เรียกว่าเป็นเผือกร้อนต้อนรับการกลับมาของรัฐบาล ‘เสี่ยหนู’อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี หลังชนะเลือกตั้งปี 2569 สำหรับผลพวงของวิกฤติสงครามตะวันออกกลาง ที่ส่งผลให้ราคาน้ำมันและพลังงานพุ่งทะยาน จนกระทบต่อปากท้องของประชาชนคนไทย ซ้ำเติมปัญหาเดิมเรื้อรังที่ยังแก้ไม่จบ  “คอลัมน์ตรวจการบ้าน” ต้องมาสนทนากับ “ศิริกัญญา ตันสกุล” รองหัวหน้าพรรคประชาชน หนึ่งในขุนพลเศรษฐกิจของ “พรรคส้ม” มองการแก้ปัญหาของรัฐบาลอย่างไรมาถูกทางหรือไม่จะมีข้อเสนอแนะพาประเทศไทยฝ่าวิกฤตินี้ไปได้อย่างไรบ้าง

โดย “ศิริกัญญา” เปิดประเด็นว่า รัฐบาลก็พยายามที่จะแก้ปัญหาอยู่ด้วยการตรึงราคาน้ำมันไปก่อน ซึ่งเป็นแนวทางที่คาดการณ์ได้อยู่แล้ว ทว่าปัญหาสำคัญกลับอยู่ที่ “การสื่อสาร” และ “การบริหารจัดการปริมาณน้ำมัน” ในระบบ ที่รัฐบาลยังทำได้ไม่ดีพอ ประชาชนต้องเผชิญกับภาวะน้ำมันขาดแคลน ต้องต่อคิวหน้าปั๊ม ขณะที่ภาคส่วนสำคัญ เช่น เกษตรกร หรือกิจการจำเป็น กลับไม่สามารถเข้าถึงน้ำมันได้อย่างเพียงพอแม้รัฐบาลจะพยายามทยอยปรับราคาน้ำมันขึ้นอย่างค่อยเป็นค่อยไป แต่ยังไม่มีความชัดเจนของ แผนในการจัดการว่าจะปรับขึ้นในลักษณะขั้นบันไดอย่างไร ปัจจุบันมีเพียงเพดานราคาดีเซลที่ 33 บาทต่อลิตร แต่คำถามคือ หากราคาขึ้นไปแตะเพดานดังกล่าวแล้ว จะสามารถตรึงไว้ได้นานแค่ไหน

หน้าตักที่รัฐบาลมีใช้อยู่ตอนนี้ก็จะมาจาก 2 ทางด้วยกัน คือ 1.กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ซึ่งเราก็ทราบกันอยู่ว่าเพียงแค่ 1 สัปดาห์ ใช้ไปจนติดลบ 1.2 หมื่นล้านบาท ถึงแม้จะยังพอมีวงเงินกู้ให้กู้ได้ เพื่อเพิ่มสภาพคล่องให้กับกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง แต่ว่าถ้ามันหมดอีก 2 หมื่นล้าน การกู้เพิ่มเติมก็จำเป็นต้องทำโดยอาศัยพระราชกำหนด แต่ต้องเป็นรัฐบาลที่มีอำนาจเต็มเท่านั้น รัฐบาลรักษาการไม่สามารถดำเนินการได้

2.ในกรณีที่กองทุนน้ำมันหมดหน้าตักก็ยังมีภาษีสรรพสามิตน้ำมัน ซึ่งที่ผ่านมา รัฐบาลได้ทยอยปรับเพิ่มขึ้นโดยที่ประชาชนอาจไม่ทันสังเกต จากช่วงที่เคยลดลงในยุคสงครามรัสเซีย-ยูเครน ปัจจุบันเพิ่มขึ้นมาเกือบ 7 บาทต่อลิตร ทั้งดีเซลและเบนซิน กลไกนี้สามารถนำมาใช้ลดภาระได้ แต่ก็ต้องอาศัยรัฐบาลที่มีอำนาจเต็มเช่นเดียวกัน

