@เรื่องการเลือกตั้ง ที่มี ปัญหา เกิดขึ้น มากมาย ที่ทุกนิ้ว ของทุก ภาคส่วนชี้ไปยัง คณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือ กกต. ว่าเป็นผู้ที่ต้อง รับผิดชอบ ทั้งเรื่อง บัตรเขย่ง เรื่อง จำนวน บัตรเลือกตั้ง ที่ไม่เท่ากัน โดยเฉพาะเรื่องของ บัตรเลือกตั้ง ที่มีประเด็นของ บาร์โค๊ด และ คิวอาร์โค๊ด ที่ถูกตั้ง คำถาม ทั้งจาก นักการเมือง ที่ แพ้การเลือกตั้ง และจาก นักกฎหมาย นักวิชาการ ที่มีความเห็นเป็น สองฝักสองฝ่าย” แต่ต่าง ยื่นเรื่องไปยัง หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น ศาลปกครอง ผู้ตรวจราชการแผ่นดิน และ ศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่ง สุดท้ายแล้ว เรื่องของความ สงสัย ใน การเลือกตั้งว่า โปร่งใส หรือไม่ โปร่งใส ในเรื่องของ”ความลับ” ของการ ลงคะแนน ต้อง จบลงที่การ วินิจฉัย ของ ศาลรัฐธรรมนูญ…..ที่น่าสนใจ คือความเห็นของ 2 เนติบริกร หรือ กูรู ทางด้าน กฎหมาย อย่าง วิษณุ เครืองาม และ บวรศักดิ์ อุวรรณโณ  ที่มีความเห็น ต่างกัน ใน ข้อกฎหมายเดียวกัน โดยเฉพาะ คำว่าอย่า เหาะเกินลงกา ที่ บวรศักดิ์ อุวรรณโณ ให้คำจำกัดความ ในการ ตีความ เรื่อง การลงคะแนนที่เป็น ความลับ ที่ สำคัญ กูรู ด้าน กฎหมาย ที่เป็น เนติบริกร ให้กับ  อดีต รัฐบาลเพื่อไทย และ ภูมิใจไทย ต่างเป็นคน”ปักษ์ใต้” อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา ทั้งคู่….. และเพื่อให้ ประเทศไทย เดินไปข้างหน้า ด้วยความ รวดเร็ว รวมทั้งยุติความ  เห็นต่าง” ใน ข้อ กฎหมาย ที่เกี่ยวกับการ เลือกตั้ง ครั้งนี้ เพื่อให้ มีการ จัดตั้ง รัฐบาล ตาม กรอบเวลา หน่วยงาน ที่เกี่ยวข้อง เร่งดำเนินการ ส่งเรื่องที่ได้รับการ ร้องเรียน ให้ “ศาลรัฐธรรมนูญ ทำการ วินิจฉัย โดยเร็ว คือ ทางออก สำหรับ ประเทศไทย ในวันนี้…..

@ถ้า ผิดกฎหมายรัฐธรรมนูญ  โดย เห็นว่าการที่ บัตรเลือกตั้ง ที่มี บาร์โค๊ด และ คิวอาร์โค๊ด ไม่เป็น ความลับ สามารถ ล่วงรู้ ได้ว่าผู้ เลือกตั้ง เลือกใคร ก็ จัดให้มีการเลือกตั้งใหม่ ซึ่ง แน่นอนว่า ต้องใช้ งบประมาณเพื่อการเลือกตั้ง แต่ก็ จำเป็น เพราะ ประเทศ ต้อง มี หลักการ ในการ ปฏิบัติตาม รัฐธรรมนูญ  ไม่อย่างนั้น จะมี รัฐธรรมนูญ ไว้เพื่ออะไร และถ้ามีการ เลือกตั้งใหม่ นักการเมือง ที่ใช้เงินในการ ซื้อเสียง ก็จะต้องใช้เงิน จำนวนมหาศาล เพื่อการ ซื้อเสียง ซึ่ง หากมีการ เลือกตั้งใหม่ ผลของการ เลือกตั้ง อาจจะ”พลิกผัน ไม่เหมือนเดิม เพราะ เงิน ที่ใช้ในการ ซื้อเสียง  ถูกใช้หมดแล้ว ในการ เลือกตั้งที่ผ่านมา  เลือกตั้งใหม่ทั้งประเทศ ก็ดีนะ จะได้ แก้เผ็ด นักการเมืองที่ใช้เงินเพื่อปูทางเข้าสภาผู้แทนฯ และเป็นการทำให้ เงินสะพัด เป็นหมื่นล้าน อีกครั้ง  แต่ โดย ส่วนตัว เชื่อว่า ไม่มีการเลือกตั้งใหม่ทั้งประเทศ เพราะฝ่ายที่เห็นว่าต้องเลือกตั้งใหม่ เพราะการ เลือกตั้ง ที่ผ่านมา ไม่เป็น ความลับ เป็นการตีความแบบ เหาะเกินลงกา อย่างที่  เนติบริกร อย่าง บวรศักดิ์ อุวรรณโน ว่าไว้นั้นแหละ…..ดังนั้นการที่ พรรคภูมิใจไทย เดินหน้า ในการ “จับขั้ว เพื่อ จัดตั้ง รัฐบาล ในการ สร้างความเชื่อมั่นให้กับ ประชาชน เพื่อให้เห็นภาพการเป็น รัฐบาล ที่มี เสถียรภาพ  เพื่อเป็นทางรอด ของ ประเทศไทย จึงเป็นสิ่งที่ ถูกต้อง เพราะไม่เพียงแต่ ประชาชนไทย และ กลุ่มทุน กลุ่มธุรกิจ ที่ จับตามองการ ฟร์อมรัฐบาล ของ พรรคภูมิใจไทย นานาประเทศ ก็ จับตา การ ก้าวย่าง ของ พรรคภูมิใจไทย ในการ จัดตั้งรัฐบาล ซึ่งหาก นานาประเทศ มั่นใจ ใน เสถียรภาพ ของ รัฐบาลไทย การค้า การลงทุน  ก็จะ กระเตื้อง ขึ้น เศรษฐกิจ ของประเทศก็จะดีขึ้น ประชาชนก็จะได้ อานิสงส์ ไปด้วย ที่ สำคัญ วันนี้ นานาประเทศ เรียกประเทศไทยว่า คนป่วยแห่งเอเชีย  ซึ่งรัฐบาล จะต้องแก้คำ สบประมาท นี้ให้ได้….

