การกลับมาดำรงตำแหน่งผู้นำสหรัฐเป็นสมัยที่สองของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ นำมาซึ่งนโยบายต่างประเทศที่เน้นการทำธุรกรรม ทั้งการขู่กรรโชกทางภาษี และการท้าทายพันธมิตรดั้งเดิมอย่างรุนแรง
ท่ามกลางบรรยากาศที่ความไม่แน่นอนปกคลุมไปทั่วโลก นายมาร์ค คาร์นีย์ อดีตผู้ว่าการธนาคารกลางแห่งแคนาดาและสหราชอาณาจักร ก้าวขึ้นดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีคนที่ 24 ของแคนาดา เมื่อวันที่ 14 มี.ค. 2568 คาร์นีย์ได้รับการยอมรับในฐานะ “ผู้จัดการวิกฤติ” ที่มีประสบการณ์สูงจากการนำพาเศรษฐกิจผ่านพ้นวิกฤติการเงินโลกและช่วงเวลาหลังเบร็กซิต
การขึ้นสู่อำนาจของคาร์นีย์ถูกมองว่า เป็นคำตอบเชิงยุทธศาสตร์ของแคนาดาต่อความท้าทายจากรัฐบาลวอชิงตัน โดยเฉพาะเมื่อทรัมป์ส่งสัญญาณอย่างต่อเนื่อง ในการคุกคามอธิปไตยของแคนาดาด้วยแนวคิดที่รุนแรง เช่น การเสนอให้แคนาดากลายเป็น “รัฐที่ 51” ของสหรัฐ และการโพสต์แผนที่ซึ่งรวมเอาแคนาดา กรีนแลนด์ เวเนซุเอลา และคิวบา เข้าเป็นดินแดนส่วนหนึ่งของสหรัฐ
คาร์นีย์ไม่ได้เพียงแต่ตอบโต้ด้วยวาทศิลป์เท่านั้น แต่ยังได้วางรากฐานยุทธศาสตร์ใหม่ที่เรียกว่า “Value-Based Realism” หรือความสมจริงบนฐานของค่านิยม เพื่อสร้างความมั่นคงและอิสระในการดำเนินนโยบายต่างประเทศ โดยไม่ต้องพึ่งพาสหรัฐเป็นหลักเหมือนในอดีต
ความขัดแย้งระหว่างคาร์นีย์กับทรัมป์ไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของบุคลิกภาพที่แตกต่างกัน ระหว่างนักเทคโนแครตผู้สุขุมกับนักการเมืองสายประชานิยมผู้โผงผาง แต่เป็นความขัดแย้งเชิงอุดมการณ์เกี่ยวกับระเบียบโลก คาร์นีย์เชื่อในการรวมกลุ่มของ “มหาอำนาจระดับกลาง” เพื่อรักษาระเบียบโลกที่ยึดถือกฎกติกา ขณะที่ทรัมป์มุ่งเน้นการใช้อำนาจดิบ และการเจรจาระดับทวิภาคีเพื่อเอาเปรียบประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจเล็กกว่า
แม้ผู้นำสหรัฐและผู้นำแคนาดา ไม่ได้ร่วมเวทีเดียวกัน ระหว่างการประชุมสภาเศรษฐกิจโลก “เวิลด์ อีคอนอมิก ฟอรัม” ( ดับเบิลยูอีเอฟ ) ที่เมืองดาวอสของสวิตเซอร์แลนด์ ในเดือนม.ค. อย่างไรก็ดี การประชุมครั้งนี้เป็นจุดเริ่มต้นของการที่คาร์นีย์ถูกยกให้เป็น “หัวหอก” ของผู้นำโลกที่ไม่ยอมก้มหัวให้ทรัมป์
คาร์นีย์ขึ้นเวทีก่อนผู้นำสหรัฐ กล่าวสุนทรพจน์ภายใต้หัวข้อที่เน้นย้ำถึง “เส้นทางของแคนาดา หลักการและความเป็นจริง” ซึ่งได้รับการยกย่องว่าเป็นหนึ่งในสุนทรพจน์มีอิทธิพลที่สุดในรอบทศวรรษ คาร์นีย์เริ่มต้นสุนทรพจน์ด้วยภาษาฝรั่งเศสอย่างมีนัยสำคัญ เพื่อสื่อสารถึงความมีเอกลักษณ์ของแคนาดา ระบุว่าโลกยุคปัจจุบันกำลังเผชิญกับ “การแตกสลายของระเบียบโลก” ซึ่งเป็นจุดจบของเรื่องเล่าที่สวยงามและจุดเริ่มต้นของความจริงที่โหดร้าย ซึ่งมหาอำนาจไม่ได้อยู่ภายใต้ข้อจำกัดใด ๆ อีกต่อไป
