ระบอบการเมืองของสิงคโปร์ตั้งแต่ปี 2567 เผชิญกับจุดเปลี่ยนที่สำคัญที่สุดนับตั้งแต่การประกาศเอกราช เมื่อปี 2508 โดยเป็นการเปลี่ยนผ่านอำนาจจากผู้นำรุ่นที่สาม หรือ 3จี ภายใต้การนำของนายลี เซียน ลุง ไปสู่ผู้นำรุ่นที่สี่ หรือ 4จี ภายใต้การนำของนายลอว์เรนซ์ หว่อง นายกรัฐมนตรีคนปัจจุบัน

หัวใจสำคัญของพลวัตในช่วงนี้ไม่ได้อยู่ที่เพียงการสืบทอดตำแหน่งนายกรัฐมนตรี แต่รวมถึงการทดสอบความชอบธรรมผ่านการเลือกตั้งทั่วไป เมื่อปี 2568 และการเผชิญหน้ากับความท้าทายด้านมาตรฐานจริยธรรมของนักการเมือง ที่นำไปสู่กรณีประวัติศาสตร์ในการถอดถอนผู้นำฝ่ายค้านออกจากตำแหน่ง สภาวการณ์ดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงความซับซ้อนของระบอบประชาธิปไตยแบบสิงคโปร์ที่มีลักษณะเป็น “รัฐพรรคเด่น” ซึ่งให้ความสำคัญกับหลักนิติธรรมและความซื่อสัตย์สุจริต เหนือจารีตทางการเมืองในระบบรัฐสภาสากล

หว่องก้าวเข้าสู่ตำแหน่งนายกรัฐมนตรีคนที่ 4 ของสิงคโปร์ เมื่อวันที่ 15 พ.ค. 2567 การก้าวขึ้นสู่อำนาจของวองเป็นการจัดวางอย่างเป็นระบบตามวิถีของพรรคกิจประชาชน ( พีเอพี ) ซึ่งเน้นความต่อเนื่องและความมั่นคง ก่อนหน้านี้ หว่องสร้างชื่อเสียงจากการบริหารจัดการวิกฤติการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ในฐานะประธานร่วมของคณะทำงานเฉพาะกิจระหว่างกระทรวง ซึ่งทำให้เจ้าตัวได้รับความไว้วางใจจากรัฐบาล พรรคพีเอพี และชาวสิงคโปร์

ยุทธศาสตร์ “สิงคโปร์ก้าวหน้า” ( Forward Singapore ) ที่หว่องเป็นผู้ริเริ่มตั้งแต่สมัยดำรงตำแหน่งรมว.การคลัง เมื่อปี 2565 กลายเป็นเข็มทิศสำคัญของรัฐบาลสิงคโปร์ชุดปัจจุบัน โครงการดังกล่าวมุ่งเน้นการทบทวนและสร้าง “สัญญาประชาคม” ใหม่เพื่อรับมือกับความท้าทายด้านความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ ค่าครองชีพ และความผันผวนของภูมิรัฐศาสตร์โลก

การนำเสนอตัวตนของหว่องให้มีลักษณะเป็นเทคโนแครตที่เข้าถึงง่าย อ่อนน้อมถ่อมตัว แต่มีความเด็ดขาดในการตัดสินใจ ได้รับการออกแบบมาเพื่อดึงดูดกลุ่มผู้มีสิทธิเลือกตั้งรุ่นใหม่ในสิงคโปร์ ที่ต้องการเห็นความเปลี่ยนแปลงในเชิงสไตล์การบริหาร แต่ยังคงต้องการเสถียรภาพทางนโยบาย

นายลอว์เรนซ์ หว่อง เข้าพิธีสาบานตนรับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีสิงคโปร์ ณ ทำเนียบอิสตานา ประเทศสิงคโปร์ 23 พ.ค. 2568 หลังนำพรรคพีเอพีชนะการเลือกตั้ง และทำหน้าที่นายกรัฐมนตรีมาตั้งแต่ปี 2567