@สาเหตุหนึ่งที่ ประเทศไทย ถูก นานาประเทศ ให้ สมญานาม ว่า เป็น คนป่วยแห่งเอเชีย  คือ ดัชนี การ ทุจริตคอร์รัปชั่น ที่ ประเทศไทยถูกจัดอันดับที่ 116  ใกล้กับอับดับของ ประเทศฟิลิปปินส์  กัมพูชา และ เมียนมา  ประเด็นปัญหาของการ ทุจริต คอร์รัปชั่น คือ”รากเหง้า”ในการสร้างความ หายนะ ให้กับ ประเทศไทย ซึ่งแต่ละ รัฐบาล ที่ผ่านมา ให้ความสำคัญแต่ในเรื่อง คำพูด แต่ไม่ได้มีการ ปฏิบัติ ให้เห็นอย่างเป็น ขบวนการ และไม่เคยหยิบขึ้นมาเพื่อให้เป็น วาระแห่งประเทศ เพื่อการ ปฏิบัติ อย่างจริงจัง  ก็ต้องติดตามดู และ สังคม ทุกภาคส่วน ออกมามา กระทุ้ง ให้ รัฐบาล ชุดใหม่ นำเรื่องการ ทุจริตคอร์รับปชั่น ให้เป็น วาระแห่งชาติ และ แก้ปัญหานี้อย่างจริงจัง ไม่อย่างน้อย ยากยิ่ง ที่ ประเทศไทย จะ ก้าวข้าม ความเป็น คนป่วยแห่งเอเชีย …..การ จับขั้ว ในการจัดตั้ง รัฐบาล ของ พรรคภูมิใจไทยครั้งนี้เป็นการ เดินหมาก ของ นักการเมืองที่ กูรูทางการเมืองอย่าง ซือแป๋ ต้อง เรียกพี่ ตั้งแต่การ รวมพรรคเล็กพรรคน้อย ให้เป็นผู้ สนับสนุน ให้ อนุทิน ชาญวีรนกุล เป็น นายกรัฐมนตรี ตามมาด้วยการเดินเข้ามา ร่วมรัฐบาล อย่าง เจียมเนื้อเจียมตน ของ พรรคเพื่อไทย และที่ เซอร์ไพร์ ที่สุดคือ การที่ พรรคประชาชาติ  พรรคที่มี 5 เสียง และถูกมองว่าเป็นพรรคที่ ตรงข้าม กับ พรรคภูมิใจทย ใน บริบทการเมืองที่ผ่านมา กลับมี มติพรรค ให้การ สนับสนุน พรรคภูมิใจไทยในการจัดตั้ง รัฐบาลในครั้งนี้ ซึ่งผู้นำคณะของ พรรคประชาชาติ ไป มอบตัวคือ ซูกาโน มะทา เลขาธิการพรรค โดย ปราศจาก หัวหน้าพรรคอย่าง พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง  เรื่องนี้แม้ พรรคประชาชาติ จะอ้างว่าเป็น มติพรรค แต่ก็สร้างความ กังขา ให้กับ ประชาชน ใน สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ที่เป็น ฐานเสียงของ พรรคประชาชาติ เป็นอย่างยิ่ง…..

