“ภาวะสมองไหล” ของนิวซีแลนด์ ซึ่งเกิดขึ้นตั้งแต่ปี 2567 ก้าวข้ามขอบเขตของการเป็นเพียงความผันผวนทางสถิติ ไปสู่การเป็นวิกฤติการณ์เชิงโครงสร้าง ที่คุกคามรากฐานการเติบโตของประเทศในระยะยาว
สถานการณ์ปัจจุบันแสดงให้เห็นถึงการย้ายถิ่นฐานออกของพลเมืองนิวซีแลนด์ในระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ ท่ามกลางบรรยากาศทางเศรษฐกิจที่เผชิญกับภาวะถดถอย ค่าครองชีพที่สูงลิ่ว และการดึงดูดอย่างรุนแรงจากตลาดแรงงานของประเทศเพื่อนบ้านอย่างออสเตรเลีย
ข้อมูลจากหน่วยงานสถิติแห่งชาตินิวซีแลนด์ ตลอดปี 2567 จนถึงไตรมาสสุดท้ายของปี 2568 บ่งชี้ถึงแนวโน้มการไหลออกของทรัพยากรมนุษย์ที่ทวีความรุนแรงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ตัวเลขประมาณการเบื้องต้นระบุว่า ในช่วงปีที่สิ้นสุดเมื่อเดือนส.ค. 2568 นิวซีแลนด์สูญเสียพลเมืองสุทธิสูงถึง 47,900 คน ซึ่งเป็นสถิติใหม่ที่ทำลายสถิติเดิมของเดือนก.ค. ปีเดียวกัน ซึ่งอยู่ที่ 47,100 คน ปรากฏการณ์นี้สะท้อนให้เห็นว่า พลเมืองนิวซีแลนด์กำลังตัดสินใจละทิ้งบ้านเกิดในอัตราที่รวดเร็วกว่าการเดินทางกลับ โดยในทุกการเดินทางกลับของพลเมือง 1 คน จะมีผู้ย้ายออกเกือบ 3 คน
การพิจารณาตัวเลขการย้ายถิ่นฐานในภาพรวมเผยให้เห็นความย้อนแย้งที่สำคัญ แม้จะมีพลเมืองย้ายออกเป็นจำนวนมาก แต่จำนวนผู้ย้ายถิ่นฐานเข้าทั้งหมดในช่วงปีสิ้นสุด ณ เดือนต.ค. 2568 ยังคงอยู่ที่ 136,100 คน แม้ลดลง 10% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า ตัวเลขนี้แสดงให้เห็นว่านิวซีแลนด์กำลังเข้าสู่สภาวะ “การผลัดใบของประชากร” โดยมีการทดแทนพลเมืองท้องถิ่นที่ย้ายออกด้วยชาวต่างชาติจากอินเดีย จีน ฟิลิปปินส์ และศรีลังกาเป็นหลัก
การไหลออกของประชากรในระดับนี้ส่งผลโดยตรงต่อโครงสร้างแรงงาน โดยเฉพาะเมื่อพิจารณาว่า ผู้ที่ย้ายออกส่วนใหญ่เป็นคนหนุ่มสาวในวัยทำงานและผู้เชี่ยวชาญที่มีทักษะสูง ซึ่งรวมถึงนางจาซินดา อาร์เดิร์น อดีตนายกรัฐมนตรี และครอบครัว การสูญเสียในระดับนี้ไม่เพียงแต่ลดทอนกำลังการผลิตในปัจจุบัน แต่ยังลดขีดความสามารถในการสร้างนวัตกรรมในอนาคต ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของการแก้ไขปัญหาผลิตภาพที่ตกต่ำของนิวซีแลนด์มานานหลายทศวรรษ