การเลือกตั้งทั่วไปของสิงคโปร์ เมื่อวันที่ 3 พ.ค. 2568 ถือเป็น “บททดสอบความเชื่อมั่น” ครั้งแรกของs;jv’ ในฐานะผู้นำการรณรงค์หาเสียงของพรรคพีเอพีด้วย ผลการเลือกตั้งที่ออกมาสะท้อนให้เห็นถึงความสำเร็จเหนือความคาดหมายของฝ่ายรัฐบาล โดยพรรคพีเอพีสามารถกวาดที่นั่งไปได้ถึง 87 ที่นั่งจากทั้งหมด 97 ที่นั่ง และได้รับคะแนนนิยมทั่วประเทศ 65.57% ซึ่งเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญจากการเลือกตั้งทั่วไป เมื่อปี 2563

ความสำเร็จของพรรคพีเอพีส่วนหนึ่งเกิดจากการปรับเปลี่ยนกระบวนทัศน์ในการหาเสียง โดยลดการโจมตีตัวบุคคลและหันมาให้ความสำคัญกับความสำเร็จในระดับพื้นที่ นอกจากนี้ ความกังวลของประชาชนเกี่ยวกับค่าครองชีพและราคาที่อยู่อาศัยที่พุ่งสูงขึ้นได้รับการตอบสนอง ผ่านงบประมาณที่เน้นการช่วยเหลือกลุ่มเปราะบางก่อนการเลือกตั้ง

ในทางตรงกันข้าม แม้พรรคฝ่ายค้านคือพรรคคนงาน สามารถรักษาที่นั่งของตัวเองเอาไว้ได้ แต่กลับไม่สามารถขยายฐานเสียงในเขตพื้นที่ยุทธศาสตร์ทางตะวันออกและตะวันออกเฉียงเหนือได้ตามที่ตั้งเป้าหมายไว้ ยิ่งไปกว่านั้น พรรคสิงคโปร์ก้าวหน้า ( พีเอสพี ) ของนพ. ตัน เช็ง บ็อก กลับสูญเสียที่นั่งสมาชิกสภาแบบไม่แบ่งเขต ทั้งหมดไป ทำให้รัฐสภาชุดที่ 15 ของสิงคโปร์กลายเป็นระบบสองพรรคการเมืองอย่างชัดเจน

ภายหลังการเลือกตั้ง หว่องดำเนินการปรับปรุงคณะรัฐมนตรีเพื่อสะท้อนถึงยุคสมัยของผู้นำ4จี อย่างเต็มตัว รัฐมนตรีอาวุโสหลายคนที่เป็นเสาหลักของยุค 3จี เช่น นายเฮง สวี เกียต และนายเตียว ชี เฮียน เริ่มลดบทบาทลงเพื่อเปิดโอกาสให้คนรุ่นใหม่ก้าวขึ้นมา

ขณะเดียวกัน หว่องยังประกาศความตั้งใจที่จะเริ่มแสวงหาตัวแทนสำหรับทีมผู้นำรุ่นที่ห้า หรือ 5 จี โดยระบุว่า การต่ออายุของทีมผู้นำจะต้องทำอย่างต่อเนื่องเพื่อไม่ให้เกิดการขาดตอนของอำนาจและการบริหาร การให้ความสำคัญกับความต่อเนื่องนี้สะท้อนอัตลักษณ์ทางการเมืองของสิงคโปร์ เพื่อพยายามรักษาความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่างชาติและเสถียรภาพภายในประเทศ

นายพริตัม สิงห์ เดินทางมายังศาลฎีกาของสิงคโปร์ 4 พ.ย. 2568

อย่างไรก็ตาม เหตุการณ์ที่สร้างแรงสั่นสะเทือนทางกฎหมายและการเมืองมากที่สุดในช่วงต้นปี 2569 ของสิงคโปร์ คือการที่หว่องปลดนายพริตัม สิงห์ หัวหน้าพรรคคนงาน ออกจากตำแหน่งผู้นำฝ่ายค้านในรัฐสภา

ผู้นำสิงคโปร์กล่าวว่า เหตุผลประกอบการตัดสินใจเกี่ยวข้องกับการกระทำผิดอาญาของสิงห์ ประกอบกับมุมมองที่เห็นพ้องว่า สิงห์ “ขาดคุณสมบัติ” ในการเป็นผู้นำฝ่ายค้าน ทำให้สถานะการดำรงตำแหน่งผู้นำดังกล่าวของสิงห์ไม่สามารถคงอยู่ได้อีกต่อไป การสั่งให้สิงห์ยุติการปฏิบัติหน้าที่โดยมีผลในทันที “มีความจำเป็นอย่างยิ่งเพื่อธำรงไว้ซึ่งหลักนิติธรรม ตลอดจนศักดิ์ศรีและความซื่อสัตย์ของรัฐสภา”