@ส่วน พรรคกล้าธรรม ซึ่งเป็น พรรคสุดท้าย จะได้เข้าร่วมรัฐบาล หรือไม่นั้น แม้ว่าวันนี้ ยังไม่มีความ ชัดเจน ทั้งจาก อนุทิน ชาญวีระกุล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย และจาก ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า แต่ กูรู ทาง การเมือง ยังมั่นใจว่า สุดท้ายแล้ว พรรคกล้าธรรม ยังมีความ จำเป็น  และมีความ สำคัญ สำหรับ พรรคภูมิใจไทย ในการมี พรรคกล้าธรรม ใน สมการ รัฐบาล ที่จะมีขึ้น  เพียงแต่ ณ วันนี้ ยังมีการ ต่อรอง ใน เงื่อนไข ที่หาก พรรคกล้าธรรม เข้าร่วมรัฐบาล ต้องไม่มี ร.อ. ธรรมนัส พรหมเผ่า เป็น เสนาบดี ซึ่ง หากเป็นไปตามนี้ เท่ากับ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า มีการ ถอย แล้ว ถอย อีก จน สุดซอย แล้ว และหาก ถอย ขนาดนี้ ยังไม่ได้ร่วมรัฐบาล และต้องไปเป็น ฝ่ายค้าน  คนไทย ก็จะได้เห็น ฤทธิ์เดช ของ ผู้กองนัส  เพราะ คนอย่าง ผู้กองนัส ไม่ใช่ ตะเกียงที่ขาดน้ำมัน…..เป็นเรื่องที่ดีในการที่ อนุทิน ชาญวีรกุล จะให้ กระทรวงศึกษาธิการ นำวิชาเรื่อง ประวัติศาสตร์ ของชาติไทย ให้มีการ เรียน การ สอน อย่าง เข้ม เพราะการที่ เด็กไทย ไม่รู้ประวัติศาสตร์ชาติไทย ทำให้ไม่มีความ รักชาติ รักแผ่นดิน จนกลายเป็นปัญหาอยู่ในขณะ เรื่องของ การศึกษา เป็นประเด็นใหญ่ ที่ต้องมีการ  ทบทวน และ สังคายนา โดยเฉพาะการ จัดการศึกษา ใน สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ดังนั้น รัฐมนตรีกระทรวงศึกษา ใน รัฐบาล ที่จะมีขึ้น ต้องเป็น มืออาชีพ และรู้เรื่องของ การศึกษา อย่าให้เกิดการ ผิดฝาผิดตัว เพราะเรื่องของการศึกษาคือ รากแก้ว ของประเทศ ถ้า รากแก้ว ไม่มั่นคง ประเทศจะ มั่นคง ได้อย่างไร…..

@คดี”ไอ้คลั่ง” อายุ 18 ปี ที่เป็นผู้ป่วย จิตเวช บุกเข้าไป รร.พะตงประธานคีรีวัฒน์  และก่อเหตุยิง ผู้อำนวยการโรงเรียน ศศิพัชร สินสโมสร จนเสียชีวิต ซึ่งถูกมอง ตำรวจ มีความ บกพร่อง ต่อการ ปฏิบัติหน้าที่ ล่าสุด  พล.ต.อ.  กิตติรัฐ พันธ์เพ็ชร ผบ.ตร. มีคำสั่ง เด้ง พ.ต.อ.ชาญสราวุธ แสงอรุณ ผกก.สภ.ทุ่งลุง อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา เจ้าของพื้นที่เกิดเหตุ ให้ไปช่วยราชการ ที่ ศปก.ภ.9 โดยขาดจากตำแหน่งเดิม …..ส่วน สองตำรวจสายตรวจ ที่เป็น สารตั้งต้น ที่ ปล่อยให้ ไอ้คลั่ง ชิงปืนสงคราม ไปก่อเหตุ ผลการสอบสวน ยังไม่ออกมาว่ามีความ บกพร่อง  หรือไม่ ที่สำคัญ หลังที่ ปืนสงคราม ถูกชิงไป ได้มีการ แจ้ง หน่วยเหนือ ให้ตั้ง ว 43 เพื่อ สกัดเส้นทาง หลบหนี ของ ไอ้คลั่ง หรือไม่ เพราะหากมีการ ตั้งจุดตรวจ จุดสกัด ได้ทันเวลา โศกนาฏกรรม ที่ โรงเรียนพะตงประธานคีรีวัฒน์ อาจจะไม่เกิดขึ้นก็ได้  ….. วันนี้ สังคมไทยเต็มไปด้วย ผู้ป่วยจิตเวช ทั้งที่เป็นจาก สาเหตุอื่น และที่มาจากการ ติดยาเสพติด ทุก หมู่บ้าน ทุกตำบล มี คนป่วย ที่ เดินเพ่นพ่าน ไปหมด เรื่องที่เกิดขึ้นกับ ศศิพัชร สินสโมสร ผอ. ร.ร. พะตงประธานคีรีวัฒน์ จึงอาจจะไม่ใช่ เคสสุดท้าย ที่เกิดขึ้นกับสังคมไทย หากยังปล่อยให้คนที่ จิตเวช และคนที่ หลอนยา  เพราะการ เสพยาเสพติด ยัง เพ่นพาน อยู่ในสังคม  เรื่องนี้เป็นหน้าที่ของ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ  และ ปปส. ในเรื่องการ ป้องกัน และ ปราบปรามยาเสพติด และเป็นหน้าที่ของ กระทรวงสาธารณสุข ในเรื่องของการ ควบคุม และ บำบัด ผู้ที่ป่วยเป็น จิตเวช ถ้าวันนี้ยังไม่ มาตรการ ในการ รับมือกับปัญหา โศกนาฏกรรม อย่างที่เกิดกับ ครอบครัวของ ศศิพัชร สินสโมสร ก็คงจะมีให้เห็นอีกต่อไป….