เมื่อพิจารณาไทม์ไลน์ทางการเมือง แม้ประเทศไทยจะได้นายกรัฐมนตรีในวันที่ 19 มีนาคม แต่กว่าจะได้คณะรัฐมนตรีชุดสมบูรณ์ ต้องผ่านขั้นตอนตรวจสอบคุณสมบัติ และแถลงนโยบายต่อรัฐสภา อาจต้องใช้เวลาอีกระยะหนึ่ง โดยเฉพาะขั้นตอนตรวจสอบประวัติรัฐมนตรีที่ในอดีตใช้เวลานานเป็นเดือน รอบนี้ถึงแม้ว่าทางพรรคภูมิใจไทยจะประสานมาว่าอยากให้มีการแถลงนโยบายก่อนสงกรานต์

“ถ้าเป็นไปได้เราก็ดีใจด้วยเพราะว่าเราก็อยากให้มีรัฐบาลที่มีอำนาจเต็มเข้ามาบริหารจัดการในเรื่องนี้เช่นเดียวกัน ไม่เช่นนั้นมันก็จะติดปัญหาไปหมดไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของการตรึงราคาน้ำมันก็ดีหรือว่ากลไกอื่นๆ ที่มันจำเป็นต้องทำในช่วงที่เป็นรัฐบาลที่มีอำนาจเต็ม”

อย่างไรก็ตามปัญหาหนักที่สุดในขณะนี้ไม่ใช่แค่ “ราคา” แต่คือ “การจัดการซัพพลาย” ของน้ำมัน หลายประเทศสามารถควบคุมสถานการณ์ได้โดยไม่เกิดการกักตุนหรือความตื่นตระหนก เพราะมีการสื่อสารที่ชัดเจนและบริหารจัดการอย่างมีประสิทธิภาพ แต่ในประเทศไทยพอมีความแตกต่างของราคาระหว่างราคาหน้าปั๊มกับราคาที่ไปซื้อน้ำมันจากที่อื่นหรือซื้อจากพ่อค้าคนกลาง หรือ  Jobber เปิดช่องให้ภาคอุตสาหกรรมมาแย่งซื้อน้ำมันที่หน้าปั๊มกับประชาชน เป็นเหตุให้เกิดการขาดแคลนน้ำมัน และไม่ได้จัดลำดับความสำคัญหรือแบ่งโควตาให้กับกิจการที่มันจำเป็นที่ต้องใช้น้ำมัน ขาดแคลนไม่ได้ เช่น การให้บริการสาธารณะ รถขยะ รถกู้ชีพ ภาคเกษตร หรือแม้กระทั่งวัดที่ต้องใช้น้ำมันในการเผาศพ จึงทำให้เกิดเป็นปัญหา วุ่นวาย โกลาหลขึ้นหลายพื้นที่ทั่วประเทศ

@ ทางออกวิกฤติประเทศ ในยามข้าวยากหมากแพง เวลานี้ควรเป็นอย่างไร

รัฐบาลจะต้องสื่อสารและแถลงกับประชาชนตรงๆ เชื่อว่าประชาชนก็พร้อมให้ความร่วมมือ หากได้รับข้อมูลที่ชัดเจน เช่น ปริมาณน้ำมันสำรองที่มีอยู่สามารถใช้ได้อีกกี่วัน ต้นทุนในอนาคตจะเพิ่มขึ้นเท่าใด และหากทุกภาคส่วนร่วมกันประหยัดพลังงาน จะช่วยยืดระยะเวลาการปรับขึ้นราคาออกไปได้มากเพียงใด

รัฐบาลควรกำหนดเป้าหมายร่วมกันทั้งประเทศ เช่น ลดการใช้น้ำมันหรือไฟฟ้ากี่เปอร์เซ็นต์ พร้อมรณรงค์อย่างจริงจัง ซึ่งจะช่วยลดแรงกดดันต่อทั้งงบประมาณและค่าครองชีพ

ขณะเดียวกัน ต้องสื่อสาร “ข้อจำกัดด้านการเงิน” อย่างโปร่งใส ว่ามีงบประมาณในการพยุงราคาเหลือเท่าใด แทนที่จะตั้งเพดานราคาแบบตายตัว เพราะราคาพลังงานในตลาดโลกมีความผันผวนสูง การตั้งเป้าตัวเลข เช่น 33 บาทต่อลิตร อาจกลายเป็นความเสี่ยง หากสุดท้ายต้องปรับขึ้นอย่างรวดเร็ว จะยิ่งกระทบทั้งภาคครัวเรือนและภาคธุรกิจอย่างรุนแรง

