ท่ามกลางเทือกเขาแอลป์ในอิตาลี ณ ความสูงกว่า 4,500 เมตรเหนือระดับน้ำทะเล เป็นที่ตั้งของ ‘มาร์เกริตา ฮัต’ (Margherita Hut) กระท่อมบนเขาที่ครองสถิติ ‘สิ่งปลูกสร้างที่ครองสถิติสูงที่สุดในยุโรป’ และถือว่าเป็นหนึ่งในที่พักแรมบนภูเขาที่ห่างไกลผู้คนที่สุดในโลก
กระท่อมมาร์เกริตาตั้งตระหง่านอยู่บนยอดเขาปุนตา นิเฟตติ (Punta Gnifetti) บริเวณพรมแดนระหว่างอิตาลีและสวิตเซอร์แลนด์ ชื่อกระท่อมแห่งนี้ตั้งขึ้นเพื่อเป็นเกียรติแก่พระราชินีมาร์เกริตาแห่งราชวงศ์ซาวอยของอิตาลี ซึ่งเสด็จมาเปิดอาคารหลังนี้ด้วยพระองค์เองในปีค.ศ. 1893
ในยุคแรกเริ่ม กระท่อมมาร์เกริตาถูกใช้เป็นศูนย์วิจัยในศึกษาด้านการแพทย์บนพื้นที่สูง ก่อนจะพัฒนามาเป็นกระท่อมพักแรมสำหรับนักปีนเขา พร้อมกับเป็นศูนย์ตรวจวัดทางอุตุนิยมวิทยาด้วยในเวลาต่อมา
Monthly record low at the Margherita Hut (4,560 mt) on the Signalkuppe. The value recorded from @ArpaPiemonte on 25 September was -21.1 °C overcoming the old -20.3 °C reached on 25 September 2004
— Stefano Di Battista (@pinturicchio_60) September 26, 2020
@EKMeteo
Note: on 26 September the unofficial minimum reached -21.9 °C. Stay tuned pic.twitter.com/3j0YFLT3zH
ในบรรดากระท่อมพักแรมมากมายบนเทือกเขามอนเต โรซา (Monte Rosa) นั้น กระท่อมมาร์เกริตาถือเป็นอาคารที่โดดเด่นที่สุดด้วยตำแหน่งที่ตั้งบนระดับความสูง 4,554 เมตรเหนือระดับน้ำทะเล ทำให้มันไม่ใช่แค่กระท่อมที่สูงที่สุดในแถบนั้น แต่ยังเป็นอาคารที่อยู่สูงที่สุดในทวีปยุโรปอีกด้วย
ความจริงแล้ว กระท่อมมาร์เกริตาในปัจจุบันไม่ใช่อาคารดั้งเดิม แต่มีการก่อสร้างทดแทนอาคารเก่าในปีค.ศ. 1980 ในส่วนของที่พักนั้นมีสิ่งอำนวยความสะดวกครบครันทั้งร้านอาหาร บาร์และบริการอินเทอร์เน็ต

ปกติแล้ว กระท่อมมาร์เกริตาจะเปิดให้บริการในช่วงฤดูร้อน ตั้งแต่ต้นเดือนมิถุนายนถึงต้นเดือนกันยายนของทุกปี มีที่พักรองรับผู้มาเยือนได้ถึง 70 คน
ความน่าสนใจอีกประการหนึ่งคือ ตั้งแต่ปีค.ศ. 2017 เป็นต้นมา นายกเทศมนตรีเมือง อาลานญา วาลเซเซีย ได้อนุญาตให้จัดพิธีจดทะเบียนสมรสอย่างเป็นทางการที่นี่ได้
แต่หากต้องการสัมผัสประสบการณ์วิวาห์ในตำแหน่งเหนือเมฆเช่นนี้ ผู้เข้าร่วมต้องเตรียมพร้อมทางร่างกายมาอย่างดี เพราะที่นี่ไม่สามารถเข้าถึงได้ง่ายนัก กระทั่งเฮลิคอปเตอร์ยังบินไปไม่ถึง หนทางเดียวที่จะขึ้นไปถึงกระท่อมมาร์เกริตาคือการเดินเท้า ซึ่งต้องใช้เวลาเดินทางราว 2 วัน และต้องอาศัยทั้งสภาพร่างกายที่แข็งแรงรวมถึงทักษะการปีนเขาขั้นสูง
แม้ว่าสถานที่แห่งนี้จะเปิดให้บริการในช่วงฤดูร้อนเป็นหลัก เนื่องด้วยตำแหน่งที่ตั้งที่เข้าถึงได้อย่างยากลำบาก แต่สำหรับนักเดินทางที่ใจถึงและอยากท้าทายขีดจำกัดในฤดูหนาว ที่นี่ก็ยังมีโซนพักแรมขนาดเล็กที่มีเตียงนอน 12 เตียงพร้อมรองรับผู้ที่ต้องการพิชิตยอดเขาแห่งนี้ในช่วงเวลาที่สภาพอากาศทารุณที่สุดของปี
ที่มา : odditycentral.com
เครดิตภาพ : YouTube / Financial Times



