หลังสถาบันจัดอันดับเครดิต ฟิทช์ เรตติ้งส์ ได้ออกมาจับตาเป็นพิเศษ ถึงแนวทางการลดการขาดดุลการคลัง แนวทางแก้ปัญหาเสถียรภาพเศรษฐกิจที่อ่อนแอลง รวมไปถึงโครงสร้างสังคมสูงวัย
การจับตาเป็นพิเศษนี้… สะท้อนให้เห็นว่า การจัดตั้งรัฐบาลผสมของประเทศไทย ไม่ใช่แค่โจทย์ทางการเมืองอีกต่อไปเท่านั้น แต่!!คือบททดสอบความน่าเชื่อถือทางเศรษฐกิจ
ด้วยเพราะ!! สภาพเศรษฐกิจไทย กำลังเผชิญความท้าทายครั้งสำคัญจากการบริหารการคลังที่เข้าใกล้ขีดจำกัด หนี้สาธารณะและหนี้ครัวเรือนอยู่ในระดับสูง
แม้ว่ากลยุทธ์ของ “พรรคภูมิใจไทย” ในฐานะแกนนำ อาจช่วยลดความเสี่ยงในสภาพชะงัก หลังเลือกตั้งได้ในระยะสั้น ก็ตาม แต่ในความเป็นจริงแล้ว…อยู่ที่…การเจรจาต่อรองเชิงนโยบาย
การต่อรองทางการเมือง อาจส่งผลไปถึงแผนการคลังระยะกลางสะดุด และการลดขาดดุลล่าช้า โดยเฉพาะโจทย์ยาก!! อย่างการปรับ ขึ้นภาษีมูลค่าเพิ่ม ที่ถือว่าเป็นเรื่องอ่อนไหวทางการเมือง
ดังนั้น…ฟิตช์จึงส่งสัญญาณออกมาให้เห็นชัดเจนว่า เรื่องของเสถียรภาพเศรษฐกิจและวินัยการคลัง นั้น จะเป็นตัวแปรสำคัญในการชี้ชะตาอันดับเครดิตประเทศในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อนี้
ตามแผนการคลังระยะปานกลางปีงบประมาณ 2570-2573 ที่ผ่านความเห็นชอบจากครม.มาแล้วนั้น ได้ประเมินรายได้รัฐบาลเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง แต่เมื่อเทียบกับรายจ่ายแล้วพบว่ายังอยู่ในภาวะขาดดุลการคลัง โดยปีงบประมาณ 2569 รายจ่าย 3.780 ล้านล้านบาท ขาดดุลการคลัง 860,000 ล้านบาท
ปีงบประมาณ 2570 รายจ่าย 3.788 ล้านล้านบาท ขาดดุลการคลัง788,000 ล้านบาท ปีงบประมาณ 2571 รายจ่าย 3.826 ล้านล้านบาท ขาดดุลการคลัง 681,000 ล้านบาท
ขณะที่ในปีงบประมาณ 2572 รายจ่าย 3.864 ล้านล้านบาท ขาดดุลการคลัง 590,000 ล้านบาท และ ปีงบประมาณ 2573 รายจ่าย 3.903 ล้านล้านบาท ขาดดุลการคลัง 481,000 ล้านบาท
แม้ว่า “เอกนิติ นิตทัณฑ์ประภาศ” รองนายกฯและรมว.คลังจะประกาศบนหลายเวที ว่า รัฐบาลของพรรคภูมิใจไทยจะไม่มีนโยบายในลักษณะประชานิยม เพราะให้ความสำคัญกับเรื่องของวินัยการคลัง
ทุกวันนี้…ต่างคนต่างรู้ว่า ประเทศไทยต้องเน้นการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ เหนืออื่นใด การจะดำเนินการใด ๆ ก็ต้อง รักษาวินัยการเงินการคลังอย่างเคร่งครัด เพราะต่างชาติกำลังจับตามองทิศทางของไทย
แม้ข้อได้เปรียบในเชิงกลยุทธ์ของพรรคภูมิใจไทย ที่ชูขุนพลเศรษฐกิจให้เห็นเด่นชัด และยังมีความต่อเนื่องมาจนถึงรัฐบาลใหม่ ที่ทำให้นักลงทุนทั้งไทยทั้งเทศ หรือแม้แต่บริษัทเครดิต เรตติ้ง ต่าง ๆ มั่นใจในความต่อเนื่องก็ตาม
แต่…อย่าลืมว่า “การเมือง” เป็นเรื่องของการบริหารประโยชน์ ที่ส่งผลกระทบต่อการบริหารเศรษฐกิจโดยตรง !!
แม้น้ำหนักสำคัญที่บริษัทเครดิตให้ความสำคัญสูงสุดจะเป็นเรื่องเสถียรภาพทางการเมือง ที่เชื่อว่าจะไม่สะดุด แต่ก็ยังมีเรื่องของแผนการคลังระยะปานกลาง ที่รัฐบาลตั้งเป้าหมายลดการขาดดุลลงอย่างต่อเนื่อง
นอกจากนี้ยังมีเรื่องแนวโน้มการเติบโตทางเศรษฐกิจ หรือจีดีพี ที่สภาพเศรษฐกิจไทยเวลานี้ไทยเติบโตต่ำจากศักยภาพมาก และจะกลายเป็นเสือตัวที่ 6 ของอาเซียนไปแล้ว
ขณะเดียวกันยังมีเรื่องของ การปรับโครงสร้างเศรษฐกิจและการรับมือสังคมสูงวัย สุดท้ายคือ…แผนการรองรับอุตสาหกรรมใหม่และการเงินยั่งยืน
แม้ปัจจัยเหล่านี้ ถูกบรรจุอยู่ในแผนการบริหารเศรษฐกิจ ที่รัฐบาลต้องเร่งขับเคลื่อน แต่!! เรื่องของการบริหารผลประโยชน์ ก็เป็นปัจจัยสำคัญที่ต้องบริหารต่อรอง ให้เป็นผลดีกับประเทศ ไม่ใช่บริหารประโยชน์เพื่อการเมืองเท่านั้น
ด้วยเหตุนี้…ในช่วงกำหนดเวลาที่บรรดาเครดิต เรตติ้ง ทั้ง มูดีส์ อินเวสเตอร์ เซอร์วิส ทั้ง ฟิทช์ เรทติ้งส์ และ เอสแอนด์พีฯ ที่เตรียมเข้ามาประเมินภาพรวมเศรษฐกิจ ในช่วงเดือนมี.ค.-เม.ย. และส.ค.-ก.ย.69
ยิ่งถือเป็นโอกาสที่รัฐบาลใหม่ ที่กำลังจะเข้ามา ต้องแสดงฝีมือให้เห็นว่าจะฟื้นสภาพเศรษฐกิจให้พ้นปากเหว ให้กลับมายืนหนึ่งในอาเซียน โดยมีวินัยการเงินการคลังอย่างเคร่งครัด ได้อย่างไร
เพราะถ้าเครดิตประเทศไทยถูกลดอันดับลงไป นั้นยิ่งหมายความว่า…ความเชื่อมั่น ความไว้ใจ ของประชาชนที่ลงคะแนนเสียงให้ไปนั้นจะยิ่งสูญเปล่า และไทยอาจตกอันดับไปรั้งท้ายอาเซียน เลยก็เป็นไปได้!!
……………………………………….
คอลัมน์ : เศรษฐกิจจานร้อน
โดย “ช่อชมพู”