คาร์นีย์นำแนวคิดจากบทความ “The Power of the Powerless” เมื่อปี 2521 ของนายวาคลาฟ ฮาเวล อดีตประธานาธิบดีเช็กมาประยุกต์ใช้อย่างลึกซึ้ง โดยเปรียบเทียบระบบโลกปัจจุบันกับรัฐเผด็จการที่อยู่รอดได้ไม่ใช่เพราะความรุนแรงเพียงอย่างเดียว แต่เพราะผู้คนและประเทศต่าง ๆ ยอมเข้าร่วมใน “พิธีกรรม” ซึ่งพวกเขาทราบดีว่าไม่เป็นความจริง
ผู้นำแคนาดาใช้การอุปมาอุปไมยเรื่อง “คนขายผัก” ที่วางป้ายคำขวัญอุดมการณ์ไว้หน้าร้านเพียงเพื่อความปลอดภัยและเพื่อแสดงความสอดคล้องกับระบบ แม้ในใจจะไม่ได้เชื่อเช่นนั้นก็ตาม คาร์นีย์เรียกร้องให้ประเทศต่าง ๆ “ถอดป้ายหน้าร้านออก” และหยุดแสร้งทำเป็นว่า ระเบียบโลกเดิมยังทำงานอยู่
ความหมายเชิงลึกของกาเรียกร้องนี้ คือการที่ประเทศมหาอำนาจระดับกลางต้องหยุดฝากความหวังไว้กับสถาบันพหุภาคีที่อ่อนแอลง ไม่ว่าจะเป็นสหประชาชาติ ( ยูเอ็น ) หรือองค์การการค้าโลก ( ดับเบิลยูทีโอ ) แล้วหันมาสร้างความแข็งแกร่งด้วยตนเอง คาร์นีย์กล่าวว่า มหาอำนาจกำลังใช้ “การรวมกลุ่มทางเศรษฐกิจเป็นอาวุธ” ใช้ภาษีเป็นเครื่องมือต่อรอง และโครงสร้างพื้นฐานทางการเงินเป็นเครื่องข่มขู่ ซึ่งทำให้การพึ่งพาซึ่งกันและกันกลายเป็นช่องทางของ “ความอ่อนแอและการถูกบังคับให้ยอมจำนน”
วลีที่กลายเป็นที่สนใจไปทั่วโลก คือการที่คาร์นีย์กล่าวว่า “Middle powers must act together because if we’re not at the table, we’re on the menu” แปลว่า “มหาอำนาจระดับกลางต้องรวมกลุ่มกัน เพราะถ้าเราไม่ได้นั่งที่โต๊ะเจรจา เราจะกลายเป็นอาหารในเมนู. คาร์นีย์ชี้ให้เห็นว่าในยุคแห่งการแข่งขันระหว่างมหาอำนาจ ประเทศตั้งแต่ระดับกลางลงมามีทางเลือกระหว่างการ “แก่งแย่งกันประจบมหาอำนาจ” เพื่อความคุ้มครองชั่วคราว หรือการ “รวมกลุ่มเพื่อสร้างทางเลือกที่สาม” เพื่อการต่อรองและดำรงอยู่
ขณะเดียวกัน ผู้นำแคนาดาเสนอแนวคิดเขาเสนอแนวคิดของการสร้างพันธมิตรที่หลากหลายมากขึ้น ทั้งในด้านความมั่นคง การค้า และการบริหารจัดการทรัพยากร ซึ่งเป็นนโยบายที่จับต้องได้เพื่อสร้าง “ความก้าวหน้าภายใต้อธิปไตย” โดยเน้นการสร้างความแข็งแกร่งจากภายในและการกระจายความเสี่ยงออกไปสู่ภายนอก สะท้อนวิสัยทัศน์ของผู้นำแคนาดา ในการเสนอปลี่ยนผ่านความร่วมมือจาก “พหุภาคีนิยมแบบไร้เดียงสา” ไปสู่ “ความสมจริงเชิงยุทธศาสตร์”
