จากสถิติพบขบวนการค้ายาเสพติดบนโลกโซเชียลที่พุ่งสูงกว่า 6 หมื่นราย ขณะยอด“ผู้เสพ”เข้าบำบัดพบ“อายุน้อยลง”และเสี่ยงป่วยจิตเวชพุ่งสูงขึ้น “ทีมข่าวอาชญากรรม” เจาะความสัมพันธ์อิโมจิ คำแสลง มีผลต่อวัยริลองแค่ไหน จากผู้เชี่ยวชาญด้านจิตบำบัด รวมถึงนักสถิติ
“อิโมจิ-คำสแลง”สร้างความสัมพันธ์และตัวตน
น.ส.ดนยา อ่อนละออ นักจิตบำบัดความคิดและพฤติกรรม และนักฝึกอบรมผู้ปกครอง มหาวิทยาลัยมหิดล ชี้ข้อมูลจากการศึกษาพบการใช้อิโมจิมีผลมากกับวัยรุ่น Gen Z เพราะเป็นการสื่อสารที่ตรงประเด็น เร้าใจ และสั้น ทำให้เด็กรู้สึก“มีตัวตน”และมีความหมายมากกว่าการสื่อสารเดิม ๆของผู้ปกครอง ซึ่งในทางจิตวิทยาอิโมจิเหล่านี้เป็นตัวกระตุ้นที่ทำให้วัยรุ่นรู้สึกว่า“ทัชใจ” และเข้าถึงได้แค่ในกลุ่มพวกเรา

การแปลความหมายรหัสลับเหล่านี้ได้สำเร็จ จะไปหลั่งสารอะดรีนาลีนและฮอร์โมนแห่งความสุข ทำให้เด็กรู้สึกประสบความสำเร็จในกลุ่มเพื่อนที่มีความสนใจเดียวกัน
พร้อมระบุ ขบวนการค้ายาเสพติด“ทำการบ้านมาดี”ในเชิงการตลาดที่รู้พฤติกรรมผู้บริโภคว่าวัยรุ่นต้องการความเร้าใจและการเรียนรู้โลกใหม่ พ่อแม่จึงต้องปรับตัว เรียนรู้คำศัพท์และอัปเดทตัวเอง เพื่อ“ซื้อใจการตลาด”ลูกคืนมา เพราะหากครอบครัวสร้างความสัมพันธ์ไม่ได้ เด็กจะยิ่งออกห่างไปหาคนที่เข้าใจมากกว่า

“รหัสลับ”แฝงนัยลึก ดึงจุดแข็งพรางตัว ลดโทนน่ากลัว
น.ส.กนิษฐา ไทยกล้า นักสถิติเชี่ยวชาญ สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์สุขภาพ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ สะท้อนการเปลี่ยนมาใช้ศัพท์ สัญลักษณ์ ฟอนต์พิเศษว่า “อิโมจิ” คือ“ภาษาสากล”และ“ไวยากรณ์ใหม่”ที่ใช้แทนอารมณ์ความรู้สึกได้ดีกว่าตัวอักษร เหมือนนัยแฝงเชิงลึกที่ขบวนการค้ายาและกลุ่มอาชญากรรมได้นำ“จุดแข็ง”นี้มาสร้าง“ฟอนต์พิเศษ”และการจัดวางภาพแบบใหม่ เพื่อเป็นเครื่องมือพรางตัว จากการตรวจสอบของ AI ประจำแพลตฟอร์มที่ตรวจจับ Keyword ได้ดี แต่ยังอ่อนไหวต่อการตีความบริบทภาพ

“ทำให้รหัสลับเหล่านี้ มีวงจรชีวิตที่ปรับเปลี่ยนได้ตลอดเวลา เพื่อหลบหนีเจ้าหน้าที่”
นอกจากนี้ มองการใช้อิโมจิช่วยสร้างความเป็นกันเอง ลดความแข็งกระด้าง และสร้างความรู้สึกเชื่อมโยงทางสังคม ขบวนการใช้รหัสลับอย่าง ส้ม-แดง-จรวด-UFO หรือการเรียกยาอีว่า“ขนม” เพื่อเปลี่ยนภาพลักษณ์ของยาเสพติดให้กลายเป็นเรื่องสนุกและเข้าถึงง่ายสำหรับเยาวชน สามารถลดกำแพงความกลัวในจิตใจเด็ก ทำให้มองว่าเป็นเรื่องปกติในสังคมออนไลน์
โดยทีมวิจัยพบการใช้ภาษาภาพที่ต่างกันตามกลุ่มเป้าหมาย เช่น TikTok เน้นการดึงดูดด้วยเทรนภาพที่รวดเร็ว ส่วน LINE ถูกใช้เป็น“พื้นที่ปิด” เพื่อจบการขาย

“ความไว”อาชญากร ระบบตรวจสอบตามไม่ทัน
ต้องยอมรับการค้ายาเสพติดย้ายฐานมาอยู่ในแพลตฟอร์มโซเชียลทั่วไปที่ใช้กันทุกวัน สถิติการจับกุม(จับได้เพียง 2,500 จาก 60,000 บัญชี)สะท้อนว่าอาชญากรปรับตัวเร็วกว่าระบบตรวจสอบ อุปสรรคสำคัญคือ เส้นทางที่ซับซ้อนจากพื้นที่สาธารณะไปสู่พื้นที่เข้ารหัส(Encrypted space) ซึ่งยากต่อการแกะรอย
พร้อมทิ้งท้าย ขณะที่งานวิจัยส่งเสริมให้คนทั่วไปใช้ “วุฒิภาวะทางอารมณ์” หรือ EQ ในการสื่อสารอิโมจิ แต่ในแง่ป้องกันระดับมหภาค ภาครัฐ และผู้ให้บริการแพลตฟอร์มจำเป็นต้องสร้างฐานข้อมูลแบบรวมศูนย์(Centralize Database) ต้องรวบรวมและอัปเดทคำแสลง/รหัสลับอิโมจิแบบเรียลไทม์ (Real-time) เพื่อให้ AI สามารถเรียนรู้และเท่าทันกลโกงที่เปลี่ยนไปทุกวัน ไม่ให้เกิดช่องว่างที่อาชญากรจะใช้“ภาษาภาพ”เป็นช่องทางทำร้ายสังคม
“งานวิจัยอิโมจิของมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ไม่ได้เป็นแค่เรื่องความน่ารักในการส่งสติกเกอร์ แต่เป็นงานวิจัยที่วางรากฐานให้เข้าใจว่า อาชญากรใช้ช่องว่างภาษาภาพ มาหลอกลวงเยาวชนได้อย่างไร ซึ่งหากอิโมจิมีด้านสว่าง(สื่อสารดีขึ้น)แต่ถ้าขาดการกำกับดูแลและฐานข้อมูลที่ทันสมัย ด้านมืดของมันจะกลายเป็นอาวุธที่ AI ปัจจุบันยังตามไม่ทัน”.
ทีมข่าวอาชญากรรม รายงาน



