คลุกฝุ่น ลุยไฟ ออกมาจนตั้ง รัฐบาล อนุทิน 2” ได้สำเร็จ ด้วยเสียงสส.มากถึง 291 เสียง ถือว่ามีเสถียรภาพมาก แต่จะไปได้ไกลแค่ไหน ยังบอกได้ยาก ด้วยสถานการณ์ภายในประเทศ เพื่อนบ้าน และสงครามตะวันออกกลาง ที่หนักเอาเรื่อง จะเป็นตัวชี้วัดฝีมือ รัฐบาลภายใต้การนำของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล”“คอลัมน์ตรวจการบ้าน” ต้องมาสนทนากับ รศ.ยุทธพร อิสรชัย” อาจารย์มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมมาธิราช มาวิเคราะห์ประเมินฉากทัศน์ของรัฐบาล อนุทิน 2” เป็นอย่างไรจะเดินหน้าบริหารประเทศไปได้ตลอดลอดฝั่งหรือไม่

โดย “อาจารย์ยุทธพร” ยอมรับว่า รัฐบาลชุดนี้ถือว่ามีเสถียรภาพมาก แต่ก็กลวง” พร้อมขยายความต่อว่า การจัดตั้งรัฐบาลครั้งนี้ เป็นผลมาจากโครงสร้างสภาที่ไม่สมดุลกับโครงสร้างฝ่ายค้าน ก็เกิดจากการที่คะแนนเสียงส่วนใหญ่ไปกองอยู่ที่พรรคใหญ่ ขณะเดียวกัน กติกาก็ทำให้มีพรรคเล็กเข้ามาบ้าง โดยพรรคใหญ่ คือ ภูมิใจไทย และรองลงมาเป็นพรรคขนาดกลางค่อนข้างใหญ่ คือ เพื่อไทย นอกนั้นเป็นพรรคเล็ก

ตรงกันข้ามกับฝ่ายค้านที่มีโครงสร้างที่สมดุลกว่า มีพรรคใหญ่ คือ พรรคประชาชน พรรคขนาดกลางคือพรรคกล้าธรรม และพรรคกลางค่อนข้างเล็กคือประชาธิปัตย์ และยังมีบรรดาพรรคเล็กอีก

เมื่อเป็นเช่นนี้เท่ากับว่าเสถียรภาพของรัฐบาลอาจจะดูเหมือนมีเสียงมาก 291 เสียง แต่เป็นเสถียรภาพที่กลวงๆ เพราะว่า สุดท้ายหากพรรคเพื่อไทยถอนตัว เสียงรัฐบาลจะไม่ถึงกึ่งหนึ่งเลย ถ้าคำตอบที่ดีกว่านี้คือต้องมีพรรคที่ 3 เข้ามา คือไม่ กล้าธรรม ก็ประชาธิปัตย์”

อย่างไรก็ตาม ประชาธิปัตย์จะดุลกับเพื่อไทยได้ไม่ดีเท่ากล้าธรรม เพราะมีเพียง 21 เสียง อย่างมากก็ทำให้เป็นรัฐบาลเสียงปริ่มน้ำ ดังนั้นกล้าธรรมอาจจะเป็นตัวเลือกที่ดีกว่า แต่ด้วยเงื่อนไขหลายอย่างทำให้พรรคกล้าธรรมอยู่ในสมการการเมืองนี้ แต่ไปอยู่ฝ่ายค้าน ซึ่งหลายคนมองว่าเป็นฝ่ายค้านดรีมทีม

ประชาธิปัตย์ที่เป็นมือเก๋าฝ่ายค้าน พรรคประชาชนที่เก่งเทคโนโลยี และ กล้าธรรม ที่ถนัดการเมืองใต้ดิน บนดิน นอกสภา ในสภา อย่างไรก็ตาม ไม่มั่นใจว่าทีมนี้จะถึงฝั่งฝันหรือไม่ เพราะท้ายสุดอาจจะเกิดปัญหาเอกภาพ”  

@ พรรคที่เป็นตัวแปรก็มีบ่วงจริยธรรมนักการเมืองอยู่ถ้าดึงมาจะกระทบกับรัฐบาลโดยเฉพาะพรรคกล้าธรรม

