ปัจจัยที่ก่อให้เกิดความเครียดในผู้เป็นเบาหวาน และ/หรือผู้ดูแล

การใช้ชีวิตอยู่กับโรคเบาหวาน ไม่ว่าจะเป็นเบาหวานชนิดที่ 1 ชนิดที่ 2 หรือเบาหวานขณะตั้งครรภ์ ล้วนมีความท้าทายที่สามารถนำไปสู่ความเครียดได้ทั้งสิ้น โดยมีปัจจัยหลัก ๆ ได้แก่

1. ความเครียดจากการดูแลตัวเองในแต่ละวัน เช่น จาก การตรวจระดับน้ำตาลในเลือด การใช้ยา การฉีดอินซูลิน การควบคุมอาหาร กิจกรรมทางกาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากรู้สึกเหมือนเป็นภาระที่จำเป็นต้องทำ หรือฝืนใจทำ อาจเกิดเป็นความเครียด แทนที่จะถือเป็นกิจกรรมในชีวิตประจำวัน การติดตามผลการรักษา การไปพบแพทย์บ่อยครั้ง การตรวจเลือด และการพูดคุยเกี่ยวกับโรค อาจทำให้รู้สึกถึงความเป็นผู้ป่วยที่ต้องได้รับการติดตาม

2. ความกลัวภาวะแทรกซ้อนทั้งเฉียบพลันและเรื้อรัง รวมทั้งความกลัวภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำ และภาวะน้ำตาลในเลือดสูง ส่งผลกระทบต่อการทำกิจวัตรประจำวัน กลัวอันตรายที่อาจถึงแก่ชีวิตจากภาวะแทรกซ้อน รวมทั้ง ผลกระทบต่อคุณภาพชีวิต เกิดความวิตกกังวลถึงความสามารถในการทำงาน หรือคุณภาพชีวิตโดยรวมในอนาคต เป็นต้น

3. ปัจจัยทางจิตสังคมและอารมณ์ เมื่อได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นเบาหวาน หลายคนอาจรู้สึกเศร้า หรือสูญเสียความเป็นปกติของชีวิตที่เคยจินตนาการไว้ หรือกิจกรรมที่อาจรู้สึกถูกจำกัด การตีตราทางสังคม ผู้เป็นเบาหวานอาจเผชิญกับความเข้าใจผิด อคติ หรือการเลือกปฏิบัติจากผู้อื่นที่ไม่เข้าใจความซับซ้อนของภาวะนี้อย่างถ่องแท้ ซึ่งนำไปสู่ความรู้สึกโดดเดี่ยวขาดความมั่นใจ การจัดการเบาหวานบางครั้งอาจทำให้เกิดความตึงเครียดในความสัมพันธ์กับครอบครัวและเพื่อน โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับผู้ดูแลที่ต้องแบกรับภาระความเครียดจำนวนมาก รวมทั้ง ภาระทางการเงิน ค่าใช้จ่ายจากค่ายา อุปกรณ์การฉีดอินซูลิน หรือตรวจน้ำตาลปลายนิ้ว และค่ารักษาพยาบาล อาจเป็นภาระทางการเงินที่สำคัญสำหรับหลายคน

ความเครียดส่งผลกระทบต่อผู้เป็นเบาหวานในหลายมิติ ดังนี้

•ผลต่อร่างกายและระดับน้ำตาลในเลือด ความเครียดกระตุ้นให้ร่างกายหลั่งฮอร์โมนคอร์ติซอล และ อะดรีนาลีน ทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดเพิ่มสูงขึ้น โดยเฉพาะภาวะเครียดเรื้อรัง ซึ่งจะส่งผลให้การควบคุมเบาหวานทำได้ยากขึ้น

•ผลต่อพฤติกรรมการดูแลตนเอง ผู้เป็นเบาหวานที่เผชิญกับความเครียดยาวนาน อาจละเลยพฤติกรรมสุขภาพที่ดี เช่น ไม่รับประทานยา หรือหยุดฉีดอินซูลิน รับประทานอาหารตามใจชอบ หยุดออกกำลังกาย หรือไม่เข้ารับการตรวจตามนัดหมาย ซึ่งพฤติกรรมเหล่านี้ล้วนส่งผลเสียต่อการควบคุมและการดำเนินโรค