กรณีนี้ถือเป็นเหตุการณ์ที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในประวัติศาสตร์การเมืองของสิงคโปร์ และมีความซับซ้อนในเชิงกลไกอำนาจรัฐสภา เนื่องจากสิงคโปร์เป็นหนึ่งในไม่กี่ประเทศที่นายกรัฐมนตรีมีอำนาจโดยตรงในการในการคัดเลือก แต่งตั้ง หรือถอดถอนผู้นำฝ่ายค้าน ซึ่งระบบดังกล่าวได้รับการวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก ว่าเป็นการลดทอนอำนาจอิสระของฝ่ายนิติบัญญัติ

อนึ่ง ชนวนเหตุของเรื่องนี้ มาจากคำพิพากษาของศาลสิงคโปร์ เมื่อเดือน ก.พ.ปีที่แล้ว ว่าสิงห์มีความผิดจริง ฐาน “เจตนา” ให้การเท็จต่อคณะกรรมาธิการของสภา เกี่ยวกับการสอบสวนราอีซาห์ ข่าน สมาชิกของพรรคคนงาน ซึ่งกล่าวหาตำรวจสิงคโปร์ว่า มีพฤติกรรมเพิกเฉย ต่อผู้หญิงที่ตกเป็นเหยื่อของการล่วงละเมิดทางเพศ เมื่อปี 2564 และศาลสูงมีคำพิพากษายืน เมื่อเดือน ธ.ค. 2568

กรณีที่เกิดขึ้นถือว่า น่าสนใจและน่าศึกษา เนื่องจากในระบบรัฐสภาแบบเวสต์มินสเตอร์โดยทั่วไป เช่น สหราชอาณาจักร ออสเตรเลีย หรือแคนาดา ตำแหน่งผู้นำฝ่ายค้านมักจะถูกเลือกโดยพรรคฝ่ายค้านเอง และเป็นตำแหน่งที่มีสถานะทางรัฐธรรมนูญหรือจารีตประเพณี ซึ่งฝ่ายรัฐบาลไม่สามารถเข้าไปแทรกแซงได้ อย่างไรก็ตาม สิงคโปร์มีกลไกที่แตกต่างออกไป เนื่องจากตำแหน่ง “ผู้นำฝ่ายค้าน” เพิ่งถูกสถาปนาขึ้นอย่างเป็นทางการ เมื่อปี 2563 โดยอาศัยอำนาจการแต่งตั้งตามดุลพินิจของนายกรัฐมนตรี

ขณะเดียวกัน สิงคโปร์ไม่มีข้อบัญญัติในรัฐธรรมนูญหรือข้อบังคับของรัฐสภาที่ระบุขั้นตอนอย่างชัดเจน ในการการถอดถอนผู้นำฝ่ายค้าน นายกรัฐมนตรีในฐานะผู้ “มอบ” ตำแหน่งจึงมีอำนาจในการ “เพิกถอน” ตำแหน่งนั้นได้เองเมื่อเห็นว่า เงื่อนไขแห่งความเหมาะสมสิ้นสุดลง การที่นายสิงห์ยังคงเป็นสมาชิกรัฐสภาและหัวหน้าพรรคคนงานต่อไปได้นั้น เป็นเพราะโทษปรับไม่ถึงเกณฑ์ขั้นต่ำ 10,000 ดอลลาร์สิงคโปร์ ( ราว 248,989.50บาท ) ที่จะทำให้ขาดคุณสมบัติการเป็น สมาชิกรัฐสภา แต่มาตรฐาน “ความเหมาะสม” ของผู้นำฝ่ายค้านนั้น ถูกยกระดับไว้ “สูงกว่า” สมาชิกรัฐสภาทั่วไป

พรรคคนงานตอบโต้อย่างทันควัน ว่าพวกเขาไม่สามารถยอมรับการเสนอชื่อสมาชิกคนอื่นขึ้นมาแทนที่สิงห์ และความเป็นผู้นำฝ่ายค้านควรมาจาก “ความไว้วางใจของประชาชนผ่านบัตรเลือกตั้ง” และผู้นำพรรคการเมืองฝ่ายค้านขนาดใหญ่ที่สุดย่อมถือเป็นผู้นำฝ่ายค้านโดยธรรมขาติ