ครั้งนี้คนบอกว่า “ภูมิใจไทย” ตัดสินใจผิดที่ไม่เอา “กล้าธรรม” จะมีเกมนอกสภา แฉเรื่องต่างๆ รวมถึงนิติสงคราม ซึ่งวันนี้เริ่มพูดถึงกันแล้วว่า ในบรรดาผู้ที่ถูกหมายหัว เรื่องฮั้ว สว . มีหลายคนดำรงตำแหน่งทางการเมืองในรัฐบาลที่ผ่านมา และหลายคนจะดำรงตำแหน่งในรัฐบาลหลังจากนี้ แต่สุดท้ายแล้วพรรคฝ่ายค้านจะแฉรัฐบาล หรือฝ่ายรัฐบาลจะแฉฝ่ายค้าน เพราะรัฐบาลเองก็มีเครื่องมือไม่น้อย

ล่าสุด DSI ออกหมายเรียก สส.พรรคกล้าธรรม คือ ชนนพัฒฐ์ นาคสั้ว หลังจากนี้จะมีคดีจริยธรรมออกมาอีกหรือไม่ ซึ่งก็จะพุ่งเป้าไปที่ตัว ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ดังนั้นสุดท้ายแล้วอาจจะแฉกันทั้งสองฝ่าย ซึ่งก็ขอให้การตรวจสอบเป็นไปอย่างสร้างสรรค์ไม่ใช่หยิบมาเป็นเกมการเมืองหรือนิติสงครามเท่านั้น

ส่วนกรณีมีคนไปร้องจริยธรรม นายกรัฐมนตรี กรณีแต่งตั้งผู้มีปัญหาจริยธรรมจะกระทบหรือไม่นั้น มีการต่อสู้อยู่แล้ว แต่อย่างที่รองนายกฝ่ายกฎหมายของรัฐบาลระบุว่าเมื่อ ร.อ.ธรรมนัสพ้นตำแหน่งรัฐมนตรีแล้วก็จบไม่สามารถไปดำเนินการร้องอะไรย้อนหลัง ขณะที่ ร.อ.ธรรมนัส ก็ระบุว่าตัวเขาได้รับการแต่งตั้งในหลายยุคสมัย ถ้าจะหยิบเรื่องนี้มาบอกว่าผิด ก็ต้องมีการลงโทษย้อนหลังไปด้วย ท้ายสุดต้องไปถามศาลรัฐธรรมนูญ

ซึ่งเคยพูดไว้ว่าจะดูแค่หลักถูกผิด กฎหมายอย่างเดียวไม่ได้ต้องดูหลักวิญญูชนด้วย หรือสายตาของคนทั่วไปด้วยในการไปคบค้าสมาคมกับคนที่มีปัญหาเรื่องจริยธรรม ทั้งนี้ก็มีการตั้งคำถามว่า หรือนี่คือกระบวนการฟอกขาว แต่ส่วนตัวมองว่าเป็นนิติสงครามมากกว่า ในการใช้เรื่องนี้มาต่อรอง ระหว่าง “พรรคกล้าธรรมและพรรคภูมิใจไทย”

 @ มองน้ำหนักการร้องให้เลือกตั้งเป็นโมฆะอย่างไร เพราะตอนนี้จะตั้งรัฐบาลแล้ว

ช่วงที่ผ่านมามี 2 ลู่วิ่ง 1. มุ่งสู่การเลือกตั้งโมฆะหรือไม่ 2. ลู่วิ่งสู่การจัดตั้งรัฐบาลจะสำเร็จหรือไม่ อันไหนเข้าเส้นชัยก่อน โอกาสที่อีกลู่วิ่งจะจบลงก็สูงมาก  วันนี้การตั้งรัฐบาลเหมือนจะเข้าเส้นชัยก่อน ยิ่งทำให้ลู่วิ่งการเลือกตั้งเป็นโมฆะถูกลดกระแส หรือหายไป โดยผู้ตรวจการแผ่นดินอาจไม่ส่งศาลรัฐธรรมนูญ เพราะเห็นว่าพยานหลักฐานไม่มีน้ำหนักเพียงพอ ไม่มีเหตุอันควรเชื่อได้ว่า แต่ถ้าส่งศาลรัฐธรรมนูญก็อาจรับ แต่ยกคำร้องภายหลัง เพราะองค์ประกอบ 3 ส่วน คือต้นขั้วบัตร บัตรเลือกตั้งที่ออกเสียงลงคะแนนแล้ว และบัญชีผู้มีสิทธิเลือกตั้งไม่ถูกประกอบร่างกัน การเลือกตั้งจึงยัง “ลับ” และออกเป็นข้อแนะนำให้กกต.ดำเนินการให้รัดกุมในอนาคต

