กัวดาลาฮารา ซึ่งเป็นเมืองหลวงของรัฐฮาลิสโก และเมืองใหญ่อันดับสองของเม็กซิโก เกิดความวุ่นวายในช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา พร้อมกับพื้นที่อื่น ๆ ของประเทศ หลังกองทัพเม็กซิโกบุกจู่โจมและวิสามัญนายเนเมซิโอ โอเซเกรา ซึ่งมีสมญานาม “เอล เมนโช” ผู้นำแก๊งค้ายา “ฮาลิสโกรุ่นใหม่” (ซีเจเอ็นจี) ที่มีชื่อเสียงฉาวโฉ่
แม้เมืองกัวดาลาฮารา เป็นหนึ่งในสามเมืองของเม็กซิโก ซึ่งรวมถึงกรุงเม็กซิโกซิตี และเมืองมอนเตร์เรย์ จะเป็นสถานที่จัดการแข่งขันฟุตบอลโลก ร่วมกับสหรัฐและแคนาดา ตั้งแต่วันที่ 11 มิ.ย. ที่จะถึงนี้ แต่เมืองกลับอยู่ในภาวะ “กึ่งล็อกดาวน์” เมื่อไม่นานมานี้ เนื่องจากสมาชิกแก๊งฮาลิสโกรุ่นใหม่ออกอาละวาด เพราะการเสียชีวิตของหัวหน้าแก๊ง ทั้งปิดกั้นถนน เผารถยนต์ ทำลายธุรกิจ และยิงปะทะกับกองกำลังความมั่นคง
เหตุการณ์ความรุนแรง 2 วัน ส่งผลให้เจ้าหน้าที่ความมั่นคงและผู้ต้องสงสัยเป็นสมาชิกแก๊งค้ายาเสพติด เสียชีวิตอย่างน้อย 27 ราย และ 46 ราย ตามลำดับ โดยมีรายงานว่าพลเรือนเสียชีวิตอีก 1 รายด้วย
ด้านประธานาธิบดีคลอเดีย ไชน์บาว์ม ผู้นำเม็กซิโก ยืนกรานว่า สถานการณ์ “ไม่มีความเสี่ยง” ต่อแฟนบอลที่จะเข้าชมการแข่งขันฟุตบอลโลก 4 นัด ในเดือน มิ.ย. โดยให้ “การรับประกันอย่างเต็มที่” ในเรื่องความปลอดภัยของพวกเขา
ขณะเดียวกัน สหพันธ์ฟุตบอลนานาชาติ (ฟีฟ่า) ปฏิเสธที่จะแสดงความเห็นเกี่ยวกับความรุนแรงนองเลือดในเม็กซิโก ซึ่งสถานการณ์ส่วนใหญ่สงบลงแล้วเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา อย่างไรก็ตาม เหตุการณ์สะเทือนขวัญดังกล่าวก็ทำให้การแข่งขันฟุตบอล 2 นัดในรัฐฮาลิสโก ถูกยกเลิกไปแล้วในวันอาทิตย์
อนึ่ง เม็กซิโกพึ่งพาเทคโนโลยีต่าง ๆ ซึ่งรวมถึงระบบต่อต้านโดรนจำนวนมากที่แก๊งค้ายาเสพติดใช้ เพื่อรักษาความปลอดภัยให้กับมหกรรมกีฬาระดับโลกครั้งนี้ แต่ถึงอย่างนั้น “เงาของความกังวล” เกี่ยวกับความรุนแรง ยังคงคุกคามการเตรียมการแข่งขันฟุตบอลโลกอยู่
ตามข้อมูลสถิติอย่างเป็นทางการ รัฐฮาลิสโกเป็นหนึ่งในรัฐที่มีคนหายตัวไปมากที่สุดในเม็กซิโก โดยมีรายงานผู้สูญหายมากกว่า 12,575 คน ซึ่งในจำนวนนี้มากกว่าครึ่งหนึ่ง เป็นประชาชนในเมืองกัวดาลาฮารา
ทั้งนี้ นักเคลื่อนไหวบางคนแสดงความไม่พอใจต่อการที่เมืองกัวดาลาฮารา เป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันฟุตบอลโลก อีกทั้งหลายคนมองว่า รัฐบาลเม็กซิโกประสบความล้มเหลวในการควบคุมอาชญากรรมรุนแรง ซึ่งการแข่งขันฟุตบอลโลก อาจยิ่งทำให้ความไม่พอใจทวีความรุนแรงยิ่งขึ้น.
เลนซ์ซูม
เครดิตภาพ : AFP