พลวัตการเมืองสิงคโปร์ในยุคของหว่อง ไม่สามารถแยกออกได้จากแนวคิด “Rule by Law” ( การปกครองโดยกฎหมาย ) ซึ่งแตกต่างจาก “Rule of Law” ( หลักนิติธรรม ) ในบริบทตะวันตก สิงคโปร์มักถูกจัดให้อยู่ในกลุ่ม “Hybrid Regime” หรือ “Illiberal Democracy” ซึ่งมีการจัดการเลือกตั้งที่สะอาดและเป็นธรรม แต่มีการใช้กลไกทางกฎหมายและระเบียบราชการ ในการควบคุมพื้นที่ทางการเมืองของฝ่ายตรงข้าม

กรณีการปลดสิงห์อาจเป็น “ดาบสองคม” ในแง่หนึ่งคือการย้ำเตือนถึงมาตรฐานจริยธรรมที่เข้มงวดของสิงคโปร์ ซึ่งไม่ยอมรับการโกหกไม่ว่าจะมาจากฝ่ายรัฐบาลหรือฝ่ายค้าน อย่างไรก็ตาม ในอีกแง่หนึ่ง การใช้กลไกรัฐสภาในการลงมติ “การขาดคุณสมบัติ” ของผู้นำฝ่ายค้านก่อนการปลดอย่างเป็นทางการ เผชิญกับเสียงวิจารณ์ว่า เป็นความพยายามของพรรคพีเอพี ในการทำลายความน่าเชื่อถือของผู้นำฝ่ายค้าน ครั้งโดดเด่นที่สุดในรอบหลายสิบปี

ภายใต้การนำของหว่อง สิงคโปร์กำลังก้าวเข้าสู่ยุคที่ “ประสิทธิภาพ” เพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอต่อการรักษาอำนาจอีกต่อไป การเลือกตั้งทั่วไปเมื่อปี 2568 แสดงให้เห็นว่า แม้ประชาชนจะมอบคะแนนนิยมให้พรรคพีเอพีเพิ่มขึ้น แต่ความต้องการ “เสียงฝ่ายค้านที่สร้างสรรค์” ก็ยังมีอยู่จริง สะท้อนจากคะแนนนิยมของพรรคคนงานในเขตที่มีการส่งผู้สมัครนั้น ยังคงสูงกว่า 50% ในหลายพื้นที่

ความท้าทายในอนาคตของหว่องและทีม 4จี คือการบริหารจัดการ “ความคาดหวังที่เพิ่มขึ้น” ของประชาชน เมื่อสังคมสิงคโปร์มีความซับซ้อนขึ้น มีคนรุ่นใหม่ที่มีความรู้และต้องการความโปร่งใสในระดับสากล การใช้กฎหมายที่เข้มงวดกับฝ่ายตรงข้ามทางการเมืองอาจถูกมองว่า เป็นการใช้อำนาจในลักษณะ “อำนาจนิยมในถุงมือกำมะหยี่” มากขึ้นเรื่อย ๆ

อย่างไรก็ตาม ในภาพรวมถือว่า สิงคโปร์ภายใต้การบริหารของหว่อง ยังคงเป็นรัฐที่ให้ความสำคัญกับการบริหารจัดการอำนาจผ่านกฎหมาย และความมั่นคงเชิงสถาบัน การถอดถอนผู้นำฝ่ายค้านไม่ใช่เพียงเรื่องส่วนบุคคล แต่เป็นส่วนหนึ่งของการรักษา “อัตลักษณ์ทางการเมืองแบบสิงคโปร์” ที่ไม่ต้องการให้มีวัฒนธรรมการเมืองที่ยืดหยุ่นจนเกินไปในเรื่องของจริยธรรมและความสัตย์จริงในรัฐสภา

สัญญาประชาคมที่วองพยายามสร้างขึ้นจะถูกทดสอบอย่างหนักในทศวรรษหน้า ไม่ใช่เพียงด้วยตัวเลขทางเศรษฐกิจ แต่ด้วยความสามารถในการรักษาสมดุลระหว่างอำนาจรัฐที่เด็ดขาด กับความต้องการมีส่วนร่วมของประชาชน ซึ่งตื่นตัวทางการเมืองมากขึ้นทุกขณะ.

ภัทราพร ไพบูลย์ศิลป

เครดิตภาพ : AFP