เก็บตกงานวันเด็กแห่งชาติ ทางมูลนิธิเครือข่ายครอบครัว ร่วมกับสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ได้เปิดตัวชุดหนังสือนิทาน “ครอบครัวสุขภาพดี..ไม่มีบุหรี่ไฟฟ้า” ภายใต้โครงการ “สานพลังพัฒนาเครือข่ายครอบครัว เสริมภูมิคุ้มกันปัจจัยเสี่ยงเรียนรู้จากสื่อสร้างสรรค์”

นิทานชุดนี้มี 3 เรื่องเพื่อเป็นสื่อกลางให้ผู้ปกครอง คุณครู ใช้อ่านสร้างความตระหนักรู้ให้เด็กเข้าใจพิษภัยของบุหรี่ไฟฟ้า เรื่องที่ 1 “หอมจัง…แต่ระวังนะ” เรื่องที่ 2 “ตุ๊กตา.. น่ากลัวจัง” และเรื่องที่ 3 “ไม่รักลูกเหรอ” โดยมีการนำไปอบรมและทดลองใช้มาแล้วในพื้นที่ 4 จังหวัด ใน 4 ภูมิภาค ได้แก่ จ.ลำปาง จ.นครพนม จ.นครปฐม จ.สงขลา และ 4 ชุมชนในพื้นที่ กทม. และ จ.นนทบุรี

นายวิเชษฐ์ พิชัยรัตน์ กรรมการกองทุน สสส. และกรรมการบริหารแผนคณะที่ 1 กล่าวว่า การป้องกันปัญหาบุหรี่ไฟฟ้าในเด็กเล็กถือเป็นการแก้ปัญหาที่ต้นตอ เพราะเด็กเล็กยังคงอยู่ในการดูแลของพ่อแม่ ผู้ปกครอง รวมไปถึงศูนย์พัฒนาเด็ก หรือสิ่งแวดล้อมรอบชุมชนที่เด็กอาศัยอยู่ ซึ่งแตกต่างจากวัยรุ่นที่เริ่มจะออกห่างจากสิ่งที่กล่าวมาทั้งหมดไปอยู่ในสังคมของเพื่อนเป็นหลัก

ทั้งนี้วัยของเด็กมักชื่นชอบการฟังนิทาน สสส. จึงสนับสนุนโครงการผลิตหนังสือนิทานครอบครัวสุขภาพดี…ไม่มีบุหรี่ไฟฟ้า ขึ้นมาเป็นหนึ่งช่องทางการสื่อสาร ปลูกฝังให้เด็ก ๆ ค่อย ๆ ซึมซับ รับรู้ถึงอันตรายจากบุหรี่ไฟฟ้า อย่างไรก็ตาม เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพมากขึ้น ผู้ใหญ่ หรือหน่วยงานในชุมชน อาทิ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น โรงเรียน วัด ต้องร่วมกันสร้าง “สิ่งแวดล้อม” หรือจัดกิจกรรมการเรียน การเล่นที่เป็นมิตรสอดแทรกเนื้อหาพิษภัยบุหรี่ไฟฟ้า ร้านค้าต้องไม่มีขายของเหล่านี้ เพื่อให้เด็ก ๆ ห่างปัจจัยเสี่ยง เป็นอนาคตของชาติที่มีสุขภาวะดีครบทั้ง 4 มิติ คือ กาย ใจ สังคม ปัญญา

ด้าน พญ.พรรณพิมล วิปุลากร จิตแพทย์เด็กและวัยรุ่น ประธานมูลนิธิเครือข่ายครอบครัว ระบุว่า จากการทำงานร่วมกับโรงเรียนต่าง ๆ ของมูลนิธิเครือข่ายครอบครัวพบว่ามีสัดส่วนเด็กจำนวนไม่น้อยที่รับรู้รับทราบ หรือมองเห็นคนรอบตัว เช่น ครอบครัว คนในชุมชนของตนมีการสูบบุหรี่ไฟฟ้า และมีเด็กจำนวนหนึ่งเริ่มมีการทดลองสูบบุหรี่ไฟฟ้าโดยไม่รู้ว่ามีความอันตราย เพราะบริษัทที่ผลิตบุหรี่ไฟฟ้ามีการออกแบบให้มีลักษณะคล้ายคลึงกับของเล่น และแต่งกลิ่น
ที่หอมจนกลายเป็นแรงจูงให้เด็กไม่ทันได้ตระหนักถึงพิษภัยของบุหรี่

