ท่ามกลางสถานการณ์ภาคการเกษตรที่ต้องเผชิญกับความผันผวนของราคาและต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้น เกษตรกรจำนวนไม่น้อยต่างมองหาแนวทางสร้างรายได้เสริมเพื่อเพิ่มความมั่นคงให้กับครัวเรือน หนึ่งในตัวอย่างที่น่าสนใจเกิดขึ้นที่ ตำบลกะลาเส อำเภอสิเกา จังหวัดตรัง เกษตรกรได้พลิกพื้นที่ว่างในสวนปาล์มน้ำมันอายุเพียง 1 ปี มาปลูกฟักทองแซมบนพื้นที่กว่า 200 ไร่ จนกลายเป็นพืชทำเงินสร้างรายได้เป็นกอบเป็นกำ

ช่วงเวลาที่ต้นปาล์มน้ำมันยังมีขนาดเล็กและแสงแดดสามารถส่องถึงพื้นดิน ถือเป็นโอกาสสำคัญในการใช้ประโยชน์จากพื้นที่ว่างให้คุ้มค่าที่สุด เกษตรกรในพื้นที่จึงเลือกปลูกฟักทองพันธุ์ “ทองอำไพ 436” ซึ่งเป็นพืชอายุสั้น ใช้เวลาเพียง 85-90 วันก็สามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตได้

ปีนี้นับเป็นปีทองของผู้ปลูกฟักทองอย่างแท้จริง หลังราคาปรับตัวสูงขึ้นแตะกิโลกรัมละ 18-25 บาท เพิ่มขึ้นเกือบเท่าตัวจากปีที่ผ่านมา ที่ราคาตกต่ำเหลือเพียงกิโลกรัมละ 12 บาทเท่านั้น ขณะที่ผลผลิตเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 1 ตันต่อไร่ ทำให้เกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้นอย่างน่าพอใจ

นายพัฒนชัย พริกหอม เกษตรกรผู้ปลูกฟักทองในพื้นที่ เปิดเผยว่า การปลูกพืชแซมในสวนปาล์มช่วยสร้างรายได้ระหว่างรอผลผลิตจากปาล์มน้ำมัน ซึ่งต้องใช้เวลาหลายปีกว่าจะให้ผลผลิตเต็มที่ อีกทั้งยังเป็นการลดความเสี่ยงจากการพึ่งพาพืชเพียงชนิดเดียว จุดเด่นอีกประการคือ เกษตรกรไม่ต้องกังวลเรื่องตลาด เนื่องจากมีพ่อค้าเดินทางมารับซื้อถึงแปลง ก่อนนำผลผลิตกระจายไปยังตลาดสำคัญหลายแห่ง ทั้งนครศรีธรรมราช เพชรบุรี ราชบุรี และตลาดไท ส่งผลให้เกิดการหมุนเวียนทางเศรษฐกิจในชุมชน ทั้งเกษตรกร ผู้ค้าคนกลาง รวมถึงแรงงานรับจ้างเก็บเกี่ยว ต่างได้รับอานิสงส์จากราคาที่ดีในปีนี้

อย่างไรก็ตาม โอกาสในการปลูกฟักทองแซมสวนปาล์มอาจมีระยะเวลาไม่ยาวนานนัก เนื่องจากเมื่อปาล์มน้ำมันมีอายุมากขึ้น ทรงพุ่มจะขยายใหญ่จนบดบังแสงแดด ทำให้ไม่สามารถปลูกพืชแซมได้อีก โดยเกษตรกรคาดว่าการปลูกในปีหน้าอาจเป็นรอบสุดท้าย ก่อนที่สวนปาล์มจะเข้าสู่ระยะให้ผลผลิตเต็มที่

“พื้นที่ว่าง” หากได้รับการบริหารจัดการอย่างเหมาะสม สามารถเปลี่ยนเป็น “พื้นที่สร้างรายได้” ได้อย่างมีประสิทธิภาพ การปลูกพืชแซมจึงไม่เพียงช่วยเพิ่มรายได้ในระยะสั้น แต่ยังเป็นแนวทางในการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้ที่ดิน ลดความเสี่ยงด้านรายได้ และสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจให้กับเกษตรกรไทยในระยะยาว

ในวันที่ภาคเกษตรต้องเผชิญความไม่แน่นอน โมเดล “ฟักทองแซมสวนปาล์ม” ของเกษตรกรตรัง จึงนับเป็นอีกหนึ่งบทเรียนสำคัญที่สะท้อนว่า การปรับตัวและการใช้ทรัพยากรที่มีอยู่ให้เกิดประโยชน์สูงสุด คือกุญแจสำคัญสู่ความอยู่รอดและความยั่งยืนของเกษตรกรไทยในอนาคต.