@วันก่อน อนุทิน ชาญวีรกุล นายกรัฐมนตรี นั่งหัวโต๊ะ เรียกประชุมหน่วยงานความมั่นคง เพื่อ ขันน๊อต ในการแก้ปัญหาความไม่สงบของ จังหวัดชายแดนภาคใต้ ที่ มณฑลทหารบกที่ 42 ค่ายเสนาณรงค์ หาดใหญ่ จ.สงขลา มี  พล.ท. นรธิป โพยนอก แม่ทัพภาคที่ 4 ที่กลายเป็น จำเลย เพราะ 5 เดือน ที่เข้ามารับตำแหน่ง แม่ทัพภาคที่ 4 และ ผอ.กอ.รมน.ภาค 4 ไม่สามารถ แสดงฝีมือ ในการ”ดับไฟใต้” ให้เป็นที่ ประจักษ์ ทั้งที่ถูก โยกย้ายมาจาก รองแม่ทัพภาคที่ 2 เพื่อให้มา ดับไฟใต้ โดยเฉพาะ โจทย์ใหญ่ หรือ การบ้าน ที่ อนุทิน ชาญวีรกุล นายกรัฐมนตรี สั่งการ กับ แม่ทัพภาคที่ 4 คือเรื่องของ งานการข่าว  และการป้องกันเหตุ ที่ ล้มเหลว มาโดยตลอด เพราะงาน ป้องกัน นั้นจะทำได้ หรือ ป้องกันได้ ต้องมีงาน การข่าว เป็น องค์ประกอบ ถ้าไม่มีงาน การข่าว กำลังทหาร ตำรวจ และ อาสารักษาดินแดน ที่มีอยู่ 6-7 หมื่นนาย ก็ไม่มีความหมาย เพราะไม่รู้ใครคือโจร และไม่รู้ว่าโจรอยู่ที่ไหน และไร้รู้ว่า เป้าหมาย ที่โจรจะ วางระเบิด จะ ก่อการร้าย อยู่ตรงไหน หลังจากที่ นายกรัฐมนตรี กลับไปแล้ว ไม่ทราบว่า พล.ท. นรธิป โพยนอก แม่ทัพภาคที่ 4 มีการ ทำการบ้าน ที่ นายกรัฐมนตรี ให้ไว้อย่างไรบ้าน แต่เท่าที่เห็น ระเบิดแสวงเครื่อง ยังดังเป็นระยะๆ จาก ฝีมือของ กองกำลังติดอาวุธ ของขบวนการแบ่งแยกดินแดน บีอาร์เอ็น ล่าสุดคือการ วางระเบิดแสวงเครื่องที่  อ.จะแนะ จ.นราธิวาส  และ  จ.นราธิวาส ก็ยังเป็น หนึ่งในสามจังหวัด ที่มีเหตุ ก่อการร้าย มากที่สุด ดังนั้นการที่ พล.ท. นรธิป โพยนอก  แม่ทัพภาคที่ 4 ไม่เอา นายทหารในกองทัพภาค 4 ให้เป็น ผบ.ฉก. นราธิวาส โดย ย้าย พล.ต.ยอดอาวุธ พึ่งพักตร์ รองแม่ทัพภาคที่ 1  เป็น เสื้อข้ามห้วย มาเป็น ผบ.ฉก. นราธิวาส เพื่อแก้ปัญหาความ รุนแรง ที่ จ.นราธิวาส ผ่านไปแล้ว 5 เดือน ก็ยังไม่สามารถทำให้  การก่อเหตุ ใน จ.นราธิวาส ลดน้อยถอยลง แต่อย่างใด วันนี้สถานในเดือนรอมฎอนของ สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ยังคงเป็น รอมฎอนเลือด เหมือนเดิม และ 5 เดือนผ่านไป วันนี้ พล.ท.นรธิป โพยนอก แม่ทัพภาคที่ 4 และ ผอ.กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า รวมทั้ง พล.ต.ยอดอาวุธ พึ่งพักตร์ ผบ.แก. นราธิวาส ซึ่งเป็น เสือข้ามห้วย ที่ พล.อ.พนา แคล้วปลอดทุกข์ ผบ.ทบ. ส่งมา เพื่อการ ดับไฟใต้  และส่งมาเพื่อ ล้างบาง อิทธิพลเก่าที่ยัง เกาะกุม อำนาจ และมี ผลประโยชน์ ใน กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า หมดเวลาในการ ฝึกงาน ใน สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ แล้ว ถ้ายังไม่ได้ทำให้ สถานการณ์ของ จังหวัดชายแดนภาคใต้ ดีขึ้น โดยเฉพาะใน ห้วงของเดือนรอมฎอน ก็ต้อง พิจารณา ว่าจะ เอาอย่างไร กับ ปัญหาของ ไฟใต้…..