ดังนั้น ทางโครงการฯ จึงมีความประสงค์ที่จะสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับโทษของบุหรี่ไฟฟ้าตั้งแต่ครั้งแรกที่เห็นเพื่อไม่นำไปสู่ระดับของการทดลอง ผ่านหนังสือนิทานสำหรับเด็ก เป็นสื่อที่ส่งไปถึงเด็ก และผู้ใหญ่ในครอบครัว ชุมชนที่ต้องเป็นตัวอย่างที่ดีด้วยการไม่สูบบุหรี่ไฟฟ้า

นายเรืองศักดิ์ ปิ่นประทีป หรือ “พี่ตุ๊บปอง” กรรมการผู้จัดการมูลนิธิหนังสือเพื่อเด็ก ผู้เล่าเรื่องชุดหนังสือนิทานครอบครัวสุขภาพดี…ไม่มีบุหรี่ไฟฟ้า กล่าวว่า นิทานเป็นสื่อกลางถ่ายทอดองค์ความรู้ที่เข้าใจยากให้เป็นเรื่องง่าย ส่วนตัวเชื่อในพลังของศาสตร์นิทานเพราะยึดถือมาโดยตลอดว่า “นิทานเป็นเรื่องเล่าขานผ่านชีวิตคน” ซึ่งเป็นวิธีที่ใช้มาตั้งแต่โบราณในการสร้างนิสัยหรือคุณค่าที่ดีให้กับสังคม

“ในชุดนิทานเรื่องนี้ จะมีฉากที่ตัวละครเด็กต้องไปเดินตลาดกับพ่อแม่ แล้วได้กลิ่นบุหรี่ไฟฟ้าที่คล้ายกลิ่นสตรอว์เบอร์รี กลิ่นวานิลลา จนเด็กรู้สึกอยากจะสูบบ้าง ซึ่งเป็นเรื่องปกติสามัญที่เด็กมักพบเจอได้ในชีวิตจริง ตัวละครของพ่อจึงยกตัวอย่างให้เห็นว่าการสูบบุหรี่ไฟฟ้าควรหรือไม่ควรอย่างไร โดยมีตัวอย่างให้เห็นชัด ๆ จะทำให้เด็กที่ฟังนิทานเรื่องนี้กลับมาย้อนคิดว่ารอบตัวของเขามีใครบ้างที่สูบบุหรี่ สิ่งเหล่านี้ทำให้เรื่องที่ดูเหมือนจะไกลตัวกลายเป็นเรื่องใกล้ตัวของเขา สำคัญที่สุด คือภาษาที่ใช้ในชุดนิทานจะเป็นภาษาพูดซึ่งจะหนุนเสริมให้เรื่องราวเข้าไปอยู่ในชีวิตของเด็กได้ง่ายขึ้น เช่น คำว่า ช้อบชอบ ดีใจ๊ดีใจ ฯลฯ คลื่นเสียงเหล่านี้ เป็นเสียงพูดที่อยู่ในวัยของเด็ก”

สำหรับกลุ่มเป้าหมายหลักของชุดนิทานดังกล่าวคือพ่อแม่ ผู้ปกครอง และคุณครูผู้สอนเด็กเล็กที่จะทำหน้าที่ในการอ่านนิทานให้เด็กฟัง โดยหวังจะให้เป็นกิจกรรมร่วมกันในครอบครัว หรือโรงเรียน ส่วนตัวจึงอยากจะให้ยึดคติไว้ว่า “เล่านิทานจบ แต่การเรียนรู้ของเด็กไม่จบ” ผ่านหลักการคำถาม 3 ดี ได้แก่ ดีที่หนึ่ง คือ “การชวนคุยกับลูก” ว่าตัวละครหรือเรื่องที่อยู่ในนิทานมีใครบ้าง เรื่องดำเนินอย่างไร ก่อนจะนำมาเชื่อมโยงกับชีวิตจริง ดีที่สอง คือ “การถามคำถามแบบสนุกสนาน” ว่าเด็กได้อะไรจากการฟังนิทานบ้าง เช่น “สนุกมั้ย สรุปแล้วบุหรี่ไฟฟ้าดีรึเปล่า ถ้าเราได้กลิ่นเหล่านี้ เราควรจะยืนดมกลิ่นหรือต้องเดินออกมานะ” และดีที่ 3 คือ “การชวนพูดคุยในเรื่องที่ตลก ๆ” เช่น “ตัวละครเด็กคนนี้ ถ้าใส่แว่น คนไหนจะหน้าตาเท่ที่สุด” วิธีการเล่นเหล่านี้จะทำให้เด็กรู้สึกอินไปกับตัวละคร เมื่ออินแล้วเรื่องราวของตัวละครก็จะเข้าไปอยู่ในใจของเด็กในท้ายที่สุด.

อภิวรรณ เสาเวียง