การลงประชามติของสวิตเซอร์แลนด์ เมื่อวันที่ 8 มี.ค. 2569 ถือเป็นเหตุการณ์ประวัติศาสตร์ที่สะท้อนถึงอัตลักษณ์และค่านิยมพื้นฐานของพลเมืองสวิส ท่ามกลางกระแสการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีที่ถาโถมเข้าสู่ระบบการเงินโลก ประเด็นการรับรองสิทธิในการใช้เงินสดไว้ในรัฐธรรมนูญ ไม่ได้เป็นเพียงคำถามเชิงเทคนิคเกี่ยวกับวิธีการชำระเงิน แต่ยังเป็นบททดสอบของระบอบประชาธิปไตยทางตรงในการสร้างสมดุลระหว่างนวัตกรรมดิจิทัลและความเป็นส่วนตัวของปัจเจกบุคคล
ผลลัพธ์ของการลงประชามติครั้งนี้ ซึ่งมีการยอมรับข้อเสนอคู่ขนานจากรัฐบาลด้วยคะแนนเสียงท่วมท้น 73% และได้รับความเห็นชอบจากทั้ง 26 รัฐ กลายเป็นบรรทัดฐานใหม่ที่นานาชาติทั่วโลกต่างเฝ้าสังเกตการณ์อย่างใกล้ชิด
โครงสร้างทางการเมืองของสวิตเซอร์แลนด์นั้น อนุญาตให้พลเมืองมีส่วนร่วมอย่างแข็งขัน ผ่านการริเริ่มโดยประชาชน ภายใต้ระบบดังกล่าว หากมีการรวบรวมรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้งได้ครบ 100,000 รายชื่อภายในระยะเวลา 18 เดือน ข้อเสนอนั้นจะต้องถูกนำเข้าสู่การลงคะแนนเสียงระดับชาติเพื่อพิจารณาแก้ไขรัฐธรรมนูญแห่งสมาพันธรัฐ ในกรณีของสิทธิในการใช้เงินสด กลุ่มขบวนการเสรีภาพสวิส ( เอ็มแอลเอส ) ริเริ่มโครงการ “เงินสดคือเสรีภาพ” (Cash is Freedom) โดยสามารถรวบรวมรายชื่อได้ถึง 137,000 รายชื่อ ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าความกังวลเกี่ยวกับการหายไปของเงินสด กระตุ้นความรู้สึกร่วมของประชาชนอย่างรุนแรง
กลไกประชามติของสวิสยังมีลักษณะพิเศษคือการมีข้อเสนอคู่ขนาน ซึ่งรัฐสภาและรัฐบาล มักเสนอทางเลือกที่ปรับปรุงถ้อยคำให้มีความชัดเจนทางกฎหมายมากขึ้น หรือมีความเป็นไปได้ทางปฏิบัติสูงกว่าข้อเสนอเดิมของประชาชน การลงประชามติครั้งนี้จึงเป็นกระบวนการที่ซับซ้อน ซึ่งประชาชนต้องตัดสินใจระหว่างข้อเสนอที่เน้นอารมณ์ความรู้สึกและเสรีภาพสุดโต่ง กับข้อเสนอที่เน้นความมั่นคงสถาบันและการรักษาโครงสร้างอำนาจของธนาคารกลาง

ข้อเสนอของเอ็มแอลเอสในแผนริเริ่ม “เงินสดคือเสรีภาพ” มีเป้าหมายเพื่อบังคับให้รัฐบาลกลางต้องรับประกันการจัดหาเหรียญและธนบัตรในปริมาณที่เพียงพอตลอดเวลา และสำคัญที่สุดคือการกำหนดว่า หากจะมีการเปลี่ยนสกุลเงินฟรังก์สวิสเป็นสกุลอื่น หรือมีการยกเลิกเงินสดในอนาคต จะต้องผ่านการลงประชามติและได้รับเสียงส่วนใหญ่จากทั้งประชาชนและรัฐก่อนเสมอ ข้อเสนอนี้จึงมีนัยสำคัญเชิงสัญลักษณ์ในการดึงอำนาจการตัดสินใจด้านนโยบายการเงินกลับคืนสู่มือประชาชนโดยตรง แทนที่จะปล่อยให้อยู่ในอำนาจหน้าที่ของธนาคารกลางเพียงอย่างเดียว
อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์ตั้งข้อสังเกตถึงความเชื่อมโยงระหว่างกลุ่มผู้ริเริ่มโครงการกับทฤษฎีสมคบคิดต่างๆ รวมถึงความกังวลเกี่ยวกับการฝังไมโครชิปหรือการควบคุมประชากรผ่านระบบดิจิทัล แม้ว่าผู้นำกลุ่มอย่าง นายริชาร์ด โคลเลอร์ ยืนยันว่าเป้าหมายคือเพื่อ “ประชาชน” แต่ความคลุมเครือของเจตนาและถ้อยคำในแผนริเริ่มเดิมก็ได้ส่งผลให้เกิดความลังเลในหมู่ผู้มีสิทธิเลือกตั้งบางส่วน ซึ่งสะท้อนผ่านคะแนนเสียงที่ต่ำกว่าข้อเสนอคู่ขนานของรัฐบาล
รัฐบาลและรัฐสภาสวิสตระหนักดีว่าประเด็นเรื่องเงินสดมีความสำคัญต่อจิตวิญญาณของคนในชาติ แต่พวกเขามองว่า ข้อเสนอของเอ็มแอลเอส มีข้อบกพร่องทางเทคนิคกฎหมายและอาจสร้างภาระเกินควรแก่รัฐ ข้อเสนอคู่ขนานจึงถูกออกแบบมาเพื่อ “จี้จุดอ่อน” และตอบสนองต่อความต้องการของประชาชนโดยยังรักษาความยืดหยุ่นในการบริหารนโยบายการเงิน
ภายใต้ข้อเสนอคู่ขนานที่ได้รับการยอมรับ รัฐธรรมนูญสวิสจะมีการระบุประโยคสำคัญสองประโยคเพิ่มเข้าไปในมาตราที่ว่าด้วยเงินตรา ได้แก่ การยืนยันว่าสกุลเงินของชาติคือฟรังก์สวิส และธนาคารกลางสวิส ( เอสเอ็นบี ) มีหน้าที่ตามรัฐธรรมนูญในการจัดหาเงินสดให้เพียงพอ การเปลี่ยนแปลงนี้ถูกมองว่าเป็นกุศโลบายทางการเมืองที่ชาญฉลาด เพราะในแง่หนึ่งมันคือการยกระดับกฎหมายระดับพระราชบัญญัติขึ้นสู่ระดับรัฐธรรมนูญ ซึ่งให้ความรู้สึกมั่นคงแก่ประชาชน
อย่างไรก็ตาม ในอีกแง่หนึ่ง รัฐบาลเองระบุว่าการเปลี่ยนแปลงนี้จะ “ไม่มีผลกระทบในทางปฏิบัติ” ต่อการทำงานประจำวัน เพราะเป็นสิ่งที่เอสเอ็นบีปฏิบัติอยู่แล้ว
สวิตเซอร์แลนด์กำลังเผชิญกับปรากฏการณ์ที่นักสังคมวิทยาเรียกว่า “สภาวะย้อนแย้งสวิส” ซึ่งเป็นช่องว่างระหว่างค่านิยมที่ประกาศออกมากับพฤติกรรมที่เกิดขึ้นจริงในชีวิตประจำวัน จากผลการสำรวจพบว่า ชาวสวิสมากถึง 95% เห็นพ้องว่าเงินสดควรดำรงอยู่ต่อไปเป็นทางเลือก แต่ข้อมูลจากธุรกรรมจริงชี้ให้เห็นว่าการใช้เงินสดกำลังลดลงอย่างต่อเนื่อง
ความนิยมในระบบโมบายเพย์เมนต์ เพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดดจนครองส่วนแบ่งธุรกรรมถึง 30.7% ขณะที่เงินสดลดลงเหลือ 24.2% การแพร่ระบาดของโควิด-19 ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้พฤติกรรมการชำระเงินเปลี่ยนไปอย่างถาวร โดยสถาบันการเงินและผู้ประกอบการค้าปลีกต่างก็ส่งเสริมระบบดิจิทัลเพื่อความรวดเร็วและลดต้นทุน แม้การใช้งานจะลดลง แต่ความต้องการ “ถือครอง” เงินสดกลับไม่ได้ลดลงตามไปเสมอไป โดยเฉพาะธนบัตรมูลค่าสูงซึ่งยังคงเป็นที่ต้องการ ในฐานะเครื่องมือสะสมความมั่งคั่งและรักษาความเป็นส่วนตัว