สภาวะเศรษฐกิจของนิวซีแลนด์ ระหว่างปี 2567-2568 ถือเป็นแรงผลักดันหลักที่ทำให้พลเมืองมองหาโอกาสใหม่ในต่างประเทศ การวิเคราะห์จากสถาบันการเงินชั้นนำระบุว่านิวซีแลนด์ประสบกับการหดตัวของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ ( จีดีพี ) ที่รุนแรงที่สุดในกลุ่มประเทศพัฒนาแล้ว เมื่อปี 2567
ผลกระทบจากการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเพื่อควบคุมเงินเฟ้อ หลังยุคการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ผลให้เกิดสภาวะ “Hard Landing” หรือการชะลอตัวทางเศรษฐกิจอย่างรุนแรง ซึ่งกระทบต่อการจ้างงานและการลงทุนอย่างหนัก
ความแตกต่างของระดับรายได้ระหว่างนิวซีแลนด์กับออสเตรเลียกลายเป็นเหตุผลที่สำคัญที่สุดที่ถูกอ้างถึงโดยผู้ย้ายถิ่นฐาน ข้อมูลจากธนาคารโลก ( เวิลด์แบงก์ ) ระบุว่า จีดีพีต่อหัวของออสเตรเลียอยู่ที่ประมาณ 64,400 ดอลลาร์สหรัฐ ( ราว 2 ล้านบาท ) ขณะที่จีดีพีนิวซีแลนด์อยู่ที่ประมาณ 48,000 ดอลลาร์สหรัฐ ( ราว 1.5 ล้านบาท ) ช่องว่างรายได้ที่กว้างจึงเป็นแรงดึงดูดที่มีพลังมหาศาล โดยเฉพาะเมื่อค่าครองชีพในนิวซีแลนด์พุ่งสูงขึ้น จนทำให้พลเมืองระดับกลางเดินทางออกไปทำงานยังประเทศอื่น
ขณะที่นิวซีแลนด์เผชิญกับอัตราว่างงานที่พุ่งขึ้นสู่ระดับ 5.4% ในช่วงปลายปี 2568 ซึ่งเป็นระดับสูงสุดในรอบ 10 ปี แต่ออสเตรเลียกลับรักษาอัตราว่างงานไว้ได้ที่ 4.2% ในช่วงเวลาเดียวกัน ความแตกต่างของโอกาสในการจ้างงานนี้เห็นได้ชัดในกลุ่มบัณฑิตจบใหม่และผู้เชี่ยวชาญระดับกลางถึงสูง ซึ่งมากกว่า 42% ยอมรับว่ากำลังมองหาโอกาสในการย้ายถิ่นฐาน
ความไม่มั่นคงทางเศรษฐกิจนี้ยังถูกซ้ำเติมด้วยวิกฤติที่อยู่อาศัย พลเมืองนิวซีแลนด์อายุ 18-44 ปีส่วนใหญ่ระบุว่าการเป็นเจ้าของบ้านเป็นเรื่องที่ “เกินเอื้อม” ส่งผลให้พวกเขาเลือกที่จะใช้เงินไปกับการเดินทางและประสบการณ์ในต่างประเทศแทนการเก็บออมเพื่อตั้งตัวในประเทศ ปัจจัยเหล่านี้รวมตัวกันกลายเป็นแรงขับเคลื่อนเชิงโครงสร้างที่ยากจะแก้ไขด้วยเพียงนโยบายระยะสั้น
ออสเตรเลียไม่เพียงแต่ดึงดูดชาวนิวซีแลนด์ด้วยค่าแรงที่สูงกว่าเท่านั้น แต่ยังด้วยการปรับเปลี่ยนนโยบายการเข้าเมืองครั้งสำคัญ เมื่อเดือนก.ค. 2566 ซึ่งอนุญาตให้ชาวนิวซีแลนด์ที่ถือวีซ่าประเภทพิเศษ ( Special Category Visa – SCV ) และอาศัยอยู่ในออสเตรเลียครบ 4 ปี สามารถสมัครขอสัญชาติออสเตรเลียได้โดยตรง