คาร์นีย์ตระหนักดีด้วยว่า แคนาดาไม่สามารถมีอำนาจต่อรองได้หากเศรษฐกิจยังคงพึ่งพาสหรัฐ เพียงอย่างเดียว ซึ่งปัจจุบันแคนาดาส่งออกไปสหรัฐมากถึง 70-75% แคนาดาในยุคคาร์นีย์จึงเร่งผลักดันแผนการปฏิรูปเศรษฐกิจขนานใหญ่เพื่อลดความเปราะบาง คาร์นีย์เน้นย้ำว่าประเทศที่ “ไม่สามารถเลี้ยงดูตัวเอง ไม่สามารถหาพลังงานให้ตัวเอง หรือไม่สามารถป้องกันตัวเองได้” จะไม่มีทางมีทางเลือกในการดำเนินนโยบายที่เป็นอิสระ
รัฐบาลแคนาดาภายใต้การนำของคาร์นีย์เริ่มแสวงหาพันธมิตรใหม่นอกเหนือจากสหรัฐอย่างรวดเร็ว ภายในระยะเวลา 6 เดือนแรกของการดำรงตำแหน่ง แคนาดาลงนามในข้อตกลงด้านการค้าและความมั่นคงถึง 12 ฉบับใน 4 ทวีป ความเคลื่อนไหวซึ่งเป็นรูปธรรมที่สุดคือการลงนามความเป็นหุ้นส่วนเชิงยุทธศาสตร์ที่ครอบคลุมกับสหภาพยุโรป ( อียู ) และการกระชับความสัมพันธ์กับกลุ่มการค้าหลายกลุ่ม รวมถึงการเจรจาข้อตกลงการค้าเสรี ( เอฟทีเอ ) กับอินเดีย ไทย และฟิลิปปินส์
อนึ่ง การที่คาร์นีย์เยือนกรุงปักกิ่งอย่างเป็นทางการในเดือนม.ค. 2568 ซึ่งถือเป็นการเยือนจีนอย่างเป็นทางการของนายกรัฐมนตรีแคนาดา เป็นครั้งแรกในรอบเกือบสิบปี ท่าทีนี้ถูกมองว่าเป็นการ “ละลายความเย็นชา” เพื่อลดการพึ่งพาสหรัฐที่ตอนนี้มีความไม่แน่นอนสูงในด้านนโยบาย
คาร์นีย์บรรลุข้อตกลง “เบื้องต้นแต่สำคัญยิ่ง” กับประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ซึ่งเน้นไปที่ภาคพลังงาน เกษตร และเทคโนโลยีสะอาด ซึ่งผู้นำแคนาดาและเจ้าหน้าที่ระดับสูงของจีนกล่าวตรงกัน ว่าเรื่องนี้ไม่ใช่การทำเอฟทีเอฉบับเต็ม แต่เป็นการ “แก้ไขปัญหา” ที่สะสมมาหลายปี

การเจรจากับจีนสร้างความไม่พอใจอย่างรุนแรงให้กับทรัมป์ ซึ่งกล่าวว่า “หากคาร์นีย์อยากทำให้แคนาดากลายเป็น ‘จุดพักสินค้า’ เพื่อให้จีนส่งสินค้าและผลิตภัณฑ์เข้ามายังสหรัฐ คาร์นีย์กำลังคิดผิดอย่างมหันต์” เพราะ “จีนจะรุมกินโต๊ะแคนาดา จะกลืนกินจนหมดสิ้น รวมถึงทำลายธุรกิจ โครงสร้างทางสังคม และวิถีชีวิตโดยรวมของชาวแคนาดาด้วย” ดังนั้น “หากแคนาดาทำข้อตกลงกับจีน สินค้าและผลิตภัณฑ์ทุกชนิดของแคนาดาที่ส่งเข้ามาในสหรัฐ จะถูกสั่งเก็บภาษี 100% ในทันที”
ขณะเดียวกัน ทรัมป์ยังเหน็บแนมคาร์นีย์ ด้วยการเรียกอีกฝ่ายว่า “ผู้ว่าการ” ซึ่งสื่อถึงการที่ผู้นำสหรัฐกล่าวมาตลอด ว่าแคนาดาควรกลายเป็น “รัฐที่ 51” ของอเมริกา นอกจากนี้ ทรัมป์ยังโพสต์ภาพแผนที่ลงบนโซเชียลมีเดีย ซึ่งเป็นรูปธงชาติอเมริกาคลุมทับพื้นที่แคนาดา รวมถึงกรีนแลนด์และเวเนซุเอลา
ยิ่งไปกว่านั้น ทรัมป์กล่าวว่า คาร์นีย์กำลังทำให้แคนาดากลายเป็นช่องทางที่จีนจะระบายสินค้าราคาถูกเข้าสู่ตลาดในอเมริกา ด้านคาร์นีย์โต้เถียงว่า แคนาดาเคารพพันธกรณีภายใต้เงื่อนไขของข้อตกลงไตรภาคี สหรัฐ-เม็กซิโก-แคนาดา ( ยูเอสเอ็มซีเอ ) และมีการปรึกษาหารือกับพันธมิตรอย่างเหมาะสมแล้ว