เหตุผลที่เงินสดยังคงมีอิทธิพลเหนือจิตใจของชาวสวิสไม่ได้อยู่ที่ความสะดวก แต่เป็นเรื่องของ “ความรู้สึกควบคุม” และ “ความเป็นส่วนตัว” ขณะที่เงินดิจิทัลมีความเป็นนามธรรมและถูกสร้างขึ้น ความจับต้องได้ของธนบัตรช่วยให้ผู้ใช้รู้สึกถึงอำนาจในการตัดสินใจและการจัดการงบประมาณที่ชัดเจนกว่าการเห็นตัวเลขในแอปพลิเคชัน
นอกจากนี้ เงินสดยังเป็น “ป้อมปราการสุดท้าย” ของความเป็นส่วนตัวทางการเงิน ในโลกที่ธุรกรรมดิจิทัลทุกอย่างทิ้งร่องรอยให้ธนาคารและหน่วยงานรัฐสามารถติดตามได้ สำหรับชาวสวิสที่มีค่านิยมเรื่องความลับทางการเงินสูง เงินสดช่วยให้เขาสามารถรักษา “พื้นที่นอกระบบ” ได้ เช่น การให้เงินขวัญถุงในงานครอบครัว หรือการจ่ายค่าบริการเล็ก ๆ น้อย ๆ โดยไม่ต้องมีคนกลางมาตรวจสอบ

ในมุมมองความมั่นคงระดับชาติ ผู้เชี่ยวชาญระบุว่าเงินสดคือระบบสำรองที่มีความยืดหยุ่นสูงสุด หากระบบไฟฟ้าหรือเครือข่ายอินเทอร์เน็ตล่มสลายจากการโจมตีทางไซเบอร์หรือภัยธรรมชาติ เงินสดจะยังคงเป็นสื่อกลางเดียวที่ทำงานได้โดยไม่ต้องอาศัยโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล นี่คือเหตุผลที่ชาวสวิสจำนวนมากมองว่าการรักษาเงินสดไว้ในรัฐธรรมนูญคือการซื้อ “ประกันภัย” ให้กับระบบเศรษฐกิจของชาติ
ท่ามกลางการถกเถียงเรื่องเงินสด เอสเอ็นบีแสดงจุดยืนที่ค่อนข้างระมัดระวังและเป็นมืออาชีพ ในด้านหนึ่ง เอสเอ็นบียืนยันหน้าที่ในการจัดหาเงินสดตามความต้องการของประชาชน แต่ในอีกด้านหนึ่ง เอสเอ็นบีก็เป็นผู้นำในการทดลองเทคโนโลยีการเงินสมัยใหม่ผ่านโครงการ “Project Helvetia”
สิ่งที่น่าสนใจคือ เอสเอ็นบีมุ่งเน้นไปที่การพัฒนาสกุลเงินดิจิทัลสำหรับสถาบันการเงิน มากกว่าสำหรับประชาชนทั่วไป โครงการ Helvetia Phase III ซึ่งดำเนินการมาจนถึงปี 2569 พิสูจน์ให้เห็นว่าเงินฟรังก์ดิจิทัลสามารถใช้ในการชำระดุลระหว่างธนาคารสำหรับการซื้อขายสินทรัพย์ในรูปแบบ Tokenized ได้อย่างมีประสิทธิภาพและปลอดภัย อย่างไรก็ตาม เอสเอ็นบียังคงไม่มีแผนที่จะเปิดตัวในระยะเวลาอันใกล้ เนื่องจากกังวลว่าจะส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพของระบบธนาคารพาณิชย์และอาจสร้างความวิตกกังวลเรื่องการสอดส่องความเป็นส่วนตัวให้กับประชาชน
การที่ประชาชนโหวตรับรองเงินสดในรัฐธรรมนูญจึงเป็นเหมือนการตอกย้ำ “อาณัติ” ให้กับเอสเอ็นบีว่า ไม่ว่าเทคโนโลยีจะก้าวไปไกลเพียงใด เงินสดจะต้องยังคงเป็นส่วนหนึ่งของระบบนิเวศการเงินสวิสเสมอ และการเปลี่ยนผ่านใดก็ตาม จะต้องคำนึงถึงสิทธิขั้นพื้นฐานเหล่านี้เป็นสำคัญ