นโยบายดังกล่าวทำลายกำแพงทางกฎหมายที่เคยเป็นอุปสรรคต่อการตั้งถิ่นฐานถาวร และเปลี่ยนสถานะของออสเตรเลียจากที่พำนักชั่วคราวให้กลายเป็น “บ้านหลังใหม่” ที่มีความมั่นคงเท่าเทียมกับพลเมืองท้องถิ่น
ระหว่างเดือนก.ค. 2566 ถึงมิ.ย. 2568 มีชาวนิวซีแลนด์มากกว่า 92,000 คนยื่นคำขอสัญชาติออสเตรเลีย ความสะดวกสบายในการย้ายถิ่นฐานนั้นสูงมาก จนมีรายงานว่าพลเมืองนิวซีแลนด์สามารถซื้อตั๋วเครื่องบินและเริ่มทำงานในออสเตรเลียได้ทันทีในวันถัดไป หลังจากลงทะเบียนเลขประจำตัวผู้เสียภาษี

นอกจากนี้ ออสเตรเลียยังถูกมองว่าเป็นตลาดแรงงานที่ยืดหยุ่นกว่า โดยเฉพาะในภาคส่วนการดูแลสุขภาพ การก่อสร้าง และการบริการ ซึ่งชาวนิวซีแลนด์ถูกมองว่าเป็นผู้มีส่วนร่วมสุทธิเชิงบวกต่อรายได้ภาษีของออสเตรเลีย สภาวะนี้สร้างสถานการณ์ที่ผู้เชี่ยวชาญเรียกว่า “การแลกเปลี่ยนสมอง” ( Brain Exchange ) อย่างไรก็ตาม ผลลัพธ์ดูเหมือนจะเอนเอียงไปทางออสเตรเลียที่ได้รับแรงงานฝีมือ ขณะที่นิวซีแลนด์ต้องรับภาระต้นทุนในการฝึกอบรมและพัฒนาทรัพยากรเหล่านั้นตั้งแต่ต้น
ทั้งนี้ ภาวะสมองไหลส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่ออุตสาหกรรมวิกฤติที่ต้องการทักษะเฉพาะทาง โดยเฉพาะในภาคสาธารณสุข วิศวกรรมโครงสร้างพื้นฐาน และเทคโนโลยีสารสนเทศ
ระบบสาธารณสุขของนิวซีแลนด์ เมื่อปี 2568 ตกอยู่ในสภาวะตึงเครียดถึงขีดสุด รายงานจากองค์กรพยาบาลนิวซีแลนด์ระบุว่าโรงพยาบาลในประเทศขาดแคลนพยาบาลโดยเฉลี่ย 587 คนในทุกกะการทำงานตลอดปี 2567 ความขาดแคลนนี้รุนแรงเป็นพิเศษในแผนกผู้ป่วยโรคมะเร็ง หัวใจ และห้องฉุกเฉิน ซึ่งกะการทำงานกว่า 49% ไม่เป็นไปตามเกณฑ์ความปลอดภัยของบุคลากร

สาเหตุหลักของวิกฤตินี้คือค่าตอบแทนที่ต่ำกว่าออสเตรเลียอย่างมากและการแช่แข็งการจ้างงาน โดยหน่วยงาน “เฮลธ์ เอ็นแซด” แม้ทางหน่วยงานจะปฏิเสธ แต่ข้อมูลระบุว่ามีเพียง 45% ของพยาบาลจบใหม่ที่ได้รับการตอบรับเข้าทำงานในโรงพยาบาลรัฐ เมื่อปี 2568 ส่งผลให้พยาบาลที่เหลือตัดสินใจย้ายไปออสเตรเลีย ซึ่งสามารถทำรายได้ได้สูงกว่าและมีภาระงานที่สมเหตุสมผลกว่า สภาวะนี้นำไปสู่การประท้วงหยุดงานครั้งใหญ่ในเดือนก.ค. 2568 ของพยาบาลและผดุงครรภ์กว่า 36,000 คน และแพทย์อีกกว่า 5,000 คน เมื่อเดือนพ.ค. ปีเดียวกัน