อีกประเด็นสำคัญ คือ การดูแล “กลุ่มเปราะบาง” และภาคส่วนที่ได้รับผลกระทบโดยตรง เช่น ภาคขนส่งและบริการสาธารณะ ควรได้รับการอุดหนุนในรูปแบบคูปองพลังงานหรือเงินช่วยเหลือเฉพาะกลุ่ม เพื่อป้องกันไม่ให้ต้นทุนถูกผลักไปยังราคาสินค้าและบริการ สำหรับครัวเรือนรายได้น้อย ก็จำเป็นต้องมีมาตรการช่วยเหลือด้านพลังงานโดยตรง เพื่อบรรเทาภาระค่าครองชีพในช่วงวิกฤติ

@ แนวทางการทำหน้าที่ฝ่ายค้านในยามวิกฤติจะเกาะติดประเด็น ใดบ้าง

เราจะเกาะติดในประเด็นมาตรการว่าจะตรึงราคาพลังงานอย่างไร เมื่อรัฐบาลมีอำนาจเต็มแล้วจะเลือกใช้กลไกแบบใด และกลไกแบบใดจะดีต่อประเทศมากที่สุด  เรายืนยันว่าไม่ว่าอย่างไรก็ควรต้องใช้กองทุนน้ำมันก่อน เพราะว่าตัวภาษีสรรพสามิตต้องบอกว่าสุดท้ายแล้วมันจะไปกระทบกับงบประมาณ การขาดดุลการคลังของประเทศด้วย ถ้าเราไปเอามาใช้มากจนเกินไป

 ที่ผ่านมาในช่วงสงครามยูเครน-รัสเซีย เราเคยสูญเสียรายได้รัฐไปราวๆ เกือบๆ 2 แสนล้านบาทจากการลดภาษีสรรพสามิตยาวนานเป็นระยะเวลา 2 ปี ดังนั้นเราไม่อยากให้เกิดสถานการณ์แบบเดียวกันแล้วไปกระทบกับการขาดดุลการคลัง และไปเพิ่มหนี้สาธารณะเข้าไปในตัว จริงอยู่ว่าเงินกองทุนน้ำมันก็คงจะไปสะท้อนอยู่ในหนี้สาธารณะ แต่ถ้ารัฐบาลจัดเก็บรายได้ไม่เข้าเป้าคิดว่ามันจะเป็นปัญหามากกว่า ซึ่งเราจะไม่มีงบประมาณพอใช้ในปีงบประมาณ 2570  

ที่สำคัญปีนี้ต้องให้ความสำคัญมากขึ้นกับมาตรการที่จะช่วยเหลือเยียวยาประชาชนจากผลกระทบที่เกิดขึ้น ต้องบอกว่าประเทศกำลังเจอกับปัญหาทั้งเงินเฟ้อและเศรษฐกิจตกต่ำในเวลาเดียวกัน

ดังนั้นมาตรการกระตุ้นแบบเดิม เช่น โครงการ “คนละครึ่ง” อาจไม่ได้ผล ซึ่งอาจกระตุ้นการใช้จ่าย แต่ก็มีความเสี่ยงผลักดันให้ราคาสินค้าสูงขึ้น จึงต้องออกแบบมาตรการอย่างระมัดระวัง การช่วยเหลือแบบ อุดหนุนตรง น่าจะมีผลกระทบต่อเงินเฟ้อน้อยกว่า และควรออกแบบให้ตรงจุดมากขึ้น

ขณะเดียวกัน รัฐต้องเตรียมรับมือกับความเสี่ยงด้านรายได้ที่อาจไม่เป็นไปตามเป้า จากภาวะเศรษฐกิจและการลดภาษีน้ำมัน แม้จะมีรายได้จากภาษีอื่น เช่น ภาษีมูลค่าเพิ่ม เข้ามาชดเชยบางส่วน สุดท้าย จำเป็นต้องมีกลไก “กันชนทางการคลัง” หากรายได้ต่ำกว่าเป้า อาจต้องพิจารณาปรับลดกรอบงบประมาณ เพื่อรักษาเสถียรภาพทางการคลังในระยะยาว

คลิกอ่านบทความทั้งหมดได้ที่นี่