กรีนแลนด์หวังที่จะตัดความสัมพันธ์ทั้งหมดกับรัฐบาลโคเปนเฮเกน แต่บรรดาผู้นำกลับดำเนินการอย่างระมัดระวัง สำหรับแผนการประกาศเอกราชสำหรับดินแดนปกครองตนเองของเดนมาร์ก แม้ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐ ขู่ว่าจะเข้ายึดครองเกาะในแถบอาร์กติกแห่งนี้ก็ตาม
ทรัมป์กล่าวอ้างซ้ำแล้วซ้ำเล่าวว่า สหรัฐต้องการกรีนแลนด์เพื่อความมั่นคงของชาติ ขณะที่เดนมาร์กและกรีนแลนด์เน้นย้ำว่า เกาะนี้ไม่ได้มีไว้ขาย และชาวกรีนแลนด์ต้องเป็นผู้ตัดสินอนาคตของตนเอง
“เรามีข้อตกลงกับพลเมืองชาวกรีนแลนด์ว่า พวกเขาจะตัดสินอนาคตของตัวเองอย่างเสรี โดยยึดตามการประเมินและเจตจำนงของพวกเขาเอง” นายโบ ลิเดการ์ด นักประวัติศาสตร์ และอดีตนักการทูตชาวเดนมาร์ก กล่าว
ด้วยเหตุนี้ การยอมจำนนต่อแรงกดดันจากสหรัฐ และการขายดินแดน จึงเป็นไปไม่ได้ ทว่าสำหรับเดนมาร์ก การยึดครองเกาะแห่งนี้ไม่ว่าจะใช้วิธีใดก็ตาม ก็เป็นไปไม่ได้เช่นกัน
ด้านนายกรัฐมนตรีเมตเต เฟรเดอริกเซน ผู้นำเดนมาร์ก กล่าวว่า การเรียกร้องเอกราชของกรีนแลนด์นั้น “ชอบธรรมและเข้าใจได้” แต่เธอก็เน้นย้ำถึงความต้องการที่จะพัฒนาเดนมาร์ก ซึ่งนอกจากกรีนแลนด์แล้ว ยังรวมถึงหมู่เกาะแฟโรด้วย
“นี่ไม่ใช่เวลาของการถกเถียงภายใน แต่มันเป็นเวลาของความสามัคคี และดารสร้างชุมชนที่เรารู้จักต่อไป” นายเยนส์-เฟรเดอริก นีลเซน ผู้นำกรีนแลนด์ กล่าวเพิ่มเติม
ขณะที่ นายโอเล เวเวอร์ ศาสตราจารย์ด้านรัฐศาสตร์ จากมหาวิทยาลัยโคเปนเฮเกน ระบุว่า สำหรับกลุ่มประเทศนอร์ดิกในยุคปัจจุบัน หากดินแดนใดต้องการแยกตัวและเป็นเอกราช จะต้องได้รับอนุญาตก่อน ซึ่งทั้งกรณีที่นอร์เวย์แยกตัวจากสวีเดนเมื่อปี 2448 หรือไอซ์แลนด์ที่ประกาศเอกราชจากเดนมาร์กในปี 2487 ต่างไม่เคยมีสงครามกลางเมืองเกิดขึ้น
ในกรุงโคเปนเฮเกน ชาวเดนมาร์กจำนวนมากไม่มีปัญหากับการที่กรีนแลนด์จะแยกตัวออกไป หากอีกฝ่ายรู้สึกพร้อม แต่ถึงอย่างนั้น บางคนมองว่ามันอาจเป็นเรื่องยากมากสำหรับประเทศเล็กในตอนนี้ เมื่อประเทศใหญ่อย่างสหรัฐต้องการพวกเขา
ประเด็นหนึ่งที่น่าสนใจคือ ก่อนการเจรจาครั้งสำคัญเกี่ยวกับกรีนแลนด์ที่ทำเนียบขาว นีลเซนกล่าวว่า หากกรีนแลนด์ต้องเลือก “ณ ตอนนี้” ระหว่างการเป็นส่วนหนึ่งของเดนมาร์ก หรือกลายเป็นส่วนหนึ่งของสหรัฐ พวกเขาเลือกที่จะอยู่กับ “เดนมาร์ก”
อันที่จริง แนวทางการประกาศเอกราชของกรีนแลนด์ ถูกกำหนดไว้ในกฎหมายการปกครองตนเอง ฉบับปี 2552 ซึ่งได้รับการรับรองจากรัฐสภาเดนมาร์ก โดยมาตรา 21 ระบุว่า หากชาวกรีนแลนด์ตัดสินใจที่จะแสวงหาเอกราช การเจรจาจะต้องเริ่มต้นขึ้น ระหว่างรัฐบาลนุก กับรัฐบาลโคเปนเฮเกน
อย่างไรก็ตาม หัวใจสำคัญของการเจรจาที่ยากลำบากนี้ คือ คำถามเกี่ยวกับเงินสนับสนุนที่เดนมาร์กมอบให้แก่กรีนแลนด์ในแต่ละปี ซึ่งปัจจุบันอยู่ที่ประมาณ 4,500 ล้านโครนเดนมาร์ก (ราว 21,900 ล้านบาท) หรือประมาณ 20% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) ของกรีนแลนด์
แม้ชาวกรีนแลนด์ส่วนใหญ่สนับสนุนการเป็นเอกราช แต่พวกเขาก็ไม่เห็นด้วยกับแนวคิดของการแยกตัวอย่างรวดเร็ว เนื่องจากมีความกังวลว่า กรีนแลนด์ยังอยู่ในจุดที่ไม่สามารถพึ่งพาตนเองทางเศรษฐกิจได้.
เลนซ์ซูม
เครดิตภาพ : GETTY IMAGES