อุตสาหกรรมวิศวกรรมของนิวซีแลนด์เผชิญกับความท้าทายจากงบประมาณภาครัฐที่ลดลง และการเลื่อนโครงการสำคัญ เช่น โครงการน้ำ และโครงการทางหลวง ส่งผลให้มีผู้ตกงานในสายงานก่อสร้างกว่า 12,169 คน เมื่อปี 2568 วิศวกรจำนวนมากเลือกที่จะย้ายไปออสเตรเลียหรือแคลิฟอร์เนีย ซึ่งต้องการทักษะวิศวกรรมที่ทนทานต่อแผ่นดินไหวเช่นเดียวกับในนิวซีแลนด์
แม้ภาคเทคโนโลยีจะมียอดส่งออกสูง แต่กลับเผชิญกับภาวะขาดแคลนทักษะเฉพาะทางอย่างหนัก อุตสาหกรรมเทคโนโลยีมีการปรับตัวด้วยการนำปัญญาประดิษฐ์ ( เอไอ ) มาใช้เพิ่มประสิทธิภาพอย่างรวดเร็ว โดยธุรกิจกว่า 82-87% มีการใช้เครื่องมือเอไอในปี 2568 เพิ่มขึ้นจาก 48% เมื่อปี 2566
อย่างไรก็ตาม เอไอถูกใช้เพื่อ “ขยายขีดความสามารถ” มากกว่าการทดแทนแรงงานทั้งหมด เนื่องจากยังคงต้องการมนุษย์ในการกำกับดูแลงานที่ซับซ้อน
หนึ่งในความกังวลที่เพิ่มขึ้นในหมู่ผู้วางนโยบายคือปรากฏการณ์ที่นิวซีแลนด์ถูกใช้เป็น “ทางผ่าน” สำหรับผู้อพยพ 35% ของพลเมืองนิวซีแลนด์ที่ย้ายไปออสเตรเลียในปี 2567 เป็นผู้ที่เกิดนอกนิวซีแลนด์ และหากพิจารณาผู้ที่สมัครสัญชาติออสเตรเลีย ตัวเลขดังกล่าวพุ่งสูงถึง 48%
บุคคลเหล่านี้มักเป็นผู้ที่มีทักษะสูงซึ่งได้รับสัญชาตินิวซีแลนด์แล้ว แต่ตัดสินใจย้ายต่อเนืองจากโอกาสทางวิชาชีพที่กว้างกว่าในเมืองใหญ่อย่างซิดนีย์ เมลเบิร์น หรือบริสเบน สภาวะนี้สร้างคำถามถึงประสิทธิภาพของระบบการคัดเลือกผู้อพยพของนิวซีแลนด์ ซึ่งสามารถดึงดูดคนเก่งเข้ามาได้ แต่กลับไม่สามารถ “รักษา” ทรัพยากรเหล่านั้นไว้ได้นานพอ ที่จะสร้างผลตอบแทนทางเศรษฐกิจ ซึ่งคุ้มค่ากับการลงทุนในระบบสวัสดิการและสัญชาติ
ปัจจุบัน รัฐบาลผสมของนิวซีแลนด์ภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรีคริสโตเฟอร์ ลักซอน พยายามดำเนินนโยบายที่เน้น “การจัดการที่สมดุล” ระหว่างการควบคุมปริมาณและการดึงดูดทักษะ
รัฐบาลได้กำหนดเส้นทาง “ตรงสู่ถิ่นที่อยู่” สำหรับอาชีพในรายชื่อสีเขียว เช่น แพทย์ วิศวกร และผู้เชี่ยวชาญด้านไอที เพื่อลดความไม่แน่นอนของผู้อพยพทักษะสูง นอกจากนี้ เมื่อปี 2568 ยังมีการยกเลิกข้อกำหนดค่าแรงมัธยฐานสำหรับวีซ่าทำงานประเภท AEWV และลดระยะเวลาประสบการณ์การทำงานที่ต้องการลงจาก 3 ปีเหลือ 2 ปี เพื่อให้ผู้ประกอบการเข้าถึงแรงงานได้ง่ายขึ้น
อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญมองว่านโยบายเหล่านี้เป็นการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ ตราบใดที่ช่องว่างรายได้กับออสเตรเลียยังคงอยู่ นโยบายการเข้าเมืองที่สะดวกขึ้นอาจทำได้เพียงเพิ่มปริมาณการไหลเข้าของแรงงานต่างชาติเพื่อทดแทนชาวนิวซีแลนด์ที่ย้ายออก แต่ไม่สามารถหยุดยั้งภาวะสมองไหลของพลเมืองท้องถิ่นได้
ประเด็นซึ่งวิกฤติที่สุดของภาวะสมองไหล คือผลกระทบต่อผลิตภาพของชาติ นิวซีแลนด์ตกอยู่ในกับดักผลิตภาพต่ำมานานกว่าสองทศวรรษ โดยเน้นการเติบโตผ่านการเพิ่มประชากร มากกว่าการเพิ่มประสิทธิภาพต่อหัว
ทั้งนี้ ความซับซ้อนของเศรษฐกิจนิวซีแลนด์ ลดลงจากอันดับที่ 52 มาอยู่ที่ 68 ของโลก ระหว่างปี 2543-2566 เนื่องจากขาดการลงทุนในอุตสาหกรรมที่ใช้ความรู้เข้มข้น และการเบี่ยงเบนเงินทุนไปสู่ภาคอสังหาริมทรัพย์ เมื่อบุคลากรที่มีทักษะในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีและวิศวกรรมย้ายออก นิวซีแลนด์ยิ่งมีความเสี่ยงที่จะติดอยู่ในกลุ่มเศรษฐกิจที่พึ่งพาสินค้าเกษตรและบริการมูลค่าต่ำ
ทางด้านการคลัง กระทรวงการคลังนิวซีแลนด์ เตือนว่าหากแนวโน้มนี้ยังดำเนินต่อไป หนี้สาธารณะของประเทศอาจพุ่งสูงถึง 200% ของจีดีพี ภายในปี 2608 เนื่องจากการเพิ่มขึ้นของงบประมาณเงินบำนาญ และค่าใช้จ่ายด้านสาธารณสุขสำหรับสังคมสูงวัย ณะที่สัดส่วนวัยทำงานที่จ่ายภาษีลดลงจากการอพยพออก
การวิจัยพบว่าชาวนิวซีแลนด์ที่กลับมา มักนำทักษะการบริหารจัดการโครงการที่ซับซ้อนและเครือข่ายธุรกิจระหว่างประเทศกลับมาด้วย ซึ่งช่วยยกระดับความสามารถในการแข่งขันของธุรกิจท้องถิ่น ปัจจัยที่จะดึงดูดให้ชาวนิวซีแลนด์กลับมา ไม่ใช่เพียงเรื่องค่าแรง แต่คือโอกาสในการมีส่วนร่วมในโครงการที่มีความหมายระดับชาติ ความมั่นคงของอาชีพ และไลฟ์สไตล์ที่เป็นเอกลักษณ์ของนิวซีแลนด์
ภาวะสมองไหลของนิวซีแลนด์ คือสัญญาณเตือนภัยที่บ่งบอกถึงความจำเป็นในการปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจอย่างขุดรากถอนโคน การพึ่งพานโยบายการเข้าเมืองเพียงอย่างเดียว ไม่สามารถชดเชยการสูญเสียพลเมืองทักษะสูงได้อย่างยั่งยืน.
ภัทราพร ไพบูลย์ศิลป
เครดิตภาพ : GETTY IMAGES