การลงประชามติของสวิตเซฮร์แลนด์ในเรื่องนี้ ถูกมองว่าเป็น “สัญญาณสำคัญต่อโลก” ขณะที่หลายประเทศพยายามผลักดันสังคมไร้เงินสดอย่างสุดตัว เช่น สวีเดนหรือนอร์เวย์ที่มีสัดส่วนการใช้เงินสดต่ำกว่า 15% แต่สวิตเซอร์แลนด์กลับเลือกที่จะเดินสวนทาง ด้วยการวางรากฐานทางกฎหมายเพื่อปกป้องเงินสด
ข้อแตกต่างที่สำคัญคือรูปแบบการคุ้มครอง ขณะที่ออสเตรเลียเริ่มมีการออกกฎหมายบังคับให้ร้านค้า “ต้องรับเงินสด” สำหรับสินค้าจำเป็น เช่น อาหารและเชื้อเพลิง แต่สวิตเซอร์แลนด์มุ่งเน้นที่การ “การจัดหา” เป็นหลัก แต่ในสวิตเซอร์แลนด์ ร้านค้ายังคงมีเสรีภาพทางเศรษฐกิจที่จะปฏิเสธเงินสดได้หากมีการตกลงกันไว้ก่อน แต่รัฐมีหน้าที่รับผิดชอบเพื่อให้แน่ใจว่าจะมีเงินสดให้ประชาชนเข้าถึงได้เสมอผ่านตู้เอทีเอ็ม และเคาน์เตอร์ธนาคาร การเข้าถึงนี้ถือเป็นหัวใจสำคัญ เพราะหากไม่มีแหล่งกดเงินสดที่สะดวก การคุ้มครองสิทธิในกระดาษก็จะไร้ความหมายในทางปฏิบัติ
ชัยชนะของข้อเสนอคู่ขนานเรื่องเงินสดในการลงประชามติครั้งนี้ ไม่ได้หมายความว่าคนสวิสจะเลิกใช้สมาร์ตโฟนจ่ายเงิน แล้วกลับไปพกถุงเงินเหรียญหนัก ๆ ในทางตรงกันข้าม พลวัตทางเทคโนโลยียังคงดำเนินต่อไปอย่างไม่หยุดยั้ง อย่างไรก็ตาม สิ่งที่เกิดขึ้นคือการวางรากฐาน “สัญญาสังคม” ใหม่ที่ระบุว่า นวัตกรรมต้องไม่แลกมาด้วยการสูญเสียตัวเลือกขั้นพื้นฐาน
รัฐธรรมนูญสวิสในปัจจุบันกลายเป็นตัวอย่างของการปกป้องสิทธิแบบ “ไฮบริด” คือยอมรับการก้าวสู่โลกดิจิทัลแต่ยังคงรักษา “รากเง้าที่จับต้องได้” ไว้เป็นหลักประกัน สำหรับคนสวิส เงินสดไม่ได้เป็นเพียงสื่อกลางการแลกเปลี่ยน แต่มันคือสัญลักษณ์ของอธิปไตยเหนือโชคชะตาทางการเงินของตนเอง การที่มีเงินสดอยู่ในกระเป๋าเปรียบเสมือนการมีสิทธิที่จะบอกว่า “ไม่” ต่อระบบสอดส่องใดก็ตาม และนั่นคือเสรีภาพที่ชาวสวิสเลือกที่จะสลักไว้ในกฎหมายสูงสุดของประเทศอย่างถาวร
ในอนาคต นานาประเทศอาจนำโมเดลของสวิตเซอร์แลนด์ไปปรับใช้ เพื่อลดความตึงเครียดระหว่างรัฐและประชาชนในประเด็นการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัล โดยการสร้างหลักประกันว่า “สิทธิในการเลือก” จะยังคงอยู่ และความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีจะถูกกำกับด้วยเจตจำนงของพลเมือง ไม่ใช่เพียงความต้องการของตลาดหรือสถาบันการเงินเท่านั้น บทเรียนทางเศรษฐกิจจากเทือกเขาแอลป์ในปี 2569 จึงเป็นคำตอบที่ชัดเจนว่า ในโลกที่ทุกอย่างกำลังกลายเป็นตัวเลข “เงินสด” ยังคงมีค่ามหาศาลในฐานะเครื่องยืนยันความเป็นมนุษย์.
ภัทราพร ไพบูลย์ศิลป
เครดิตภาพ : AFP, GETTY IMAGES