@นโยบาย ให้ เจ้าหน้าที่ อยู่เฉย ไม่ต้อง ปฏิบัติการ ต่อ เป้าหมาย ใน เดือนรอมฎอน ของ” พล.ท.นรธิป โพยนอก แม่ทัพภาคที่ 4   เพื่อที่จะให้ ประชาชน ในพื้นที่ สามารถ ปฏิบัติศาสนกิจ ในเดือนรอมฎอน คือการ เปิดพื้นที่ ให้กับ กองกำลังติดอาวุธ ของ บีอาร์เอ็น  สามารถ ปฏิบัติการ ต่อ พื้นที่เป้าหมาย ได้อย่างเสรี  ความไม่สงบในเดือดรอมฎอน ผู้ก่อเหตุคือ บีอาร์เอ็น ไม่ใช่เจ้าหน้าที่รัฐ การให้ เจ้าหน้าที่ ตั้งมั่นในที่ตั้ง ยิ่งจะทำให้ บีอาร์เอ็น ปฏิบัติการ ก่อการร้าย ได้ สะดวกสบายยิ่งขึ้น ระวัง โจร บีอาร์เอ็น จะ เอา ระเบิด ไปวางใน สถานที่ราชการ เอาไว้บ้างก็ดี…..อีกเรื่อง ของจังหวัดชายแดนภาคใต้ที่การลงพื้นที่ของ อนุทิน ชาญวีรกุล นายกรัฐมนตรี ได้พูดถึงคือเรื่อง กำแพงกั้นพรมแดนไทย-มาเลเซีย  ที่ จ.นราธิวาส ที่วันนี้ รัฐกลันตัน ประเทศมาเลเซีย ใช้งบประมาณ 10,000 กว่าล้าน ในการ สร้าง กำแพง กันชายแดนไทย –มาเลเซีย ที่มี แม่น้ำสุไหงโก-ลก เป็น เขตแดน เพื่อป้องกันยาเสพติด คนหลบหนีเข้าเมือง การค้าอาวุธ และ สินค้าเถื่อนโดย รัฐบาลมาเลเซีย ให้ความสนใจเรื่อง ความมั่นคงของประเทศ มากกว่าเรื่อง วิถีชีวิต ของคนใน แนวชายแดน ที่ใช้ช่องทางธรรมชาติ ข้าม ไป-มา ระหว่าง ชายแดนสองประเทศอย่างเสรี การที่ “นายกรัฐมนตรี พูดถึงการ สร้างรั้ว หรือ กำแพง กั้นระหว่าง ประเทศไทย กับ มาเลเซีย จึงเป็นเรื่องที่ ถูกต้อง เพราะเป็นการแก้ปัญหา มิให้ ขบวนการแบ่งแยกดินแดน มี เสรีภาพ ในการ ข้าม ไป มา ระหว่าง รัฐกลันตัน กับ  อ.สุไหงโก-ลก อ.ตากใบ และ อ.แว้ง ซึ่งจะเป็นการ แก้ปัญหา การก่อการร้าย และการ แบ่งแยกดินแดน ที่ได้ผล …..

@ที่ ถูกที่ควร ก็ว่ากันไปแล้ว แต่ที่น่าจะไม่ถูกต้อง คือเรื่องการไม่ ต่ออนุญาต ป.12 หรือ ใบพกพาอาวุธปืน ให้กับ ประชาชน ที่มีอาวุธปืนที่ถูกต้องตามกฎหมาย ของ อนุทิน ชาญวีรกุล นายกรัฐมนตรี ที่แสดงว่า นายกรัฐมนตรี ยังเข้าไม่ถึงปัญหาที่แท้จริงของ ประชาชน ที่เป็น สุตจริตชน” ที่จำเป็นต้อง พกพาอาวุธปืน เพื่อป้องกันตนเองและทรัพย์สิน จาก โจรผู้ร้าย เพราะ สุจริตชน ของประเทศนี้ ไม่ได้รับการ คุ้มครองชีวิตและทรัพย์สิน จาก เจ้าหน้าที่รัฐ จึงต้องมี อาวุธปืน ไว้เพื่อความ อุ่นใจ ในการ ป้องกันตนเอง….และ ป.12 คือใบอนุญาตพกพา เมื่อ ปืนที่มีทะเบียนถูกต้องตามกฎหมาย ไม่สามารถ พกพา ออกจาก เคหสถาน  ปืน ที่มีอยู่ จึงมีไว้ให้ เฝ้าบ้าน ได้อย่างเดียว แต่ พกพา ไม่ได้แล้ว ดังนั้น ในขณะที่ เดินทาง ซึ่งคนจำนวนหนึ่ง มีความจำเป็น ที่จะต้องมีอาวุธปืน เพื่อ ป้องกันชีวิต และ ทรัพย์สิน ใครจะเป็นผู้ คุ้มครอง สวัสดิภาพ ให้เขา  การให้ อนุญาต ให้ประชาชน มีใบอนุญาตให้พกปืน จึงไม่ใช่เรื่องของการลด อาชญากร ที่จะเป็นการก่ออาชญากร เพราะ โจร คนร้าย ไม่ได้ใช้ปืนที่มี ใบอนุญาตพก แต่ โจร และ คนร้าย มิจฉาชีพ มือปืนรับจ้าง ใช้ ปืนเถื่อน ในการก่อ อาชญากรรม ซึ่ง ต่อไปนี้ คงจะ ก่ออาชญากรรม ได้ง่ายขึ้น เพราะ เจ้าทรัพย์ หรือ เหยื่อ ไม่มีอาวุธปืน เพื่อทำการต่อสู้ ป้องกันตัว โดยเฉพาะ ประชาชน ใน สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ที่มีอาวุธปืนติดตัว และ ติดรถยนต์ ทั้ง ปืนสั้น ปืนยาว ถ้ายังจำเป็นต้อง พาปืน ติดตัว รถรถยนต์ เพื่อป้องกันชีวิต ก็เตรียมถูก ตำรวจจับ เตรียมหลักทรัพย์ เพื่อประกันตัว และ เตรียมติดคุก ถ้า ศาล ไม่ปราณี และไม่ฟัง เหตุผล ทั้งหมดทั้งปวง คือการแก้ปัญหา อาชญากรรมที่ ปลายเหตุ…..