@ จากเสถียรภาพของรัฐบาล กับปัญหาทั้งภายใน ภายนอกประเทศ มองว่ารัฐบาลนี้จะอยู่ได้นานแค่ไหน

ครบเทอมยาก สำหรับรัฐบาลผสม และเงื่อนไขรัฐธรรมนูญ และบริบทการเมืองไทย แม้เสียงรัฐบาลจะค่อนข้างมีเสถียรภาพ ทั้งนี้ขอแยกเป็น 2 ส่วน 1. เสถียรภาพของรัฐบาล ไม่มีอะไรน่าห่วง เพราะเสียงสส.เยอะ สว.ก็มีทัศนคติไปในทิศทางเดียวกัน และองค์กรอิสระที่แต่งตั้งเกือบครบแล้ว มีวาระนานถึง 7 ปี อาจคร่อมถึง 2 รัฐบาล จึงไม่น่าจะมีอะไรต้องกังวล แต่ที่น่ากังวลคือข้อ 2. เสถียรภาพระบบการเมือง ปัญหาเศรษฐกิจ และปัจจัยภายนอก คือ สงครามตะวันออกกลางซึ่งอยู่นอกเหนือการควบคุม รวมถึงอนาคตจะมีภัยพิบัติ หรือโรคระบาดใหญ่หรือไม่  มีม็อบเลือกตั้งหรือไม่ หากสุดท้ายการเลือกตั้งไม่เป็นโมฆะ จะมีการแก้ไขรัฐธรรมนูญหรือไม่ นี่คือโจทย์ใหญ่ที่ท้าทายรัฐบาล

“สุดท้ายคือกลุ่ม ก๊วนการเมืองภายในพรรคภูมิใจไทยที่จะทำให้สะดุดขาตัวเอง ซึ่งน่ากังวลกว่าพรรคฝ่ายค้านอีก เพราะภูมิใจไทยโตแบบก้าวกระโดด จากตอนตั้งพรรค 31 ที่นั่ง มาสู่ 51 ที่นั่ง 71 ที่นั่ง ซึ่งจริงๆ ถ้าเทียบเป็นอนุกรม วันนี้ภูมิใจไทยต้องได้อย่างมากก็ 100 ที่นั่ง แต่นี่ไปถึง 200 เพราะกลุ่มก๊วนการเมืองที่มากถึง 13 ก๊วน หากมีการเคลื่อนไหวอาจกระทบต่อเสถียรภาพของรัฐบาลได้”

 @ หากนายทักษิณ ชินวัตร กลับมาจะสร้างแรงกระเพื่อมทางการเมืองอย่างไรหรือไม่

การกลับมาคงทำให้คนไทยพรรคเพื่อไทยกระชุ่มกระชวย วันนี้เพื่อไทยก็เหมือนประชาธิปัตย์ คือเป็นพรรคเจนเนอเรชั่นเก่า แม้มีบุคคลแม่เหล็ก เช่น ประชาธิปัตย์ได้นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ กลับมาก็ทำให้ฐานเสียงคึกคัก แต่สุดท้ายได้สส.บัญชีรายชื่อมากกว่าสส.เขต สะท้อนว่าเป็นความนิยมที่ตัวนายอภิสิทธิ์ ไม่ใช่ตัวพรรค และไม่ใช่ตัวผู้สมัครระดับเขต ดังนั้น พรรคเจนเก่าที่ยังไม่ได้ปรับโครงสร้างก็จะประมาณนี้

 “คุณทักษิณคงไม่สร้างปัญหาอะไรได้มาก เพราะภูมิใจไทยมีเสียงค่อนข้างมาก คุณทักษิณไม่ได้เหมือนเดิมเท่าไหร่ แต่โจทย์ใหญ่ คือ ฟื้นฟูพรรคเพื่อไทยมากกว่า ไม่ใช่กลับมาเพื่อทำให้รัฐบาล หรือภูมิใจไทยไปต่อไม่ได้ เพราะถ้าไปต่อไม่ได้ ให้เลือกตั้งใหม่ พรรคเพื่อไทยก็ยังไม่ได้มาเป็นอันดับหนึ่งเหมือนเดิม”

คลิกอ่านบทความทั้งหมดได้ที่นี่