ทำเงินไปกว่า 24 ล้านเหรียญแล้วใน Box Office สำหรับหนังแนวซอมบี้วิ่งไล่ล่า 4 X 100 อย่าง 28 Years Later : The Bone Temple ฝีมือผู้กำกับ “เนีย ตาคอสตา” ผู้เคยสร้างผลงานอย่าง Hedda, แคนดี้แมน และ เดอะ มาร์เวลส์ โดยเรื่องราวในภาคนี้จะเป็นการสานต่อจาก 28 Years Later ภาคแรก เมื่อโลก ต้องปรับตัวอยู่กับ “ความปกติใหม่” ที่ยังมีผู้ติดเชื้อไวรัสซอมบี้หลงเหลืออยู่ อีกทั้งเหล่าเชื้อโรคก็ได้พัฒนาตัวเองจนกลายเป็นตัว “อัลฟ่า” ที่คอยควบคุมฝูงซอมบี้ ออกไล่ล่าสิ่งมีชีวิตทุกชนิด
กระทั่งวันหนึ่งที่ ดร.เอียน เคลซัน (รับบทโดย ราล์ฟ ไฟนส์) แพทย์อัจฉริยะที่เอาชีวิตรอดอยู่บนเกาะเพียงลำพัง และเป็นผู้สร้างวิหารซากกะโหลก(The Bone Temple) ได้พบว่าในท้องของซอมบี้หญิงเกิดการตั้งครรภ์เด็กขึ้นมา ซึ่งเด็กคนนี้ไม่ติดเชื้อร้าย อนาคตอาจเป็นตัวแปรในหาทางรักษา หรือป้องกันไวรัสซอมบี้ก็เป็นได้ ทว่า “แซมซั่น” (รับบทโดยชิ ลูอิส-แพร์รี) ตัวอัลฟ่าซอมบี้จอมโหด ก็ได้พยายามออกตามหาทารกที่เป็นลูกสาวของตัวเอง นั่นจึงทำให้ “ดร.เอียน” เริ่มหาทางรักษา “แซมซั่น” เพื่อกลับมาเป็นคนให้จงได้


นอกจากนี้หนังยังมีเส้นเรื่องคู่ขนาน โดยบอกเล่าถึงชีวิตเด็กหนุ่มที่ชื่อ “สไปร์ท” (รับบทโดย อัลฟี วิลเลียมส์) หลังจากที่เขาพยายามจะพิสูจน์ตัวเองด้วยการออกมาเผชิญโลกอันโหดร้าย จนไปเจอเข้ากับแก๊งล่าหัวมนุษย์สุดวิปริตอย่าง Sir Lord Jimmy (รับบทโดย แจ็ค โอ คอนเนลล์) ผู้มีลูกน้องเป็นเหล่านักฆ่าหรือ “นิ้ว” ที่ชื่อ Jimmiนำหน้า เช่น Jimmima(เอ็มมา แลร์ด), Jimmi Ink (เอริน เคลลีแมน), Jimmijone (เมาร่า เบิร์ด), JimmiFox (แซม ล็อก) และ JimmiSnake (กอซี อัล รุฟัยอี) เรื่องราวของ “สไปร์ท” จะเป็นอย่างไรติดตามกันได้ในโรงภาพยนตร์เท่านั้น


จุดแข็ง งานภาพที่ถ่ายทำด้วย iPhone 15 Pro Max เกือบทั้งเรื่อง (ใช้เลนส์เสริมระดับโปร) เพื่อรักษาเอกลักษณ์ “ภาพดิบ” และสมจริงมากที่สุด จะบอกว่ามีมุมภาพแปล ๆ หลายอย่างก็ว่าได้ ขณะที่บทบาทของตัวละครในภาคนี้ซึ่ง เน้นหนักไปในพาร์ทของ “สไปร์ท” กับเหล่าแก๊งนักล่าฯ จนทำให้ผู้ชมตั้งคำถามว่า “ระหว่างเชื้อร้ายกับสันดานมนุษย์ อะไรน่ากลัวกว่ากัน?” การแย่งชิงทรัพยากร และลัทธิความเชื่อที่บิดเบี้ยวเข้ามาเกี่ยวข้อง ทำให้มันเป็นมากกว่าหนังแอ็กชันสยองขวัญธรรมดา


จุดอ่อน สำหรับคนที่หวังจะเห็นฉากบู๊ล้างผลาญแบบหนังซอมบี้ฮอลลีวูดกระแสหลัก อาจต้องผิดหวังอย่างแรง เพราะภาคนี้ผู้สร้างเน้นความกดดันทางจิตวิทยา ทำให้การดำเนินเรื่องมีความเนือยสูงไปด้วย


3/5 กะโหลก นี่คือจดหมายรักถึงแฟนหนังยุค 2000 ที่เติบโตขึ้นมาพร้อมกับความสยองขวัญระดับตำนาน มีความสดใหม่ ทรงพลัง และทิ้งท้ายให้เราอยากดูภาคต่อ (28 Years Later Part 3) ทันทีที่ดูจบ


คอลัมน์ : ดูหนังกับหมี
โดย : แพนด้าอ้วน
ขอบคุณภาพและข้อมูลจาก Sony Pictures



