นายหวัง อี้ รมว.การต่างประเทศจีน ขึ้นเวทีแถลงข่าวเมื่อวันที่ 8 มี.ค. ที่ผ่านมา นอกรอบ “การประชุมสองสภา” ซึ่งเป็นการประชุมประจำปีของสภาประชาชนแห่งชาติ (เอ็นพีซี) และคณะกรรมการแห่งชาติประจำสภาที่ปรึกษาทางการเมืองแห่งประชาชนจีน (ซีพีพีซีซี)


แม้หวังเป็นกระบอกเสียงทางการทูตของจีนมาโดยตลอด และบางครั้งก็ไม่ลังเลที่จะตำหนิอย่างรุนแรงเพื่อปกป้องจุดยืนของรัฐบาลปักกิ่ง ทว่าในปีนี้ หวังกลับแสดงท่าทีที่ระมัดระวังมากขึ้น และเน้นย้ำหลักการกว้าง ๆ ในประเด็นความขัดแย้งที่ร้อนแรงที่สุดของโลกบางประเด็น แทนที่จะอธิบายอย่างละเอียดว่า รัฐบาลปักกิ่งอาจทำอะไรบ้าง


ท่าทีดังกล่าวชี้ให้เห็นว่า รัฐบาลปักกิ่งต้องการรักษาพื้นที่ทางการทูตให้มากสุดเท่าที่จะเป็นไปได้ ควบคู่กับการเตรียมต้อนรับประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐ ในช่วงปลายเดือน มี.ค. นี้


อนึ่ง หวังแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับสงครามในอิหร่านและตะวันออกกลางว่า “ไม่ควรเกิดขึ้น” และ “ไม่เป็นประโยชน์ต่อใครเลย” รวมถึงเน้นย้ำคำเรียกร้องของจีนให้หยุดยิงทันที และกำหนดหลักการ 5 ประการ สำหรับการจัดการกับวิกฤติ ได้แก่ การเคารพอธิปไตย การไม่ใช้กำลังในทางที่ผิด การไม่แทรกแซงกิจการภายใน การแก้ไขปัญหาทางการเมืองผ่านการเจรจา และบทบาทที่สร้างสรรค์ของประเทศมหาอำนาจ


คำกล่าวของหวังบอกเป็นนัยถึงการวิพากษ์วิจารณ์ผู้อยู่เบื้องหลังการโจมตี แต่ถึงอย่างนั้น เขาไม่ได้เอ่ยชื่อสหรัฐโดยตรง และไม่ได้เสนอแนะว่า จีนอาจดำเนินการนอกเหนือจากการเรียกร้องให้มีการยับยั้งชั่งใจ และการเจรจา


ความลังเลของจีน ที่จะเข้าไปมีบทบาทมากขึ้นในสถานการณ์ของตะวันออกกลาง แตกต่างอย่างสิ้นเชิงกับความเคลื่อนไหวทางการทูตที่จีนแสดงให้เห็นเมื่อ 3 ปีก่อน อีกทั้งความระมัดระวังที่คล้ายคลึงกัน ก็ปรากฏในการตอบสนองของหวังต่อประเด็นลาตินอเมริกา ซึ่งแสดงให้เห็นถึงขีดจำกัดอิทธิพลของจีนในภูมิภาคนี้ แม้จีนเป็นหนึ่งในคู่ค้ารายใหญ่ที่สุดของลาตินอเมริกาก็ตาม


โดยรวมแล้ว ดูเหมือนว่าจีนจะกลับไปใช้กลยุทธ์ทางการทูตแบบเก่าเป็นการชั่วคราว ที่เรียกว่า “เทากวงหย่างฮุ่ย” หมายถึง “ซ่อนกำลังและรอจังหวะ” ซึ่งวลีนี้มาจากคำแนะนำของนายเติ้ง เสี่ยวผิง อดีตผู้นำจีน ที่ว่าจีนควรลดบทบาทในเวทีโลก และให้ความสำคัญกับการพัฒนาภายในประเทศ


ในแง่นี้ ความยับยั้งชั่งใจไม่เป็นเพียงการป้องกันตัวเองเท่านั้น แต่ยังเป็นความเคลื่อนไหวเชิงกลยุทธ์ด้วย โดยนักวิเคราะห์ชาวจีนบางคนชี้ให้เห็นว่า สหรัฐที่กำลังวุ่นวายกับวิกฤติในอิหร่าน เวเนซุเอลา และกรีนแลนด์ อาจทำให้จีนได้สิ่งที่มีค่าอย่างหนึ่ง นั่นคือ “เวลา”


สำหรับจีนแล้ว เวลาที่ได้มามีความสำคัญต่อการกระตุ้นการเติบโตทางเศรษฐกิจ การเสริมสร้างขีดความสามารถทางเทคโนโลยี และการปรับปรุงกองทัพให้ทันสมัย ก่อนที่รัฐบาลวอชิงตันจะทุ่มกำลังอย่างเต็มที่ เพื่อต่อต้านรัฐบาลปักกิ่ง


ทั้งนี้ การที่จีนเลือกความระมัดระวังมากกว่าการเผชิญหน้า ตลอดจนการนำเสนอตัวเองในฐานะผู้ปกป้องระเบียบระหว่างประเทศที่มีอยู่ และผู้สนับสนุนระบบหลายขั้วอำนาจ เป็นประโยชน์ต่อประเทศ “ในตอนนี้” มิหนำซ้ำ ท่ามกลางวิกฤติต่าง ๆ ในโลก ความอดทนเชิงกลยุทธ์ก็ถือเป็นกลยุทธ์อย่างหนึ่ง.

เลนซ์ซูม

เครดิตภาพ : REUTERS