสัมผัสได้จริง
เป้าหมายสูงสุดของการทำงานจึงไม่ใช่เพียงการตรวจตราให้ครบตามภารกิจ แต่คือการทำให้ ประชาชนชาวจังหวัดชุมพร รู้สึกเชื่อใจ ศรัทธา และสุดท้ายพวกเขาหลงรักตำรวจตระเวนชายแดนเอง ร้อยตำรวจตระเวนชายแดนที่ 414 (ท่าแซะ) จึงไม่ได้มุ่งเป็นเพียงหน่วยปฏิบัติการด้านความมั่นคงเพียงอย่างเดียว แต่กำลังก้าวไปสู่การเป็น กองร้อยต้นแบบของตำรวจตระเวนชายแดนยุคใหม่ ที่ทำงานด้วยหัวใจ ใช้เทคโนโลยีนำพา และมีความเข้าใจประชาชนอย่างแท้จริง