@ไม่ต่างกันการใช้ งบประมาณ ในการ นำคนติดยาไปทำการ บำบัด หลัง บำบัด แล้ว ส่งกลับไปยัง ที่อยู่เดิม และ กลับมาเป็นคน เดินยา และ เสพยา กลายเป็นคน ติดยา  และถูก จับกุม นำไป บำบัด วนไปวนมา สุดท้าย งบประมาณในการ บำบัด คือการ สูญเปล่า และ คนติดยา ก็ยัง เต็มบ้านเต็มเมือง เพราะเป็นการแก้ปัญหาที่ ปลายเหตุ ส่วนต้นเหตุคือการ จับกุบ ขบวนการค้ายาเสพติดที่ ล้มเหลว ไม่ได้ผล ยิ่งจับได้มาก ยาเสพติดยิ่งเยอะขึ้น จำนวน คนค้ายา มากขึ้น คนเดินยา ใน หมู่บ้าน ในชุมชน มากขึ้น  เพราะปัญหา ว่างงาน และ การค้ายาเสพติด เป็นอาชีพที่ได้เงินง่าย และได้เงินมาก ที่สำคัญ ส่วย ยาเสพติด ที่กลายเป็น สินบน หรือ อาหารจานใหญ่ ที่เป็นของ เสพติด สำหรับ เจ้าหน้าที่รัฐ  เมื่อการแก้ปัญหาที่ ต้นเหตุ ล้มเหลว การแก้ปัญหาที่ ปลายเหตุ คือการ ผลาญงบประมาณแผ่นดิน โดยใช่เหตุ…..

@นี่ก็เหมือนกัน เสนาบดี ทุกพรรคการเมือง ที่เข้ามา กำกับดูแล กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จะ คุยโม้คุยโต ทุกคน ว่าจะ ยกระดับให้ราคายางพาราขายได้ กิโลกรัมละ 80 บาท หรือ 100 บาท แต่สุดท้ายเป็นเพียง ยาหอม หรือ คำลวง เพราะไม่เคย เป็นจริง วันนี้ อยู่ในห้วงของ ยางพาราผลัดใบ สวนยางปิดกรีดไปแล้ว จำนวนมาก แต่ ราคายางยังอยู่ที่ กิโลกรัมละ 55 บาท ทั้งที่ เศรษฐกิจโลก ก็โงหัวขึ้นแล้ว แต่ทำไม่ ราคายางพารา ยังตกต่ำ  ข่าวว่า ในการ ฟอร์มรัฐบาล ครั้งนี้  พรรคภูมิใจไทย จะ บริหาร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เอง เพราะให้เดินไปได้กับ กระทรวงพาณิชย์ ที่มี ศุภจี สุธรรมพันธ์ เป็น เสนาบดี  ถ้าทำได้จริง ก็จะเป็นการแก้ปัญหาราคายางพารา ให้ เกษตรกร ลืมตาอ้าปาก  กินอิ่ม นอนอุ่น ได้มากขึ้น…..

@อีกเรื่อง สังคมไทย อย่าดีใจที่ รัฐบาล ของ อนุทิน ชาญวีรกุล มีการ ปิดพรมแดน ไทย-กัมพูชา ตามข้อเรียกร้อง ของ ประชาชน ในประเทศ โดยเชื่อว่าการที่ ประเทศไทย ปิดพรมแดน จะทำให้ กัมพูชา เดือดร้อน และ ล่มสลาย ในเรื่อง เศรษฐกิจ เพราะ ส่งสินค้ามาขายในประเทศไทยไม่ได้ และ สินค้าไทยก็ไม่มีการส่งไปให้ กัมพูชา แต่ ของจริง วันนี้ ขบวนการสินค้าเถื่อน ทั้งสองประเทศ ทั้งทางบก ทางทะเล ยังมีการ ซื้อ –ขาย โดยการ ลักลอบ กันอย่างมากมาย  กลายเป็น การค้าเถื่อน ที่ไม่ต้อง เสียภาษีให้รัฐแม้แต่ อีแปะ เดียว ดังนั้น ต่อให้ รัฐบาล ปิดพรมแดนอีก 10 ปี กัมพูชา ก็ไม่สะดุ้งสะเทือน เพราะ ยังมีช่องทางเถื่อน ในการ ซื้อ-ขาย สินค้าได้  รัฐบาล และ กองทัพ ตรวจสอบให้ดีๆ ว่า การ ซื้อ-ขาย แบบ เถื่อนๆ ทั้ง ทางบก –ทางทะเล มี หน่วยงานไหน ที่เป็นผู้ รับส่วย…..แล้วพบกันใหม่วันศุกร์หน้า สวัสดีครับ