•ผลต่อสุขภาพจิต ผู้เป็นเบาหวานจำนวนไม่น้อยประสบกับภาวะ diabetes distress หรือ ความทุกข์ใจจากโรคเบาหวาน ซึ่งเป็นปฏิกิริยาทางอารมณ์ที่เกิดจากปัจจัยที่ก่อให้เกิดความเครียดดังกล่าวข้างต้น หากปล่อยไว้นานโดยไม่ได้รับการช่วยเหลือ อาจพัฒนาไปสู่ภาวะ diabetes burnout ซึ่งเป็น ความรู้สึกหมดไฟ หมดหวังในการควบคุมเบาหวาน รู้สึกว่าสิ่งที่ทำไป “ไม่มีประโยชน์” หรือ “เคยลองแล้วแต่ก็ไม่ได้ผล” และไม่อยากดูแลเบาหวานของตนเองอีกต่อไป ผู้เป็นเบาหวานมีความเสี่ยงสูงที่จะเกิดภาวะซึมเศร้าและวิตกกังวล ทำให้การควบคุมเบาหวานแย่ลง และทำให้ความเครียดยิ่งเพิ่มขึ้น

ความเครียดในผู้ดูแล

ผู้ดูแล ซึ่งส่วนมากมักเป็นสมาชิกในครอบครัว อาจเกิดความเครียดจากบทบาทและภาระที่ต้องแบกรับ โดยเฉพาะหากผู้เป็นเบาหวานมีภาวะแทรกซ้อน เช่น ตาบอด ไตวาย มีแผลเรื้อรัง หรือการถูกตัดอวัยวะ เป็นต้น ความเครียดในผู้ดูแลอาจปรากฏในรูปแบบของ ความเหนื่อยล้าเรื้อรัง ทั้งร่างกายและจิตใจ อารมณ์แปรปรวน ขาดความอดทน ความตึงเครียดในความสัมพันธ์ ผู้เป็นเบาหวานอาจต่อต้านการดูแล ซึ่งนำไปสู่ความขัดแย้ง มักเกิดจากความเครียดของทั้งสองฝ่าย ความรู้สึกหมดไฟ (burnout) ขาดแรงจูงใจ หรือหมดไฟในการดูแล ภาวะนี้ไม่เพียงส่งผลกระทบต่อสภาพจิตใจของผู้ดูแลเท่านั้น แต่ยังส่งผลเสียต่อคุณภาพการดูแลผู้เป็นเบาหวานอีกด้วย

การจัดการความเครียดของผู้ดูแลจึงมีความสำคัญไม่น้อยไปกว่าในผู้เป็นเบาหวาน เพราะหากผู้ดูแลมีสุขภาพจิตที่ดี เขาย่อมสามารถส่งต่อกำลังใจ ทัศนคติเชิงบวก และแรงสนับสนุนที่ดีให้ผู้เป็นเบาหวานได้อย่างมีประสิทธิภาพ

การประเมินระดับความเครียดของตนเอง

ผู้เป็นเบาหวาน และ/หรือผู้ดูแล ควรตรวจสอบและรู้เท่าทันความเครียดของตนเอง เพื่อหาแนวทางการจัดการความเครียดที่เหมาะสม โดยเริ่มต้นจากการสังเกตอาการของตนเอง ได้แก่ อาการทางกาย นอนไม่หลับ ปวดศีรษะ ปวดเมื่อยตามตัว อ่อนเพลีย เบื่ออาหาร หรือกินเยอะผิดปกติ อาการทางอารมณ์ หงุดหงิดง่าย รู้สึกเหนื่อยล้า หมดแรงจูงใจ รู้สึกท้อแท้ สิ้นหวัง หรือวิตกกังวลตลอดเวลา อาการทางพฤติกรรม เก็บตัว ไม่อยากพบปะผู้คน หรือหลีกเลี่ยงกิจกรรมที่เคยชอบ

เครื่องมือประเมินความเครียด

ผู้เป็นเบาหวาน และ/หรือผู้ดูแลสามารถประเมินความเครียดได้ด้วยตนเอง โดยใช้แบบประเมินความเครียด ST5หรือแบบประเมินภาวะซึมเศร้า 2 คำถาม (2Q)/ 9 คำถาม (9Q) ผ่านระบบออนไลน์ของกรมสุขภาพจิต การประเมินเป็นเครื่องมือสำคัญที่ช่วยให้ผู้เป็นเบาหวาน และ/หรือผู้ดูแลตระหนักถึงระดับความเครียดที่มีอยู่ และเป็นจุดเริ่มต้นในการหาแนวทางการรับมือเพื่อจัดการความเครียดที่เหมาะสม       

พว. รัตนาภรณ์ จีระวัฒนะ พยาบาลชำนาญการพิเศษ ผู้ปฏิบัติการพยาบาลขั้นสูงโรคเบาหวาน โรงพยาบาลรามาธิบดี และสมาคมโรคเบาหวานแห่งประเทศไทยฯ.

นายแพทย์สุรพงศ์  อำพันวงษ์

คลิกอ่านบทความทั้งหมดได้ที่นี่