นอกจากนั้น ความขัดแย้งขยายตัวจากเรื่องการค้าไปสู่มิติความมั่นคงระดับโลก เมื่อทรัมป์ประกาศความคืบหน้าจากโครงการ “โกลเดน โดม” ซึ่งเป็นระบบป้องกันภัยทางอากาศและขีปนาวุธแบบหลายชั้น ที่มีมูลค่าการก่อสร้างเบื้องต้นมากกว่า 175,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ( ราว 5.46 ล้านล้านบาท ) และอาจบานปลายพุ่งสูงถึง 500,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ( ราว 15.61 ล้านล้านบาท )
ทรัมป์อ้างว่าระบบ โกลเดน โดม ซึ่งจะใช้ดาวเทียมและอาวุธสกัดกั้นในอวกาศ จะปกป้องแคนาดา “โดยธรรมชาติของมันเอง” อย่างไรก็ตาม ทรัมป์ได้ผูกโยงระบบดังกล่าว เข้ากับความพยายามที่จะเข้าครอบครองหรือผนวก “กรีนแลนด์” เพื่อใช้เป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญในการตรวจจับขีปนาวุธจากรัสเซียและจีน

ทั้งนี้ ทรัมป์กล่าวสุนทรพจน์บนเวที วิจารณ์ว่า แคนาดาเป็นประเทศที่ได้ “ของฟรี” จากสหรัฐไปเยอะมาก รวมถึงระบบขีปนาวุธโกลเดน โดม ที่จะปกป้องแคนาดาเช่นกัน แคนาดาควรเป็นประเทศที่ “กตัญญู” แต่ในความจริงกลับไม่เป็นแบบนั้น ขณะเดียวกัน ทรัมป์วิจารณ์การแถลงสุนทรพจน์บนเวทีดาวอสของคาร์นีย์ ว่า “ดูไม่สำนึกบุญคุณ” พร้อมกล่าวทิ้งท้ายว่า “แคนาดาอยู่รอดได้เพราะสหรัฐ จำไว้ด้วยนะ มาร์ค ก่อนจะพูดอะไรครั้งต่อไป”
ขณะที่คาร์นีย์ตอบโต้ทรัมป์ในเวลาต่อมา ว่า “แคนาดาไม่ได้อยู่รอดเพราะสหรัฐ แคนาดาเจริญรุ่งเรืองเพราะเราเป็นแคนาดา เราเป็นเจ้าบ้านในบ้านของเราเอง นี่คือประเทศของเรา นี่คืออนาคตของเรา และทางเลือกเป็นของเรา”
นอกจากนี้ คาร์นีย์ยังได้ขยายความถึงคุณค่าของสังคมแคนาดาว่า แคนาดาสามารถเป็น “ประภาคาร” ให้กับโลกท่ามกลางพายุแห่งประชานิยมและลัทธิชาตินิยมทางชาติพันธุ์ ผู้นำแคนาดาเน้นย้ำว่า ความหลากหลายคือความแข็งแกร่ง และประชาธิปไตยของแคนาดามีหน้าที่ปกป้องผู้ซึ่งอ่อนแอ จากการกดขี่ของผู้ที่มีอำนาจเหนือกว่า การตอบโต้นี้ไม่ได้เป็นเพียงการโต้เถียงส่วนตัว แต่เป็นการประกาศ “อิสรภาพทางอุดมการณ์” ของแคนาดาจากเงาของลัทธิ “อเมริกาต้องมาก่อน”
บทบาทของคาร์นีย์ในปี 2569 คือการเป็น “หัวหอก” ของขบวนการปกป้องระเบียบโลกที่ยึดถือกฎกติกา ในรูปแบบใหม่ที่ไม่ใช่การพึ่งพาอำนาจนำของมหาอำนาจใดมหาอำนาจหนึ่ง แต่เป็นการสร้างขีดความสามารถของ “ประเทศในพื้นที่ตรงกลาง” เพื่อให้มีอำนาจต่อรองอย่างแท้จริง
สุนทรพจน์ของคาร์นีย์บนเวทีดาวอส ไม่ได้เป็นเพียงการวิจารณ์ทรัมป์ แต่เป็นการวิเคราะห์เชิงระบบถึงความล้มเหลวของระเบียบโลกเดิม และการนำเสนอพิมพ์เขียวสำหรับอนาคตที่ประเทศมหาอำนาจระดับกลางต้อง “เลิกโกหกตัวเอง” และหันมาสร้าง “ความสมจริงเชิงค่านิยม” .
ภัทราพร ไพบูลย์ศิลป
เครดิตภาพ : GETTY IMAGES