ไชยยงค์ มณีพิลึก

———————————————————————–

///////////////////////////////////////////

ติดตาม,    พล.อ.เฉลิมชัย สิทธิสาท องคมนตรี รองประธานอนุกรรมการติดตามและขับเคลื่อนโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริในพื้นที่ภาคใต้ และคณะ ในโอกาสเดินทางมาติดตามและขับเคลื่อนโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ในพื้นที่จังหวัดยะลา โดยมี ก้องสกุล จันทราช ผวจ.ตรัง และ ส่วนราชการ ให้การต้อนรับ ณ ต.เปาะเส้ง อ.เมือง จ.ยะลา

////////////////////////////////////////////////////

แถลงข่าว,   พล.ท.นรธิป โพยนอก แม่ทัพภาคที่ 4/ผอ.กอ.รมน.ภาค 4 พล.ต.ท,ปิยะวัฒน์ เฉลิมศรี ผบช.ภ.9  นันทพงศ์ สุวรรณรัตน์ รองเลขาธิการ ศอ.บต. ร่วมแถลงข่าว จับกุมยาเสพติด ยาไอซ์400 กก. มูลค่า 72 ล้าน ณ ห้องประชุมศูนย์ปฏิบัติการตำรวจจังหวัดชายแดนภาคใต้ อ.เมือง จ.ยะลา

/////////////////////////////////////////

ต้อนรับ.   พล.ต.ท.ปิยะวัฒน์ เฉลิมศรี ผบช.ภ.9 พ.ต.อ.หญิง ศิริรัตน์ จันทอาภา รอง ผบก.อก.ภ.9 ให้การต้อนรับคณะของ ยู่สิน จินตภากร รองนายกเทศมนตรีเทศบาลนครยะลา ประธานชมรมคนไทยเชื้อสายจีน เพื่อร่วมอวยพรเนื่องในเทศกาลตรุษจีน ณ ห้องรับรอง ศปก.ตร.สน. อ.เมือง จ.ยะลา

///////////////////////////////////////

ลงนาม.  ณ ห้องประชุมวิทยาลัยการอาชีพปะเหลียน อำเภอปะเหลียน จังหวัดตรัง ฐกฤต อัชณาพิพัฒ ผอ.สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาตรัง เขต 1 ประธานพิธีเปิดโครงการลงนามความร่วมมือทางการศึกษาการจัดการศึกษาเรียนร่วมหลักสูตรอาชีวศึกษาร่วมกับโรงเรียนสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน พร้อมจัดนิทรรศการห้องเรียนอาชีพ ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2568

///////////////////////////////////

มหกรรมว่าว.  ณ ร้านอาหาร 5 ซอ ต.นาหมื่นศรี อ.นาโยง จ.ตรัง ทรงกลด สว่างวงศ์ ผวจ.ตรัง เป็นประธานในพิธีเปิดโครงการส่งเสริมกิจกรรม “1 อำเภอ 1 ลานสร้างสรรค์” ประจำปี 2569 (ครั้งที่ 1-2) ซึ่งจัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่ร่วมกับ งานมหกรรมว่าวนาหมื่นศรี ครั้งที่ 2 เพื่อสืบสานภูมิปัญญาและสร้างพื้นที่ส่งเสริมศิลปวัฒนธรรมให้แก่ชุมชน โดยมี นายอำเภอ หัวหน้าส่วนราชการ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ภาคเอกชน และพี่น้องประชาชน เข้าร่วมงานจำนวนมาก

////////////////////////////////////////////////////

สิ่งแวดล้อม.   ณ หอประชุมชายแหลม อ.บ.ต.ท่าข้าม อ.ปะเหลียน จ.ตรัง ร่อศล ตู้ดำ ปลัด อ.บ.ต.ท่าข้าม เป็นประธานเปิด โครงการถ่ายทอดองค์ความรู้ แนวทางการจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน ตามแนวทางโมเดลเศรษฐกิจ (BCG Model) ในพื้นที่ ต.ท่าข้าม อ.ปะเหลียน จ.ตรัง ภายใต้โครงการส่งเสริมการขับเคลื่อนเศรษฐกิจใหม่ (BCG Model) สู่การพัฒนาที่ยั่งยืน

////////////////////////////////////////////

เอ็มโอยู.   พ.ต.อ.อลัมต์ เมฆารัฐ ผกก.สภ.ระโนด จ.สงขลา พร้อมด้วย ออมทรัพย์ ชูสวัสดิ์ ผอ.การศูนย์ส่งเสริมการเรียนรู้ระดับอำเภอระโนด และคณะบุคลากร สกร.ระดับอำเภอระโนด ร่วมลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) ว่าด้วยการดำเนินงานโครงการสถานศึกษาสีขาว ปลอดยาเสพติดและอบายมุข เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันและส่งเสริมสภาพแวดล้อมทางการศึกษาให้ปลอดภัยจากสิ่งเสพติดและพฤติกรรมเสี่ยง  ณ ห้องประชุมศูนย์ปฏิบัติการ สภ.ระโนด จ.สงขลา

///////////////////////////////////////////////

เยี่ยมชุมชน.  พ.ต.ท.ณัตฐเขตต์ ชนะพล สวญ.สภ.ตาเซะ อ.เมือง จ.ยะลา ลงพื้นที่พบปะเยี่ยมเยียนผู้นำชุมชนและทีมงานในพื้นที่ พร้อมมอบอินทผลัม เนื่องในห้วงเดือนรอมฎอนอันประเสริฐ ประจำปี 2569 (ฮิจเราะห์ศักราช 1447) เพื่อแสดงความปรารถนาดี เสริมสร้างความสัมพันธ์อันดี  ในพื้นที่ ต.ตาเซะ อ.เมือง จ.ยะลา

/////////////////////////////////////////////

มอบอาหารปลา.   วันสุกรี แวมามะ นายอำเภอเมืองปัตตานีร่วมมอบอาหารปลาให้แก่เกษตรกรผู้เลี้ยงปลากระชังบก ภายใต้โครงการส่งเสริมและพัฒนาอาชีพประมงในพื้นที่ จชต. ประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2569 ในกิจกรรมมีการถ่ายทอดเทคโนโลยีด้านการประมง และส่งเสริมการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำจืด ในการนี้ มีเกษตรกรเข้าร่วมโครงการ จำนวน 20 ราย เพื่อสนับสนุนปัจจัยการผลิต ลดต้นทุน  ณ บริเวณข้างลานที่ว่าการอำเภอเมือง จ.ปัตตานี

//////////////////////////////////////////

มอบอิทผาลัม.   อามีร ซาริ ลงพื้นที่มอบอินทผาลัมเครื่องอุปโภคบริโภคให้กับมัสยิด และบาลาเซาะในเขตเทศบาลตำบลรือเสาะ เพื่อสนับสนุนและเป็นกำลังใจในการปฎิบัติศาสนกิจถือศีลอดในห้วงเดือนรอมฎอน อันประเสริฐ ประจำปี2569 (ฮิจเราะห์ศักราช 1447.) ไว้สำหรับใช้ในการละศิลอด(เปิดปอสอ) ณ  เขตเทศบาลต.รือเสาะ อ.รือเสาะ จ.นราธิวาส

//////////////////////////////////////////////

รอมฎอนสัมพันธ์.  มุขตาร์ มะทา นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดยะลา มอบหมายให้ มูหัมมัดอามีน มะทา เลขานุการนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดยะลา พร้อมด้วยทีมงาน ลงพื้นที่มอบอินทผลัมแก่ผู้ต้องขังชาวไทยมุสลิม เนื่องในการถือศีลอดเดือนรอมฎอน อันประเสริฐ ประจำปี2569 (ฮิจเราะห์ศักราช 1447.) โดย นฤทธิ์ ทิพยสิทธิ์ รักษาการแทน ผบ,เรือนจำ รับมอบ ณ เรือนจำกลางยะลา

////////////////////////////////////////////////////////

ร่วมกิจกรรม  ดร.นพ.สมหมาย บุญเลี้ยง ผู้ช่วยเลขาธิการศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต,) ร่วมกิจกรรม โรงเรียนอนุบาลยะลา ในโอกาสที่ เอกอัครราชฑูตสาธารณรัฐประชาชนจีน ประจำประเทศไทย ร่วมกับยุวฑูตความดี กระทรวงต่างปรัเทศ มอบทันการศึกษาให้นักเรียน ณ หอประชุมโรงเรียนอนุบาลยะลา

/////////////////////////////////////////////////

เปิดงานวิชาการ.    ดร.ชนภรณ์ อือตระกูล ศึกษาธิการจังหวัดสงขลา เป็นประธานเปิดงาน เปิดบ้านสทิงพระวิทยาวิชาการ ณ โรงเรียนสทิงพระวิทยา. อ.สทิงพระ  จ.สงขลา เพื่อส่งเสริมการศึกษาในพื้นที่

///////////////////////////////////////////////

น้ำใจริมทาง,      ร.ท.สิทธิกร ศรีสุขโข ผบ.กองร้อยทหารพรานที่ 4204 ต.สะกำ อ,มายอ จ.ปัตตานี พร้อมด้วยชุดกิจการพลเรือน  และ ชุดคุ้มครองตำบลสะกำ  ตั้งจุดตรวจหน้าฐานปฏิบัติการ มอบอิทผาลัมใหกับประชาชน ที่สัญจรไป-มา เพื่อสนับสนุนวิถีปฏิบัติทางศาสนา

//////////////////////////////////////////////////////

ปล่อยสัตว์น้ำ  กฤตพร คงเว็จ สจ.เขตอำเภอสทิงพระได้ร่วมกิจกรรมจิตอาสา ปล่อยเต่า ปล่อยลูกปูม้า  5 ล้านตัวคืนสู่ทะเล เพื่อสร้างความยั่งยืน แลัเก็บขยะชายหาดเพื่อรักษาสิ่งแวดล้อม โดยความร่วมมือของ กรมทรัพยาการชายฝั่ง ร่วมกับ บริษัท ปตท,สผ. ผู้นำชุมชน และ นักเรียน ร่วมกิจกรรม ณ หมู่ 6 ต.จะทิ้งพระ อ,สทิงพระ จ.สงขลา

/////////////////////////////////////////////